อุปกิต ปาจรียางกูร วุฒิสมาชิกไทย กับ ตุน มิน ลัต นักธุรกิจเมียนมาที่ถูกตำรวจไทยจับ

ที่มาของภาพ, BBC Thai stringer
นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตกเป็นข่าวใหญ่ในช่วงกลางเดือนกันยายน หลังถูกระบุว่ามีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับนายตุน มิน ลัต ชาวเมียนมาที่ถูกตำรวจไทยจับเรื่องในเรื่องเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและฟอกเงิน
เขาออกมาให้การรับรองนักธุรกิจชาวเมียนมาผู้นี้ว่า "ไม่ได้ขายอาวุธเถื่อน ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด"
ทว่าเมื่อ 2 พ.ย. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พร้อมตำรวจ ร่วมกันแถลงว่าสามารถอายัด-ยึดทรัพย์สินรวมของเครือข่ายนายตุน มิน ลัต เป็นมูลค่ารวม 1,858 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ ชื่อของนายอุปกิต ส.ว. วัย 61 ปี (เกิด 28 ต.ค. 2504) ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร มักถูกสื่อมวลชนไทย พูดถึงใน 2 ลักษณะ
สื่อสายธุรกิจ พูดถึงเขาว่าเป็นเจ้าของโรงแรมและกาสิโนเครือ "อัลลัวร์กรุ๊ป" (Allure Group) ในประเทศเมียนมา และทำธุรกิจพลังงานผ่านบริษัท "ยูไนเต็ดเพาเวอร์ออฟเอเชีย" (United Power of Asia) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ภายใต้ชื่อหุ้น UPA
สื่อสายการเมือง พูดถึงเขาในฐานะอดีตสามีของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.ราชบุรี 4 สมัย วัย 46 ปี (เกิด 19 พ.ค. 2519) ผู้โด่งดัง
ทว่าตลอดปี 2565 เขาถูกโยงใยว่ามีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับนักธุรกิจชาวเมียนมา ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นนายหน้าค้าอาวุธและใกล้ชิดกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ที่ชื่อ Tun Min Latt หรือ ตุน มิน ลัต (สำนักงาน ป.ป.ส. สะกดชื่อชายผู้นี้ว่า ทุน มิน หลัด) วัย 53 ปี (เกิด 6 ก.พ. 2512)
ตั้งแต่ปลาย ก.ย. 2565 นายอุปกิตต้องออกเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านสื่อมวลชนถึง "ความบริสุทธิ์" ของคู่ค้าทางธุรกิจ ไปถึงคนในครอบครัว หลังจากเช้าตรู่ 17 ก.ย. ตำรวจไทยบุกเข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการค้าขายยาเสพติดและการฟอกเงิน คือ ตุน มิน ลัต และชาวไทยอีก 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลูกเขยของนายอุปกิตชื่อ Dean Young Gultula (เกิดปี 2527) ที่สมรสกับ น.ส.อดิศรา ปาจรียางกูร (เกิดปี 2531) ลูกสาวคนโตของเขา
"ตัวผมเองก็มีธุรกิจเป็นร้อยล้านพันล้าน คงไม่ให้ครอบครัวไปเกี่ยวข้องกับอะไรที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง" นายอุปกิตชี้แจงผ่านรายการโทรทัศน์หนึ่ง
ส.ว.แต่งตั้งชาวไทย-นายหน้าค้าอาวุธ-คดียาเสพติด-รัฐบาลทหารเมียนมา เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เรื่องราวข้ามพรมแดนนี้ มีความซับซ้อนและน่าสนใจ
บีบีซีไทยขอพาไปรู้จักตัวละครสำคัญ ที่ชื่อนายอุปกิต ส.ว.แต่งตั้ง อดีตนักธุรกิจ ผู้กว้างขวางบริเวณพรมแดนไทย-เมียนมา

ที่มาของภาพ, Facebook/Upakit Pachariyangkun
ทำความรู้จัก อุปกิต
นายอุปกิตมีชื่อเล่นว่า อู เป็นบุตรชายของ นายอุปดิศร์ ปาจรียางกูร กับคุณหญิงอภิรา ปาจรียางกูร มีพี่สาว 1 คน คือ นางฐาวดี ปาจรียางกูร ซึ่งเคยเป็นตกข่าวก่อนหน้านี้ โดยมีผู้สืบค้นคำว่า "ปาจรียางกูร" ในกูเกิลไทยเมื่อเดือน ส.ค. นับแสนครั้ง จากกรณีลูกชายถูกกล่าวหาในคดีล่วงละเมิดดาราสาว
นายอุปดิศร์ เป็นอดีต รมว.ต่างประเทศ 3 สมัย ระหว่างปี 2519-2523 ในสมัยรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร และ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชนะนันทน์
นายอุปกิตสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ จาก Skidmore College Saratoga Springs ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาโท ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม จาก Vrije Universiteit Brussel (VUB) ประเทศเบลเยียม
เขาเคยทำงานในกระทรวงการต่างประเทศอยู่นับสิบปี จนได้เป็นถึงเจ้าหน้าที่การทูต 7 (นักการทูตระดับชำนาญการ) ประจำสำนักงานเลขานุการ รมว.ต่างประเทศ แล้วลาออกมาทำธุรกิจตั้งแต่ยังหนุ่ม เพราะ "เบื่อ" ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ ไม่ค่อยอยู่กับที่เป็นหลักแหล่ง
เขาลาออกมาประกอบธุรกิจส่วนตัว ในปี 2542 โดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งเขาพอรู้จักผู้คนและลู่ทางอยู่แล้ว ปีเดียวกันนั้น เขาได้รับใบอนุญาตหมายเลขที่ 330/99 จากคณะกรรมการการลงทุนเมียนมา เมื่อ 26 พ.ย. 2542 ให้มาทำธุรกิจโรงแรม-กาสิโน ฝั่งท่าขี้เหล็กของเมียนมา มีระยะเวลา 30 ปีนับแต่วันที่เริ่มเปิดทำการ ด้วยสัญญาแบบ BOT (build - operate - transfer) กับกรมการโรงแรมและการท่องเที่ยวเมียนมา มูลค่าการลงทุน 12 ล้านเหรียญสหรัฐ
นำไปสู่การจัดตั้งบริษัท Myanmar Allure Group ในเมียนมา เมื่อปี 2543 เพื่อมาดำเนินกิจการโรงแรม ที่ชื่อ อัลลัวร์ รีสอร์ต โฮเต็ล ท่าขี้เหล็ก (Allure Resort Hotel Tachileik Myanmar) ความสูง 3 ชั้น บนพื้นที่ขนาด 4,000 ตร.ม. มีห้องพัก 78 ห้อง พร้อมกาสิโนให้บริการ
คู่ขนานกัน เขาก็ทำธุรกิจไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านบริษัท United Power of Asia ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ภายใต้ชื่อหุ้น UPA ที่เดิมเป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์เกม ก่อนเปลี่ยนมาทำธุรกิจด้านไฟฟ้าและอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันเข้าไปดำเนินงาน ทั้งในไทย เมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา
การประกอบธุรกิจบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาเป็นไปได้ด้วยดี
ต่อมา เขาวางมือจากธุรกิจทั้งหมด เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ก่อนกระโจนเข้ามาทำงานทางการเมืองเมื่อปี 2562 ในฐานะ ส.ว. ซึ่งเข้าสู่อำนาจได้ด้วยกระบวนการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
นายอุปกิตมีชื่อเป็น ส.ว. ลำดับที่ 248 จากสมาชิกสภาสูงทั้งหมด 250 คน เพราะมีชื่อขึ้นต้นด้วยตัวอักษร อ.อ่าง เป็นกรรมาธิการ (กมธ.) ของวุฒิสภาอย่างน้อย 2 ชุด โดยนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษา กมธ.การคมนาคม และรองเลขานุการ กมธ.การพลังงาน
เอกสารของนายอุปกิตที่ชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคราวยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ว. เมื่อ 24 พ.ค. 2562 ชี้แจงเหตุผลในการขายโรงแรมที่ จ.ท่าขี้เหล็ก ไว้ว่า ต้องการให้ปราศจากข้อครหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงแรม อีกทั้งไม่ได้เข้าไปดูที่โรงแรมมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว จึงตัดสินใจขายก่อนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ส.ว.
แต่หลังถูกแต่งตั้งให้เป็น ส.ว. เมื่อปี 2562 นายอุปกิตก็แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินและเอกสารประกอบที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ว่าได้ขายโรงแรม Allure Resort Hotel จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ไปในราคา 8.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 251.67 ล้านบาท) ให้กับนายชาคริส กาจกำจรเดช
"..เนื่องจากต้องการให้ปราศจากข้อครหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงแรม อีกทั้งไม่ได้เข้าไปดูเป็นเวลา 4 ปีแล้ว.."
เขาลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการ บริษัท ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ UPA, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พาราโบลิก โซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด, กรรมการผู้จัดการ บริษัท Myanmar UPA และขายหุ้น UPA ทิ้งทั้งหมดกว่า 1,700 ล้านหุ้น คิดเป็น 24% ของทั้งหมด ได้เงินมา 554 ล้านบาทเศษ (แม้ข้อมูลในแบบ 246-2 ที่แจ้งเรื่องการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของ UPA ต่อตลาดหลักทรัพย์ของไทยจะแสดงให้เห็นว่า เส้นทางของหุ้นล็อตดังกล่าวจะยังวนเวียนอยู่ไม่ไกลตัวของนายอุปกิตมากนัก ทั้งผ่านลูกสาวคนโต และคนที่มีนามสกุลเดียวกันกับลูกคนหนึ่งของเขา)
นายอุปกิตแจ้งว่า ณ ขณะนั้น เขามีทรัพย์สินทั้งหมดเมื่อหักลบหนี้สินแล้วรวม 1,945,286,269 บาท หรือเกือบสองพันล้านบาท
ผู้มากคอนเน็กชั่นในเมียนมา

ที่มาของภาพ, EPA
นายอุปกิตยอมรับว่า เบื้องหลังความสำเร็จในการทำธุรกิจในประเทศเพื่อบ้าน เพราะตัวเองรู้จักคนในฝั่งเมียนมามาก
ครั้งหนึ่ง ถึงขนาดเคยช่วยคลี่คลายความขัดแย้งบริเวณชายแดน เพราะรู้จักเป็นการส่วนตัวกับ พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีของเมียนมา ณ ขณะนั้น
"ตอนนั้น มีปัญหาเรื่องการขับเครื่องบินไอพ่นบริเวณชายแดน ทางรัฐบาลเมียนมากำลังจะตัดสัมพันธ์ และไม่คุยกับรัฐบาลไทยแล้ว พอดีว่าผมทำงานชายแดน พล.อ.เต็ง เส่ง ที่เป็นผู้นำเมียนมาเวลานั้นก็รู้จักผม ก็เลยไปช่วยกันอธิบายกับ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ จนเรียบร้อยจนได้" เขาแถลงเมื่อ 27 ก.ย.
หรือ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาคนปัจจุบัน นายอุปกิตก็ยอมรับว่า การที่ทำธุรกิจชายแดน ทำให้รู้จักเป็นการส่วนตัว ถึงขนาดเคยไปพักที่บ้าน
แต่ความสัมพันธ์ข้างต้น ก็ทำให้เกิดเป็นวิบากกรรมในเวลาต่อมา และกลายเป็นที่มาของ "ปัญหา" ที่ ส.ว. อุปกิตเผชิญอยู่ทุกวันนี้
อดีตภรรยา ชื่อ ปารีณา ไกรคุปต์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เมื่อชื่อของนายอุปกิตตกเป็นข่าว หลาย ๆ สื่อมักใช้คำพาดหัวขยายความว่า ผู้เคยเป็นสามี/คู่สมรสของ น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.ราชบุรี หลายสมัย
ทั้งที่เขากับนางสาวปารีณาได้หย่าขาดกันตั้งแต่ 17 ธ.ค. 2557 แล้ว
ข้อมูลในบัญชีทรัพย์สินที่นายอุปกิตแจ้งต่อ ป.ป.ช. เมื่อปี 2562 ระบุว่า มีบุตรนอกสมรสที่รับรองแล้ว 4 คน คนโตคือ น.ส. อดิศรา ปาจรียางกูร (ขณะนั้น อายุ 31 ปี), ด.ญ. กิตตรา ปาจรียางกูร (13 ปี), ด.ช. ทวีทอง ไกรคุปต์ (9 ปี) และ ด.ญ. อิงศรา จังพานิช (4 ปี)
ในบรรดาลูก ๆ ทั้ง 4 คน มีเพียงชื่อเดียวเท่านั้น ที่ น.ส. ปารีณาระบุว่าเป็นบุตรตามกฎหมาย ก็คือ ด.ช. ทวีทอง (ชื่อเดิม กล้าเกล้า)
โดยนายอุปกิตจ่ายเงินเป็นค่าเล่าเรียนบุตรให้กับ ด.ช. ทวีทอง เดือนละ 2.5 แสนบาท หรือปีละ 3 ล้านบาท
ที่ผ่านมา เขามักจะเลี่ยงการพูดถึงอดีตภรรยารายนี้
แต่หลังกลับมาเป็นข่าวครั้งล่าสุด นายอุปกิตก็ขอให้สื่องดการพูดถึง น.ส. ปารีณา โดยกล่าวว่า ต่างฝ่ายต่างไปมีชีวิตของตัวเอง "เราก็มีความผิดพลาดในชีวิตคู่บ้าง"
"ผมโดนว่ามาตลอดว่าเป็นเหมือนกับเจ้าพ่อ ก็ไม่ทราบว่าทำไมต้องมาเขียนถึงผมตลอดเวลา ผมก็ผิดพลาดในเรื่องชีวิตคู่บ้าง ขอถามจริง ๆ ต้องซ้ำเติมไหม แต่ผมก็ไม่เคยตอบโต้ เขาจะว่าอะไรก็ว่าไป และสื่อก็เขียนมาตลอด ทั้งที่ปารีณาก็หย่ากับผมไปนานแล้ว ซึ่งจริง ๆ ชีวิตเขาก็คือชีวิตเขา ชีวิตผมก็คือชีวิตผม แม้กระทั่งเขา ผมก็ไม่เคยตอบโต้อะไรเลย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว" นายอุปกิตแจงกับสื่อมวลชนรัฐสภา
นำไปสู่การตอบโต้จากอดีต ส.ส.ราชบุรีหลายสมัย ผู้ถูกพาดพิง ด้วยการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า อย่ามาโหนความดังดิฉัน ให้ช่วยเลิกพูดถึงกันด้วย "เพราะฉันเป็นอดีต ให้ไปพูดถึง (ชื่อผู้หญิงคนหนึ่ง) แทนจะได้ไหม"
"ส่วนที่คุณพูดว่าความผิดพลาดชีวิตคู่ ถูกช่องทีวีซ้ำเติมคือมั่ว เพราะสังคมรับรู้เมื่อลูกคนที่ 4 ของคุณ ที่ดิฉันไม่ได้เป็นคนคลอด ได้ออกมาลืมตาดูโลกก่อนเราจะหย่ากัน และเมื่อภรรยาเก่าอย่างดิฉันมิได้ฟ้องสินสมรส ทั้งที่ลูกคนที่ 4 เป็นหลักฐานสำคัญในการฟ้องหย่าได้นั้น ดิฉันกลับเพียงขอให้มีความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของลูกตามสัญญายอมหย่า แต่ทุกวันนี้ดิฉันยังคงต้องไปขึ้นศาลกันทุกปีเรื่องการชำระค่าใช้จ่ายบุตร แล้วจะมาพูดว่าผิดพลาด ถูกซ้ำเติมได้อย่างไร ไม่เป็นธรรม การเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกคนเดียว มันก็ต้องทำใจกันทุกคนอยู่แล้ว มาพูดแบบนี้ กลายเป็นใครกันแน่ที่ถูกซ้ำเติม #อย่าพูดเอาหล่อคนเดียว #ทนายทิวาของดิฉันทราบดีที่สุดเพราะต้องไปสู้เรื่องค่าใช้จ่ายบุตรให้ดิฉัน" น.ส. ปารีณา โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ 22 ก.ย. 2565

คู่ค้ายาวนาน ตุน มิน ลัต
"ที่ผมสนใจทำธุรกิจในเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในเมียนมา เพราะรู้จักคน และเห็นโอกาส"
นายอุปกิตยอมรับว่า รู้จักกับนายตุน มิน ลัตมายาวนาน เพราะต้องติดต่อกับพ่อของเขา พ.ท.ขิ่น หม่อง ลัต (Khin Maung Latt) อดีตทหารในกองทัพอากาศเมียนมา ซึ่งเป็นอธิบดีกรมการโรงแรมและการท่องเที่ยวเมียนมา ระหว่างเข้าไปสร้างโรงแรมที่ท่าขี้เหล็ก
ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายอุปกิต Upakit Pachariyangkun จะเห็นภาพของเขาร่วมกับนายตุน มิน ลัต อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจไฟฟ้า เช่น ระหว่างเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือไปตรวจโรงงานผลิตไฟฟ้าในทวาย ช่วงปี 2557-2558
เมื่อนักธุรกิจชายเมียนมา วัยห้าสิบเศษคนนี้ ถูกจับในคดียาเสพติดและฟอกเงิน นายอุปกิตก็เป็นคนที่ออกมาชี้แจงแทนเพื่อนทางธุรกิจรายนี้ว่า นายตุน มิน ลัต เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว แล้วจะไปทำธุรกิจสีเทา ๆ ทำไม ยอมรับว่าเขาเป็นคนช่วยประสานซื้อขายอุปกรณ์ทางทหารต่าง ๆ ระหว่างรัฐบาลอิสราเอลและจีนกับรัฐบาลเมียนมา แต่ก็เป็นพวกโดรน อากาศยานไร้คนขับ เรดาร์ ไม่ใช่อาวุธที่จะนำไปใช้ฆ่าคนได้
ส.ว. แต่งตั้งไทยรายนี้ ยังบอกอีกว่า ที่จริงแล้วนายตุน มิน ลัต ตั้งใจจะย้ายมาตั้งรกรากในไทย เพื่อหนีสถานการณ์การฆ่าฟันกันในเมียนมา ถึงขนาดซื้อคอนโดอยู่ใจกลาง กทม. พร้อมจัดตั้งบริษัทชื่อ Allure Group P&E ซึ่ง P&E ย่อมาจาก Power and Electricity เพื่อซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคของไทยกับการไฟฟ้าเมียนมาที่ท่าขี้เหล็ก
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ นายตุน มิน ลัต (ชื่อในระบบคือ "นายทุน มิน หลัด") ถือหุ้นในบริษัท Allure Group P&E ที่จัดตั้งในไทย เมื่อปี 2563 อยู่ที่ 49% ส่วนที่เหลือ 51% เป็นของผู้ถือหุ้นชาวไทย
นายอุปกิตยังเชื่อว่า การจับกุมนายตุน มิน ลัต พร้อมกับการที่มีสื่อตะวันตกหลายแห่งช่วยกันเผยแพร่ข่าวนี้ น่าจะเป็นปัญหาระหว่างชาติตะวันตกกับรัฐบาลเมียนมา
ส่วนกรณีที่ลูกเขยของเขาถูกจับตัวไปด้วย นายอุปกิตเชื่อว่า อาจเป็นการเข้าใจผิด เพราะนายดีน ยัง จุลธุระ ไม่เคยไปที่ท่าขี้เหล็กเลยแม้แต่ครั้งเดียว และก็เคยถือหุ้นโรงแรมอัลลัวร์ รีสอร์ต (ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Myanmar Allure Group ที่จัดตั้งขึ้นในเมียนมา) อยู่ช่วงสั้นๆ ระหว่างที่รอขาย หลังตนได้รับแต่งตั้งให้เป็น ส.ว. เมื่อปี 2562
"เหตุการณ์ครั้งนี้ เขาเป็นเหยื่อ ทั้งที่มีหน้าที่การงานดี (นายดีน ยัง จุลธุระ เขียนโปรไฟล์ตัวเองไว้ใน Linkedin ว่า ทำงานในบริษัทผู้ให้บริการจองที่พักและตั๋วโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง) ลูกสาวก็โทรมาร้องไห้ ยอมรับว่าเครียด เพราะไม่รู้จะช่วยอย่างไร" นายอุปกิตกล่าว
ป.ป.ส. พูดถึง ตุน มิน ลัด ว่าอย่างไร
สำนักข่าวอิศรา และสื่ออีกหลายสำนัก รายงานเมื่อ 2 พ.ย. ว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส และ พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกันแถลงข่าวยึดทรัพย์เครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ และผลการยึดทรัพย์คดียาเสพติดในรอบ 1 เดือน
พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวว่า ตำรวจได้สืบสวนทำข้อมูลร่วมกันกับ ป.ป.ส. ตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งมีความเชื่อมโยงถึงการโอนย้าย ถ่ายเท และยังมีการตั้งบริษัทธุรกิจโอนเงินเข้าออกโดยผิดปกติ มีการนำเงินไปซื้อน้ำมัน ไฟฟ้า มีบัญชีและตัวละครต่าง ๆ ที่ตำรวจไปสืบสวน จากนั้นมีการยืนยันมา 4 จุด จึงออกหมายค้น และหนึ่งในนั้นคือตัวหลักที่มีความเชื่อมโยง โดยขณะนี้ตำรวจนครบาลได้ส่งข้อมูลให้ ตำรวจปราบปรามยาเสพติดแล้ว
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ ตำรวจนครบาลจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ มีความพัวพันกับหลายคดีที่ผ่านมา ซึ่งในคดีนี้ ได้ติดตามจับกุมมาตั้งแต่ปี 2562-2565 จำนวน 5 คดี ยึดยาเสพติด เป็นยาบ้า 3,531,800 เม็ด ไอซ์ 86.98 กิโลกรัม คีตามีน 6 กิโลกรัม และ เฮโรอีน 380 กรัม จากนั้นได้มีการขยายผล ได้ 2 ราย ในปี 2564 และ ปี 2565 โดยในปี 2565 ได้จับกุม นายวรวัฒน์ วังศพาห์ กับพวก 4 คน ดำเนินคดีในฐานความผิด สมคบและสนับสนุนช่วยเหลือ ยึดอายัดทรัพย์กว่า 500 ล้านบาท และได้ขยายผลขออนุมัติสมคบ/ฟอกเงิน จับกุม กลุ่มอัลลัวร์ กรุ๊ป (พีแอนด์อี) 4 คน โดยมี นายทุน มิน หลัด นักธุรกิจชาวเมียนมาเป็นผู้ต้องหารายสำคัญ ยึดรถหรู นาฬิกา กระเป๋าแบรนด์เนม มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท เงินสดในตู้นิรภัยอีก 8 ล้านบาท
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในขบวนการยังมีตัวการสำคัญ คือ นายพันณรงค์ ขุนพิทักษ์ แล ะน.ส. กัลยวีร์ ธีระประภาวงศ์ ที่ยังหลบหนีหมายจับ เป็นผู้ถือครองทรัพย์สินหลักของกลุ่มนิติบุคคล เป็นที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ โดยทางการสามารถยึดอายัดที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ รวม 71 แปลง มูลค่า 1,050 ล้านบาท มีทั้ง ที่ดินเปล่า อพาร์ทเมนต์ รีสอร์ต โรงแรมขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ในพื้นที่อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล ะอ.เมือง จ.สงขลา มูลค่าทรัพย์สินรวมของ เครือข่าย ทุน มิน หลัด รวม 1,858 ล้านบาท หากในส่วนไหนที่ยึดทรัพย์ไม่ได้ ต้องไปขยายผลเรื่องภาษีต่อ

ธุรกิจเครือ Allure ของอุปกิต-ตุน มิน ลัต
Myanmar Allure Group จดทะเบียนในเมียนมา เมื่อ 15 พ.ค. 2543
ประกอบธุรกิจ: สันทนาการ กีฬา การพนัน เครื่องดื่มและอาหาร
***นายอุปกิตขายให้นายชาคริส กาจกำจรเดช
Allure Group จดทะเบียนในไทย เมื่อ 8 มี.ค. 2549
ประกอบธุรกิจ: ขนส่งคนและสินค้า
***นายอุปกิตขายให้นายพันณรงค์ ขุนพิทักษ์
Allure Group P&E จดทะเบียนในไทย เมื่อ 21 ต.ค. 2563
ประกอบธุรกิจ: ผลิตและขนส่งไฟฟ้า
***นายตุน มิน ลัต ถือหุ้น 49% และอีก 51% ถือหุ้นโดยคนไทย
เครือข่ายธุรกิจ-กองทัพเมียนมา
เหตุผลที่การจับกุมนายตุน มิน ลัต รวมถึงลูกเขยของนายอุปกิตครั้งนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ทั้งในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ น่าจะมาจากการถูกเชื่อมโยงว่า ชายชาวเมียนมาดังกล่าวเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และเงินทุนให้กับทั้งรัฐบาลและกองทัพเมียนมา
Justice for Myanmar กลุ่มนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวเปิดโปงเครือข่ายธุรกิจที่ให้การสนับสนุนกองทัพเมียนมา ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563 ทำผังเครือข่ายโยงใยธุรกิจที่สนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา ภายใต้ชื่อกลุ่มบริษัท สตาร์ แซฟไฟร์ (Star Sapphire) โดยมี นายตุน มิน ลัต เป็นตัวละครสำคัญ
ในผังดังกล่าวมีชื่อของนายอุปกิต ปาจรียางกูรรวมอยู่ด้วย อาจเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายตุน มิน ลัต ที่ทำธุรกิจร่วมกันอย่างยาวนาน
นายอุปกิตปฏิเสธว่า ไม่เคยไปเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการของบริษัท สตาร์ แซฟไฟร์
ส่วนที่ในผังดังกล่าว ปรากฎชื่อลูกสาวของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่ชื่อ "นางขิ่น ทีรี เต็ด มอญ" (Khin Thiri Thet Mon) เขายอมรับว่า รู้จักกัน แต่ไม่เคยทำธุรกิจอะไรร่วมกัน
"ทั้งหมดเป็นเฟกนิวส์ และเป็นปัญหาภายในประเทศเขา ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านของเมียนมา" คือคำประกาศของ ส.ว.อุปกิต

ความมั่งคั่ง
ด้วยเพราะมีภูมิหลังทางธุรกิจมาก่อน ทำให้นักการเมืองรายนี้มีความมั่งคั่งระดับพันล้าน เฉพาะที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
ส.ว. อุปกิต แจ้งต่อ ป.ป.ช. ว่า มีทรัพย์สินรวม 1,774,334,576 บาท มีหนี้สินรวม 48,468,415 บาท มีรายได้รวม 566,954,720 บาท และมีรายจ่ายรวม 6,400,000 บาท
สำหรับรายการทรัพย์สินที่น่าสนใจ อาทิ
- เงินฝาก 39 บัญชี รวมวงเงิน 648,639,979 บาท ทั้งนี้มี 32 บัญชีที่เปิดกับธนาคารในประเทศไทย และ 6 บัญชีเปิดกับธนาคารในต่างประเทศ
- เงินลงทุน 5 แห่ง รวมวงเงิน 4,048,581 บาท
- เงินให้กู้ยืม 5 ราย รวมวงเงิน 80,500,000 บาท ในจำนวนนี้เป็นการให้ชาวต่างชาติกู้ยืม 1 ราย วงเงิน 5,000,000 บาท
- ที่ดิน 16 แปลง รวมมูลค่า 324,260,000 บาท
- โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ประกอบด้วย บ้าน 4 หลัง, ห้องชุด 2 แห่ง และห้องแถว 1 แห่ง รวมมูลค่า 167,000,000 บาท
- รถยนต์ 125,900,000 บาท อาทิ FERRARI 488 GTB รุ่นปี 2017 มูลค่า 27 ล้านบาท, FERRARI 458 ITALIA รุ่นปี 2011 มูลค่า 19 ล้านบาท, BENTLEY CONTINENTAL GTC V8 S รุ่นปี 2017 มูลค่า 15 ล้านบาท, ROLLS-ROYCE GHOST รุ่นปี 2010 มูลค่า 15 ล้านบาท ฯลฯ
- สิทธิและสัมปทาน 5,836,015 บาท
- ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) รวมมูลค่า 418,150,000 บาท อาทิ รายการพระเครื่องรวมมูลค่า 126 ล้านบาท, รายการแหวน 90.2 ล้านบาท, รายการนาฬิกา 82.35 ล้านบาท, รายการของโบราณจากยุโรป 19.1 ล้านบาท ฯลฯ

ที่มาของภาพ, EPA

ที่มาของภาพ, Thai News Pix









