แกะผลสอบข้อเท็จจริง ใครช่วยอดีต สว.อุปกิต ปาจรียางกูร พ้นหมายจับจากคดีเอี่ยว ตุน มิน ลัต

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายอุปกิต ปาจรียางกูร อดีต สว.

ย้อนกลับไปวันที่ 3 ต.ค. 2565 ตำรวจยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอหมายจับ นายอุปกิต ปาจรียางกูร ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในขณะนั้น ด้วยข้อหาความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและการฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ นายตุน มิน ลัต นักธุรกิจชาวเมียนมา ซึ่งถูกจับและดำเนินคดีไปแล้วก่อนหน้านั้น

สิ่งที่สร้างความประหลาดใจคือ ศาลอาญาอนุมัติหมายจับในช่วงเช้า ก่อนออกคำสั่งเพิกถอนในบ่ายวันเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่า "ผู้ต้องหาเป็นบุคคลสำคัญ จึงเชื่อได้ว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี"

บีบีซีไทยรวบรวมเหตุการณ์ในอดีต คำพิพากษาคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรรม (กต.) และรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของจเรตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีนี้ เพื่อดูว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือนายอุปกิต เจ้าของฉายา "สว.ทรงเอ" จนทำให้เกิดหมายจับที่มีอายุไม่ถึง 24 ชั่วโมง

ที่ประชุม กต. เห็นควรให้ผู้พิพากษาที่แทรกแซงคดีนายอุปกิต ออกจากราชการ ฐานผิดวินัยร้ายแรง

หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น พ.ต.ท.มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์ สารวัตรสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจนครบาล (สน.) พญาไท ซึ่งเป็นผู้ขอหมายจับในเวลานั้น ได้ทำหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (กต.) ว่ามีผู้พิพากษาแทรกแซงการออกหมายจับ

ในจดหมายความยาว 7 หน้า ซึ่งเขียนโดย พ.ต.ท.มานะพงษ์ และถูกเผยแพร่โดย นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อดีตพรรคก้าวไกล (ในเวลานั้น) เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2566 ระบุว่านายตำรวจผู้นี้ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา เคยถูก นายอรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดี ผู้พิพากษาศาลอาญา เรียกเข้าพบในวันที่หมายจับได้รับการอนุมัติโดยผู้พิพากษาเวรแล้ว

ทั้งนี้ จดหมายดังกล่าวเป็นเอกสารที่ พ.ต.ท.มานะพงษ์ ส่งถึง นายปุณณะ จงนิมิตสถาพร คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (กต.)

ในการชี้แจงรายละเอียดการเข้าพบนายอรรถการ ทาง พ.ต.ท.มานะพงษ์ บอกว่าในห้องประชุมมีอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา พร้อมด้วยเลขาธิการศาลอาญานั่งอยู่ด้วย และระหว่างที่เขากำลังนั่งลง ก็พบว่านายอรรถการกำลังโทรหานายตำรวจระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อสอบถามว่าเหตุใดเขาจึงขอออกหมายจับนายอุปกิต พร้อมกับส่งโทรศัพท์ดังกล่าวให้ พ.ต.ท.มานะพงษ์พูดคุยกับปลายสาย จากนั้นจึงเรียกตัวผู้พิพากษาเวรซึ่งเป็นผู้พิจารณาอนุมัติออกหมายจับให้เข้ามาชี้แจงในห้องประชุม ซึ่งทางผู้พิพากษาเวรก็ยืนยันว่าพยานหลักฐานของทางตำรวจเพียงพอต่อการออกหมายจับ

ในจดหมาย 7 หน้าที่ทาง พ.ต.ท.มานะพงษ์ นำเรียน กต. ยังทำให้เห็นช่วงหนึ่งของการปะทะคารมระหว่างนายตำรวจผู้นี้กับนายอรรถการด้วย

"เมื่อเข้าไปถึง อธิบดี ผู้พิพากษาศาลอาญาก็ได้แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่าหากจะถอนหมายจับนายอุปกิต ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างไร ข้าพเจ้าตอบไปว่าหากไม่ได้มีการออกหมายจับนายอุปกิต ปาจรียางกูร ก็เชื่อได้ว่าในอนาคตจะไม่ได้มีการดำเนินคดีกับนายอุปกิต ปาจรียางกูร ทั้งที่มีหลักฐานพยานอย่างแจ้งชัด เนื่องจากเชื่อได้ว่าอาจมีการล้มคดีที่ได้มีการสอบสวนเกี่ยวกับนายอุปกิต ปาจรียางกูร ซึ่งนายอรรถการ ฟูเจริญ ก็ได้พูดแทรกว่า ถ้าแบบนี้ก็หมายความสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีความโปร่งใส"

"ข้าพเจ้าจึงได้ตอบไปว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติอาจจะไม่โปร่งใสพอสำหรับการดำเนินคดีกับสมาชิกวุฒิสภา"

สุดท้าย อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาตัดสินใจให้มีการถอนหมายจับนายอุปกิต โดยให้เหตุผลว่าเป็นบุคคลสำคัญ ควรออกหมายเรียกก่อน

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในเวลาต่อมามีรายงานข่าวจากสื่อไทยเป็นระยะ ๆ ว่าทาง กต. มีการตั้งคณะกรรมการสอบผู้พิพากษาระดับรองอธิบดีศาลอาญารายนี้ว่ามีความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ จากกรณีที่ พ.ต.ท.มานะพงษ์ ร้องเรียนไปยัง กต. ว่าผู้พิพากษารายนี้อาจแทรกแซงการเพิกถอนหมายจับคดีนายอุปกิต

ล่าสุดในวันที่ 19 พ.ค. 2568 ที่ประชุม กต. พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 3 ราย และหนึ่งในนั้นถูกลงโทษว่ามีความผิดวินัยร้ายแรง จึงเห็นควรให้ออกจากราชการ เนื่องจากเห็นว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่สุภาพ ไม่สำรวมกิริยามารยาท และเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่น อันเป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของราชการ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ

ในเอกสารข่าวของ กต. ไม่ได้ระบุรายชื่อผู้พิพากษาคนดังกล่าว แต่สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ และสำนักข่าวอิศรา รายงานตรงกันว่าการพิจารณาผลการสอบสวนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญารายหนึ่งที่ถูกร้องเรียนว่าแทรกแซงการออกหมายจับอดีต สว.อุปกิต

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาชื่นชมการทำงานของ กต. ผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของเขา พร้อมกับจี้ว่าทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะดำเนินการอย่างไรต่อจากนี้

"ถ้าใครจำกันได้ เรื่อง สว.ทรงเอ ที่ผมเคยอภิปรายเปิดโปงในสภาตั้งแต่ปี 2566 รวมถึงนำเอกสารเพิกถอนหมายจับที่อดีตรองอธิบดี นามว่า อรรถการ ฟูเจริญ เข้าไปเกี่ยวข้อง ส่งผลให้ สว.ทรงเอ ถูกถอนหมายจับในเวลาห่างจากการออกหมายจับไม่กี่ชั่วโมง คงจะมีการวิ่งเต้นกันน่าดู จึงกล้าถอนหมายจับ และเรียกตำรวจที่ทำคดีนี้ไปตำหนิโดยไม่ให้เกียรติใดๆ"

"เรื่องนี้นอกจากผมได้เคยทำหนังสือร้องไปยัง กต. แล้ว ผมยังเคยร้องเรื่องนี้ไปยัง ป.ป.ช. ด้วย ก็คงจะต้องติดตาม ป.ป.ช. กันต่อไปว่าเรื่องภายใน กต. มาถึงขนาดนี้แล้วทาง ป.ป.ช. จะว่าอย่างไรต่อ" โพสต์ของนายรังสิมันต์ระบุ

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ เห็นว่าอดีตผู้บังคับบัญชาและนายตำรวจระดับสูงของ ตร. มีความผิดทางวินัยในประเด็นการแทรกแซงการสืบสวนและรวบรวมพยาน

วันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา นายรังสิมันต์ยังเผยแพร่รายงานจำนวน 67 หน้า ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ดำเนินโดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ กรณี พ.ต.ท.มานะพงษ์ ชี้แจงต่อ กต. เกี่ยวกับการร้องขอและการเพิกถอนหมายจับ สว.อุปกิต โดยกรรมการชุดนี้มี พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน

นายรังสิมันต์ยืนยันกับบีบีซีไทยว่ามีผู้ส่งรายงานฉบับนี้มาให้เขา และเขารับประกันว่ารายงานดังกล่าวเป็นของจริง

หนึ่งในประเด็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง คือ มีอดีตผู้บังคับบัญชาและนายตำรวจระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทรกแซงการสืบสวนและการรวบรวมพยานหรือไม่ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลัก ๆ ดังนี้

  • พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ตอนเกิดเรื่องดำรงตำแหน่งผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบก.สส.บช.น.) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.)
  • พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ตอนเกิดเรื่องดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการนครบาล (กก.สส.2. บก.สส.บช.น.) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบก.สส.บช.น.)
  • พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แต่ปัจจุบันเกษียณราชการแล้ว
  • พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ขณะเกิดเรื่องดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจปราบยาเสพติด (ผบช.ปส.) ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว
  • ว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร คำพันธ์ ขณะเกิดเรื่องดำรงตำแหน่งรองสารวัตร กก.สส.2. บก.สส.บช.น.

หมายเหตุ ยศนำหน้าชื่อของนายตำรวจบางรายในปัจจุบันอาจเปลี่ยนไปจากนี้ เนื่องจากบีบีซีไทยอิงตามรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของจเรตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การอ้างอิงตรงกัน

.

ที่มาของภาพ, POLICE TV

คำบรรยายภาพ, รายงานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของจเรตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.2 บก.สส.บช.น. ต่างให้ถ้อยคำยืนยันว่า พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ (ซ้าย) ผบก.สส.บช.น. ในขณะนั้น และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ในขณะนั้น (ขวา) "น่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีกับนายอุปกิต"

บีบีซีไทยสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ความว่า พล.ต.ต.นพศิลป์ อ้างว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ กำชับมาว่าให้เขาบอกกับ พ.ต.ท.มานะพงษ์ กับพวก (หมายถึงเพื่อนร่วมงาน) ว่าไม่ต้องการให้สืบสวน-รวบรวมพยานหลักฐานขยายผลเครือข่ายอัลลัวร์ไปยังบุคคลอื่นต่อไป รวมถึงนายอุปกิต

ทั้งนี้ เครือข่ายอัลลัวร์ หมายถึงเครือข่ายที่ทางตำรวจกล่าวหาว่านำเงินจากการค้ายาเสพติดมาฟอกผ่านบริษัทในเครืออัลลัวร์ กรุ๊ป (พีแอนด์อี) ซึ่งทำธุรกิจซื้อกระแสไฟฟ้าจากไทยไปขายให้กับฝั่งท่าขี้เหล็กในเมียนมา โดยบริษัทดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับนายตุน มิน ลัต และ นายอุปกิต รวมถึงผู้ต้องหาคนอื่น ๆ

ในรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงยังระบุด้วยว่า พล.ต.ต.ธีรเดช ยังกำชับไม่ให้ พ.ต.ท.มานะพงษ์ และพวก ดำเนินการสืบสวนหรือกระทำการใดกับคดีนี้ต่อ ซึ่งเชื่อว่าได้รับแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชามาอีกทอดหนึ่ง และออกหนังสือสั่งการลงวันที่ 11 ต.ค. 2565 เรื่อง กำชับการปฏิบัติในการขออนุมัติออกไปปฏิบัติการนอกที่ตั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีนายอุปกิตยังให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทำนองว่า เชื่อว่าคำสั่งดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งในการกำชับไม่ให้ทางหน่วยไปร้องขอต่อศาล เพื่อออกหมายจับนายอุปกิตเป็นครั้งที่ 2 หรือดำเนินการสืบสวนคดีเครือข่ายนายตุน มิน ลัต

ที่สำคัญ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังพบว่า ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดีกำลังส่งตัวนายตุน มิน ลัต และพวกรวม 4 คน พร้อมกับสำนวนประกอบการสืบสวนจำนวน 608 แผ่น ทาง พล.ต.ต.นพศิลป์ ได้เข้าไปในห้องทำงานของ พล.ต.ท.สรายุทธ ผบช.ปส. ในขณะนั้น จากนั้นสั่งให้ ว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร คัดแยกเอกสารที่รวบรวมได้จากการสืบสวนคดีของนายตุน มิน ลัต จำนวน 10-20 แผ่นออกมา แม้ ว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร ได้คัดค้านแล้วว่า "ไม่ได้ครับ" ถึง 2 ครั้ง เนื่องจากเป็นเอกสารสำคัญในคดี และเอกสารดังกล่าว นายตุน มิน ลัต ก็ลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้หมดแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ต้องทำตามที่ พล.ต.ต.นพศิลป์ สั่ง ด้วยความฝืนใจ

ในรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการชุดนี้ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ไว้ว่า "ในระหว่างที่อยู่ในห้องทำงาน ผบช.ปส. นั้น พล.ต.ต.นพศิลป์ ได้มีการพูดคุยโทรศัพท์กับบุคคลที่ พล.ต.ต.นพศิลป์ อ้างว่าเป็น พล.ต.อ.สุวัฒน์ โดยมีการเปิดลำโพงของเครื่องโทรศัพท์ให้ พล.ต.ท.สรายุทธ และ ว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร ได้ยินด้วย โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ ได้สั่งให้เอาพยานหลักฐานที่มีภาพของตนเอง และ พล.อ.อภิรัชต์ [คงสมพงษ์] อดีต ผบ.ทบ. ออก ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยว่าให้ดูให้ละเอียด และเน้นย้ำว่าอะไรที่ทำให้เราเดือดร้อน ให้เอาออก"

เอกสารที่ถูกนำออกเป็นภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์ของผู้ต้องหาบางคน โดยเป็นภาพถ่าย พล.ต.อ.สุวัฒน์ และ พล.อ.อภิรัชต์ ในงานบวชของ อดีต ผบ.ทบ. ผู้นี้ จำนวนหลายแผ่น อีกทั้งยังมีภาพข่าวที่มีรูปอดีต ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นภาพถ่ายในลักษณะที่นายอุปกิต นำภาพ พล.ต.อ.สุวัฒน์ และ พล.อ.อภิรัชต์ มาจากข่าวเปิด แล้วส่งให้นายตุน มิน ลัต พร้อมกับสนทนากันในแอปพลิเคชันส่งข้อความเป็นภาษาอังกฤษ

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, วันที่ 15 ก.พ. 2566 นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงกลุ่มธุรกิจนายทุนเมียนมาที่ร่วมมือกับคนไทยฟอกเงินค้ายาเสพติดที่ชายแดนเมียนมา โดยบอกว่ามี สว.ทรงเอ หรือ นายอุปกิต ปาจรียางกูร สว.ในขณะนั้นเข้ามาเกี่ยวพันด้วย

อย่างไรก็ดี เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทางกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เปิดโอกาสให้ข้าราชการตำรวจที่ถูกพาดพิงได้ชี้แจงด้วย โดยการชี้แจงมีหลายกรณี แต่ทางบีบีซีไทยจะหยิบยกมาเพียงเนื้อหาสำคัญที่เกี่ยวกับการแทรกแซงคดีเท่านั้น

  • คำชี้แจงของ พล.ต.ต.นพศิลป์

พล.ต.ต.นพศิลป์ ได้ส่งเอกสารชี้แจงจำนวน 57 แผ่น บอกว่าข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวอ้างมานั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงการสืบสวนขยายผลหรือสั่งการให้ดำเนินการหรือไม่ดำเนินการทางคดีแต่อย่างใด

อีกทั้งตั้งแต่วันที่ 17-19 ก.ย. 2565 ที่นายตุน มิน ลัต กับพวก อยู่ในความควบคุมที่ บก.สส.บช.น. เขาก็ไม่ได้เข้าไปใน กก.สส. 2 บก.สส.บช.น ซึ่งอยู่บนชั้นสาม เนื่องจากติดภารกิจคดีอื่นและเรื่องการชุมนุม ประกอบกับผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้รายงานการสืบสวนขยายผลให้ทราบ

เขายังยืนยันด้วยว่าที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าว เป็นเพราะ พล.ต.ท.สรายุทธ ผบช.ปส. โทรศัพท์ติดตามให้ตนเองมาดูเอกสารเกี่ยวกับการสืบสวนที่ บช.ปส. เนื่องจาก "มีภาพมิบังควร" และยืนยันว่าว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร ก็ได้ยินทางโทรศัพท์ว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ ผบ.ตร. ในขณะนั้น ไม่ได้สั่งการใด ๆ ที่เป็นการแทรกแซงคดี หรือให้ตัดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับนายอุปกิตออก และไม่มีผู้บังคับบัญชาคนใดสั่งการให้เข้ามาแทรกแซงการสืบสวน และไม่ได้เอาเอกสารใด ๆ ออกไปจากห้องทำงานของ ผบช.ปส.

ทางบีบีซีไทยพยายามติดต่อไปยัง พล.ต.ต.นพศิลป์ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับจนกระทั่งบทความชิ้นนี้เผยแพร่

  • คำชี้แจงของ พล.ต.ต.ธีรเดช

พล.ต.ต.ธีรเดช ส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมายังคณะกรรมการฯ จำนวน 68 แผ่น บอกว่าไม่ทราบกรณีที่ กก.สส. 2 บก.สส.บช.น. ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีนายอุปกิต เนื่องจากเขาเพิ่งมารับตำแหน่งวันที่ 3 ต.ค. 2565 และในวันดังกล่าวก็ไม่มีผู้ใดแจ้ง หรือรายงานว่ามีคดีนายอุปกิต อีกทั้งตนเองก็ไม่ได้ลงชื่อในคำร้องขอหมายจับนายอุปกิต

เขายังชี้แจงด้วยว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.มานะพงษ์ กับพวก ได้รายงานว่าศาลอาญาได้ออกหมายจับนายอุปกิตแล้ว ตนเองยังเรียกข้าราชการตำรวจมาสนับสนุนการทำงานในการติดตามตัวบุคคลตามหมายจับ พร้อมกับมอบเงินให้ พ.ต.อ.กฤศณัฏฐ์ ธนศุภณัฏฐ์ ผกก.สส. 2 บก.สส.บช.น (ตำแหน่งในตอนนั้น) จำนวน 10,000 บาท เพื่อใช้ในการทำงาน และกำชับให้ทำหน้าที่ให้รอบคอบ และรายงานผลผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น

ส่วนกรณีที่มีการออกหนังสือกำชับการปฏิบัติในการขออนุมัติออกไปปฏิบัติราชการนอกที่ตั้งนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้ แต่เป็นหนังสือสั่งการภายในเพื่อให้การทำงานเป็นไปตามระเบียบและกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ประพฤติปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อยู่ในกรอบการทำงานเดียวกัน

  • คำชี้แจงของ พล.ต.ท.สรายุทธ

พล.ต.ท.สรายุทธ ส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมายังคณะกรรมการฯ จำนวน 42 แผ่น ใจความสรุปได้ว่า ได้โทรศัพท์ติดตาม พล.ต.ต.นพศิลป์ ให้มาดูเอกสารเกี่ยวกับการสืบสวนที่ บช.ปส. เนื่องจาก "มีภาพมิบังควร" และยืนยันยันว่า ว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร ก็ได้ยินว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ ไม่ได้สั่งการใด ๆ ในการแทรกแซงคดี หรือให้ตัดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับนายอุปกิตออกจากคดี

นอกจากนี้ พล.ต.ต.นพศิลป์ ก็ไม่ได้นำเอกสารหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกไป และเห็นว่าข้อมูลจากเอกสารที่ถูกอ้างอิงเป็นข้อมูลที่นำออกมาจากมือถือของกลาง ซึ่งพยานหลักฐานทั้งหมดยังคงอยู่ในโทรศัพท์มือถือของกลาง ดังนั้น ความสมบูรณ์ของพยานหลักฐานในคดีนี้ที่เจ้าหน้าที่ได้มา จึงยังคงดำรงอยู่

สุดท้ายแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเชื่อว่า พล.ต.ต.นพศิลป์ ได้นำเอกสารออกไปจริงตามที่ว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร ให้ถ้อยคำไว้ โดยที่ พล.ต.ท.สรายุทธ ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่กลับปล่อยปละละเลยให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ ดำเนินการดังกล่าว ส่วนว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร แม้คัดค้านคำสั่งของ พล.ต.ต.นพศิลป์ แล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็ฝืนใจทำอยู่ดี ทั้งที่ทราบว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ ทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ในประเด็นนี้ว่า "กรณีเป็นที่สงสัยว่า พล.ต.ต.นพศิลป์, พล.ต.ต.ธีรเดช, พล.ต.อ.สุวัฒน์, พล.ต.ท.สรายุทธ และ ว่าที่ พ.ต.ต.ทีปกร กระทำผิดวินัย เห็นควรดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการตำรวจดังกล่าว ตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ต่อไป"

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ เห็นว่าพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 กระทำผิดวินัย กรณีประวิงเวลาเพื่อให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินคดีกับนายอุปกิต

ในรายงาน 67 หน้าของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากการแสวงหาข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการฯ ที่ได้จากการให้ถ้อยคำของ พ.ต.ท.มานะพงษ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.2 บก.สส.บช.น. ต่างให้การสอดคล้องกันว่า หลังจากศาลอาญาเพิกถอนหมายจับนายอุปกิต โดยให้เหตุผลว่าเป็นบุคคลสำคัญ จึงควรดำเนินการออกหมายเรียกก่อน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐาน

ในเวลาต่อมา ทาง พ.ต.ท.มานะพงษ์ จึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 (บก.ปส.3) เพื่อให้ดำเนินดคีนายอุปกิตเพิ่มเติม โดยมอบสำเนาเอกสารพยานหลักฐานที่ได้จากการสืบสวนทั้งหมด 608 แผ่นไว้กับพนักงานสอบสวน บก.ปส. 3 รวมถึงเอกสารที่ถูกดึงออกจากสำนวนก่อนหน้านี้ด้วย เพื่อให้ทางพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกนายอุปกิต โดยให้เอกสารทั้งหมดแก่พนักงานสอบสวนไปเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2565

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพิจารณาแล้วเชื่อว่าพยานหลักฐานที่ทาง พ.ต.ท.มานะพงษ์ และพวก ได้มาจากการสืบสวนเพื่อดำเนินคดีกับนายอุปกิตนั้น เพียงพอที่พนักงานสอบสวน บก.ปส. 3 จะสามารถออกหมายเรียกนายอุปกิตมาเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนในฐานะผู้ต้องหา ฐานความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและการฟอกเงินได้ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2565 จนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2565 ซึ่งเป็นห้วงเวลานอกสมัยประชุมรัฐสภา รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 28 วัน แต่พนักงานสอบสวน บก.ปส. 3 กลับไม่ได้ดำเนินการออกหมายเรียกนายอุปกิต และไม่ได้ดำเนินการออกหมายเรียกโดยด่วนตามที่ศาลอาญาฯ ได้จดแจ้งไว้ในรายงานกระบวนการพิจารณาเพิกถอนหมายจับ คณะกรรมการจึงเห็นว่าเป็นการดำเนินการเพื่อประวิงเวลา เพื่อให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินคดีกับนายอุปกิต

"คณะกรรมการฯ ได้ประชุมปรึกษากันอย่างละเอียดรอบคอบและเป็นธรรมแล้วมีมติเอกฉันท์ในประเด็นนี้ว่า กรณีที่สงสัยว่าพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 กระทำผิดวินัย เห็นควรให้ดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการตำรวจดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ต่อไป"

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, วันที่ 17 มี.ค. 2566 นายอุปกิต ปาจรียางกูร ชี้แจงทั้งน้ำตา บอกว่าตนเองตกเป็น "เหยื่อทางการเมือง"

ต่อมาวันที่ 27 มี.ค. 2566 นายอุปกิตและทนายเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปส. 3 เพื่อรับทราบข้อหา 3 ข้อหา ได้แก่ สมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยทาง พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 บอกกับกรุงเทพธุรกิจว่า "ในขณะนี้ยังไม่มีหมายเรียกและหมายจับ"

จากนั้นอัยการสูงสุดเห็นพ้องกับพนักงานสอบสวน บก.ปส. 3 ว่าควรแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่นายอุปกิต ในความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด จึงให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินการสอบสวนนายอุปกิตเพิ่มเติม แต่เนื่องจากนายอุปกิตเป็น สว. และอยู่ระหว่างสมัยประชุมรัฐสภา ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ในขณะนั้น จึงส่งหนังสือด่วนที่สุดไปยังประธานวุฒิสภา เพื่อขออนุญาตออกหมายเรียก สว. ให้ไปพบพนักงานสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหา รวมถึงทำการสอบสวน

รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้กำหนดหลักความคุ้มกัน สส. และ สว. ไว้ว่า ห้ามจับ คุมขัง หรือมีหมายเรียก สส.-สว. ไปทำการสอบสวนในฐานะที่เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาระหว่างสมัยประชุม ทางที่ประชุมวุฒิสภาจึงต้องลงมติว่าจะอนุญาตส่งตัวนายอุปกิตหรือไม่

สุดท้ายแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 9 ต.ค. 2566 มีมติด้วยเสียงข้างมาก 174 :7 เสียง ไม่เห็นชอบให้นำตัวนายอุปกิตไปดำเนินคดีตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทำหนังสือขออนุญาตต่อที่ประชุมวุฒิสภา เนื่องจากติดสมัยประชุม

สส.ฝ่ายค้านตั้งคำถามเหตุใดยังไม่มีการปัดกวาดองค์กรตำรวจ ?

ในวันที่ 21 พ.ค. นายรังสิมันต์ โรม สส.จากพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่าจากผลการประชุม กต. รวมถึงรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงฉบับนี้ของจเรตำรวจแห่งชาติ สะท้อนถึงการทุจริตคอร์รัปชันในองค์กรตำรวจและองค์กรยุติธรรม

"ในรายงานของจเรชิ้นนี้ ระบุถึงขนาดว่านับตั้งแต่ พ.ต.ท.มานะพงษ์ มาดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2561-2565 มีการจับกุมผู้กระทำความผิดยาเสพติดประมาณ 100 คน ยึดยาเสพติดอย่างยาบ้าได้ประมาณ 80 ล้านเม็ด ไอซ์ 4 ตัน ทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องยาเสพติดประมาณ 2,000 ล้านบาท คนที่ทำผลงานได้ขนาดนี้ กลับถูกย้าย ถูกแทรกแซงการทำงาน จนตอนนี้เครือข่าย สว.ทรงเอ ไม่ได้มีการขยายผลต่อ"

เขายังจี้ด้วยว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. คนปัจจุบัน ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อ "ปัดกวาดองค์กรตำรวจ"

ด้าน พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกกับบีบีซีไทยว่า ตร.มีความโปร่งใส เนื่องจาก "เรารู้ดีว่าทุกคนจับตามองเราอยู่" ดังนั้นทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการ แต่ยังไม่แน่ใจว่ามีการเอาผิดทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวแล้วหรือไม่ จำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง