ติดยาบ้าเกือบ 1.6 ล้านคน ใช้เฮโรอีน-ยาอี เพิ่มขึ้น สำรวจสถานการณ์ยาเสพติดไทยล่าสุด จากรายงานของยูเอ็น

ที่มาของภาพ, Getty Images
มีคนติดยาบ้า 1.6 ล้านคนในไทย ขณะที่มีผู้ใช้กัญชาราว 1.5 ล้านคน ส่งผลให้ทั้งสองกลุ่มเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เข้ารับการบำบัดเลิกสารเสพติดในปีที่ผ่านมา
นี่คือข้อมูลจากรายงานเรื่อง "ยาเสพติดสังเคราะห์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: พัฒนาการและความท้าทายล่าสุดในปี 2025 (Synthetic Drugs in East and Southeast Asia: Latest developments and challenges 2025)" ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นโอดีซี (UNODC) และเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา
รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่า สถานการณ์ยาเสพติดของไทยไม่ใช่มีแค่จำนวนผู้เสพที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ปริมาณของยาเสพติดที่ถูกตรวจยึดได้ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน สะท้อนถึงความต้องการที่สูงขึ้นในตลาดและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่สูงขึ้นเช่นกัน
ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทย จากรายงานฉบับล่าสุดของ UNODC ที่ทำให้เห็นภาพมากขึ้นว่าเหตุใดปัญหายาเสพติดจึงทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน
รัฐฉานยังคงเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ของภูมิภาค
รายงานดังกล่าวระบุว่าปริมาณการตรวจยึดยาเมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) ทุบสถิติใหม่ในปี 2024 โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดยาเสพติดประเภทนี้ได้ 236 ตันในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อนหน้าที่ตรวจยึดได้ 190 ตัน ไม่ว่าจะเป็นเมทแอมเฟตามีนในรูปแบบเม็ด ซึ่งคนไทยเรียกกันว่า "ยาบ้า" หรือแบบผลึกใส ซึ่งคนไทยรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า "ยาไอซ์"
นอกจากนี้ ยังพบว่า 94% ของเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดที่ตรวจยึดได้ในปีที่แล้วนั้น มาจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือคิดเป็นน้ำหนักราว 221.2 ตัน นี่สะท้อนให้เห็นว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวนมหาศาลถูกลักลอบขนผ่านประเทศแถบนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เช่น กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม โดยมีศูนย์กลางการผลิตอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา
รายงานฉบับนี้ระบุว่า เงื่อนไขที่ผลักดันให้เกิดการผลิตยาเสพติดชนิดสังเคราะห์รวมถึงสารเสพติดชนิดอื่น ๆ ในรัฐฉาน มากขึ้นมาจากหลายปัจจัย เดิมทีรัฐบาลเมียนมามีปัญหาขัดแย้งกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์อยู่แล้ว และเมื่อเกิดการรัฐประหารในเดือน ก.พ. 2021 ก็ส่งผลให้ความขัดแย้งภายในประเทศทวีความรุนแรงมาก กลุ่มกองกำลังต่าง ๆ จึงหันมาพึ่งพารายได้จากการค้ายาเสพติด ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐหยุดชะงักลง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นฐานผลิตยาเสพติดในเมียนมา ซึ่งกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์มีเสถียรภาพมากกว่า
UNODC ยังพบด้วยว่า กัมพูชาและรัฐซาบาห์ของมาเลเซียกำลังขยับขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้าเมทแอมเฟตามีนในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยพบว่าเส้นทางการค้าเมทแอมเฟตามีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ทอดยาวจากรัฐฉานไปยังกัมพูชาโดยส่วนใหญ่ใช้ลาวเป็นทางผ่าน และมีบ้างที่ลำเลียงผ่านประเทศไทย
ในปี 2024 ทางการกัมพูชาตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 10 ตัน ซึ่งหากหลุดรอดจากการตรวจจับทางบกในกัมพูชาไปได้ บางส่วนจะถูกลำเลียงไปยังเรือประมงขนาดเล็กบนชายฝั่งทางใต้ของกัมพูชา จากนั้นจึงส่งต่อให้เรือแม่เพื่อกระจายไปยังประเทศอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน ก็พบข้อบ่งชี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ามียาไอซ์ที่ไหลจากคาบสมุทรมาเลเซียไปยังรัฐซาบาห์ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียวตอนเหนือมากขึ้น โดยรัฐซาบาห์อยู่ติดกับจังหวัดกาลีมันตันเหนือของอินโดนีเซีย และอยู่ใกล้กับภูมิภาคซัมบาซุลตาของฟิลิปปินส์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มอาชญากรลักลอบขนยาไอซ์ในปริมาณมากขึ้นผ่านรัฐซาบาห์ ขณะที่ภูมิภาครอบ ๆ เกาะมินดาเนาได้กลายเป็นศูนย์กลางกระจายยาเสพติดไปยังฟิลิปปินส์ โดยรับยาเสพติดที่ถูกส่งต่อมาจากรัฐซาบาห์อีกที

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
รายงานของยูเอ็นยังกล่าวด้วยว่า การผลิตยาเคตามีน หรือที่คนไทยเรียกสั้น ๆ ว่า "ยาเค" ยังคงแพร่กระจายในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบการผลิตยาเคตามีนรวมถึงสารตั้งต้นยาเสพติดดังกล่าวในเมียนมา จากนั้นพบต่อในกัมพูชา ลาว และล่าสุดในเวียดนาม ซึ่งรูปแบบเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าอาชญากรกำลังกระจายห่วงโซ่อุปทานออกไป และพยายามตั้งฐานผลิตให้ใกล้กับแหล่งเป้าหมาย เช่น จีนและไต้หวัน มากขึ้น
นอกจากนี้ กลุ่มองค์กรอาชญากรรมยังจัดหายาเคจากยุโรปและเอเชียใต้ เพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานของยาให้มาจากหลายแหล่งมากขึ้น โดยพบการไหลเวียนของยาเคจากยุโรปมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นในปี 2024 ถึงต้นปี 2025 ซึ่งพบการตรวจยึดยาชนิดนี้ในกัมพูชา จีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม
UNODC วิเคราะห์ว่าการค้ายาเคจากยุโรปมายังภูมิภาคแถบนี้กำลังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นจากอุปทานของยาในยุโรปที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความต้องการยาเคสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีอยู่ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในกัมพูชา จีน อินโดนีเซีย และ ลาว
นอกจากนี้ ยังมีสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทชนิดใหม่ หรือ เอ็นพีเอส (NPS) ถูกตรวจยึดทุกปีและมักพบผสมกับสารประกอบอื่นในผลิตภัณฑ์ยาเสพติดสังเคราะห์ใหม่ ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างร้ายแรงต่อผู้ใช้ โดยเฉพาะการผสมยาเอโทมีเดท (Etomidate) ลงในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งมีชื่อเล่นในหมู่ผู้เสพว่า "บุหรี่ซอมบี้" ในไทย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจยึดผลิตภัณฑ์ยาเสพติดสังเคราะห์ต่าง ๆ ที่มักมีส่วนผสมของสารหลายชนิด เช่น ยาเคนมผง ยาแฮปปีวอเตอร์ ลูกอมเมาหรืออมยิ้มเมา เป็นต้น ซึ่งมียาเค ยาเมทแอมเฟตามีน และยาอี ผสมกัน
รายงานของ UNODC ยังระบุด้วยว่ากลุ่มค้ายาเสพติดที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก กำลังใช้เทคโนโลยีเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายมากขึ้น โดยพวกเขามักตั้งบริษัทลูกบังหน้าและดำเนินการผ่านเครือข่ายที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อว่าจ้างคนในท้องถิ่น เช่น คนขับรถ หรือชาวประมง เพื่อลดการเผชิญหน้าหรือการตรวจจับจากเจ้าหน้าที่
ขณะเดียวกัน ก็พบการบรรจบกันระหว่างกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดและกลุ่มอาชญากรรมอื่น ๆ มากขึ้น ในลักษณะการดำเนินธุรกรรมทางการเงินใต้ดิน กาสิโนออนไลน์ผิดกฎหมาย ไปจนถึงการหลอกลวงออนไลน์ผ่านอาชญากรรมไซเบอร์
เส้นทางการลำเลียงยาเสพติดจากรัฐฉานมายังไทย

ที่มาของภาพ, Getty Images
เส้นทางการค้ายาเสพติดบางเส้นทางที่เชื่อมโยงพื้นที่ผลิตยาเสพติดในสามเหลี่ยมทองคำกับตลาดที่อยู่ในประเทศปลายทาง บางเส้นทางถูกใช้งานมานานหลายปีแล้ว ขณะที่บางเส้นทางเกิดขึ้นได้ไม่นาน
เมืองเชียงตุงในรัฐฉานตอนใต้เป็นจุดผ่านสำคัญสำหรับการลำเลียงยาเสพติดทางบกจากพื้นที่ผลิตยาเสพติดในทางเหนือและทางตะวันออกของรัฐฉานสู่ไทย โดยในช่วงปีที่ผ่านมา ทางการเมียนมาสามารถยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้มากกว่า 1.5 ตัน พร้อมกับเคตามีน 55 กก. ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเมืองนี้เป็นแหล่งยาเสพติดที่สำคัญของภูมิภาคอย่างไร
UNODC พบว่ายาเสพติดที่ถูกตรวจยึดได้ในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดมาจากรัฐฉาน ซึ่งถูกลำเลียงผ่านชายแดนทางตอนเหนือของไทยที่มีเขตติดกับรัฐฉาน รวมถึงชายแดนไทย-ลาวเข้ามาสู่ไทยทางจังหวัดภาคเหนือและภาคอีสาน และเมื่อเข้ามายังประเทศไทยตอนในได้ ยาเสพติดจะถูกลำเลียงไปยังพื้นที่ตอนกลางของประเทศ เช่น จังหวัดนครสวรรค์ ผ่านถนนทางหลวงสายหลักของประเทศ
บางครั้งพบว่าผู้ลักลอบขนยาเสพติดอาจมาในรูปแบบกองคาราวานที่มีกองกำลังติดอาวุธคอยคุ้มกันความปลอดภัยให้ โดยอาจลักลอบซ่อนเร้นมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือซุกซ่อนอยู่ในรถที่ได้รับการดัดแปลงพิเศษ
นอกจากนี้ ยังเริ่มพบการลักลอบขนยาเสพติดผ่านชายแดนฝั่งตะวันตกของไทยซึ่งอยู่ติดกับเมียนมามากขึ้น แต่ในปริมาณการลำเลียงที่ไม่มากนัก
ทั้งนี้ ผู้ค้ายาเสพติดยังอาศัยไทยเป็นทางผ่านลำเลียงยาเสพติดไปยังประเทศที่สามด้วย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางบกหรือทางน้ำ
ในไทยมีคนติดยาบ้ามากที่สุดเกือบ 1.6 ล้านคน เพราะราคาถูกเข้าถึงง่าย
รายงานของ UNODC ระบุว่า หากดูที่ยาเมทแอมเฟตามีนที่อยู่ในรูปของยาบ้าและยาไอซ์ พบว่าเป็นปีที่สองแล้วที่ประเทศไทยมีการใช้ยาดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่ามีผู้เข้ารับการบำบัดจากการติดสารเสพติดดังกล่าวมากถึง 87% ในปี 2023 หรือจำนวน 150,121 คน ขณะที่ในปี 2024 มีผู้เข้ารับการบำบัดยาชนิดนี้ 177,533 คน หรือคิดเป็น 89% ของจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดทั้งหมด
ทั้งนี้ ปี 2024 ยังเป็นปีแรกที่มีผู้เข้ารับการบำบัดจากการติดกัญชาเป็นอันดับสอง จำนวน 7,500 คน รองจากเมทแอมเฟตามีน โดยผลสำรวจระดับประเทศพบว่ามีผู้ใช้กัญชามากกว่า 1.5 ล้านคนในปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่าในปี 2024 ไทยมีคนติดยาบ้าเกือบ 1.6 ล้านคน และอีก 174,000 คน เป็นผู้เสพยาไอซ์
เมื่อปีที่แล้วยังมีผลการตรวจยึดยาบ้าและยาไอซ์ในไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยประเทศไทยเพียงประเทศเดียวสามารถตรวจยึดยาบ้าได้มากกว่า 1,000 ล้านเม็ด เพิ่มขึ้น 63% จากปี 2023 ขณะที่ยาไอซ์ถูกตรวจยึดได้ 34.6 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 31% ทำให้เมื่อรวมปริมาณของยาเมทแอมเฟตามีนทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน ปริมาณจะอยู่ที่ 129.6 ตัน ซึ่งคิดเป็นเกินครึ่งหนึ่งของยาเมทแอมเฟตามีนที่ถูกตรวจยึดได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ ยังพบว่ายาไอซ์ที่ถูกตรวจยึดได้ในไทยมีความบริสุทธิ์มากกว่า 90% ส่วนยาบ้ามีสารบริสุทธิ์อยู่ที่ราว 17% และเมื่อยาทั้งสองประเภทมีราคาถูกลงอย่างมากในตลาด จึงทำให้ยาเสพติดเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น
ขณะที่ เอเฟดรีน (Ephedrine) และ ซูโดเอเฟดรีน (pseudoephedrine) ยังคงเป็นสารตั้งต้นหลักที่พบในตัวอย่างยาบ้าและยาไอซ์ที่ถูกนำไปวิเคราะห์ส่วนผสมในห้องปฏิบัติการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตหันไปใช้สารเคมีชนิดดังกล่าวแทนฟีนิล-ทู-โปรพาโนน (P-2-P) โดยล่าสุดพบการจับกุมสารโพรพิโอฟีโนน (propiophenone) ปริมาณ 16 ตันพร้อมกับสารเคมีอื่น ๆ อีก 6 ชนิดในเดือน ต.ค. 2024 ที่ จ.ตาก ติดชายแดนเมียนมา ซึ่งสามารถนำไปสังเคราะห์เป็นเอเฟดรีน ซูโดเอเฟดรีน และ P-2-P ได้
แม้จะมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่ามีการใช้เอเฟดรีน/ซูโดเอเฟดรีนเพิ่มขึ้นในยาประเภทเมทแอมเฟตามีน แต่แทบไม่มีรายงานการตรวจยึดสารเคมีดังกล่าวมากนัก รวมถึงสารเคมีอื่น ๆ ที่ไม่ถูกควบคุมแต่สามารถใช้สังเคราะห์เป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติดได้ ซึ่งถือเป็นช่องโหว่ที่อาชญากรอาจฉวยใช้ และเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของประเทศ
ยาเค ยาอี เฮโรอีน และ NPS ยังน่ากังวลในไทย

ที่มาของภาพ, ONCB
UNODC พบว่าในปี 2024 ไทยสามารถยึดยาเคตามีนได้เป็นอันดับสองรองจากเมทแอมเฟตามีน ถึงแม้ปริมาณที่ตรวจยึดได้นั้นลดลงจากปีก่อนหน้าก็ตาม แต่ที่น่าสนใจคือพบบุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกเรียกว่า "เคพ็อดส์ (K-Pods)" ซึ่งมีส่วนผสมของยาเคและยาอีโทมีเดทอย่างต่อเนื่องในไทย
ขณะที่ยาเอคส์ตาซี หรือที่คนไทยเรียกว่า "ยาอี" ผู้เชี่ยวชาญรู้สึกว่ามีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้น หากดูจากจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดที่เพิ่มมากขึ้น และผลสำรวจยังพบว่ามีผู้ติดยาอีในไทย 174,778 คน ในปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ไทยยังพบยาที่มีสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทชนิดใหม่ (NPS) หลายตัวด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ลูกอมเมา ไปจนถึง แฮปปีวอเตอร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีรายงานในประเทศไทยว่ายาชนิดนี้อยู่ในลักษณะของเหลว
ส่วนเฮโรอีนก็พบว่ามีการใช้มากขึ้นในปี 2024 โดยทางการไทยสามารถตรวจยึดได้มากกว่า 2 ตันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 โดยพบว่าราคาของเฮโรอีนถูกลงมากกว่าครึ่ง ทำให้เข้าถึงตลาดยาเสพติดในไทยได้มากขึ้น











