ไทยจับนักธุรกิจเมียนมาใกล้ชิด มิน อ่อง หล่าย คดียาเสพติด ฟอกเงิน

ที่มาของภาพ, EPA
นายตุน มิน ลัต นักธุรกิจชาวเมียนมา ซึ่งมีรายงานว่าเป็นนายหน้าค้าอาวุธคนสำคัญของกองทัพเมียนมาถูกจับกุมในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในข้อหายาเสพติดและฟอกเงิน พร้อมกับเครือข่ายที่เป็นคนไทย
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างถ้อยแถลงของ พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ว่า นายตุน มิน ลัต วัย 53 ปี ถูกจับกุมใน กทม. เมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมผู้ร่วมขบวนการชาวไทยอีก 3 คน ในข้อหาสมคบคิดกันค้ายาเสพติด และฟอกเงิน
พ.ต.อ. กฤษณะเผยกับรอยเตอร์ว่า ขณะนี้ "ตำรวจอยู่ในกระบวนการขอให้ศาลสั่งควบคุมตัวผู้ต้องหาก่อนการพิจารณาคดี"
รอยเตอร์รายงานอ้างแหล่งข่าว 3 รายระบุว่า นายตุน มิน ลัต ซึ่งทำธุรกิจหลายอย่าง อาทิ โรงแรม พลังงาน และเหมืองแร่ คือผู้มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย หัวหน้าคณะรัฐประหาร และผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา และเป็นผู้จัดหาอาวุธให้กองทัพเมียนมา
นอกจากนี้ยังระบุว่า เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ทางการอังกฤษได้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรหนึ่งในธุรกิจของนายตุน มิน ลัต โดยให้เหตุผลว่าเป็น "ความพยายามจำกัดการเข้าถึงอาวุธและรายได้ของกองทัพเมียนมา"
ก่อนหน้านี้ สื่อทางการเมียนมาเคยเผยแพร่ภาพถ่ายของนายตุน มิน ลัต กับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งรวมถึงในงานขายอาวุธที่ กทม. เมื่อปี 2019
รอยเตอร์ระบุว่า ได้พยายามติดต่อไปยังนายตุน มิน ลัต และบริษัทต่าง ๆ ของเขา รวมถึงโฆษกกองทัพเมียนมาเพื่อขอความคิดเห็นต่อข่าวที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีผู้ใดตอบรับ
เมื่อ 21 ก.ย. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการจับกุม "ผู้ต้องหาตามหมายจับรายสำคัญ คดีการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด" แต่ไม่ได้ระบุชื่อแต่อย่างใด
บีบีซีไทยสอบถามทีมโฆษก ตร. ว่า ผู้ต้องหารายสำคัญที่จับได้ใช่นายตุน มิน ลัต หรือไม่ คำตอบที่ได้คือ "ในชั้นนี้ บอกได้แค่สัญชาติ อายุ และข้อหา"
พ.ต.อ. กฤษณะ ชี้แจงผ่านเอกสารข่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ย. เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยร่วมปฎิบัติที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันปิดล้อมตรวจค้นหลายจุด และจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญตามหมายจับได้จำนวน 4 ราย รวมถึงสามารถตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาทด้วย
สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม และตั้งข้อหาร่วมกันสมคบกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด, ร่วมกันช่วยเหลือสนับสนุนการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด และร่วมกันสมคบการฟอกเงินฯ ประกอบด้วย
- ชายสัญชาติเมียนมา อายุ 53 ปี
- ชายไทย อายุ 38 ปี
- หญิงไทย อายุ 44 ปี
- หญิงไทย อายุ 50 ปี
ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เพื่อดำเนินคดี และสืบสวนขยายผลบุคคลในเครือข่าย
พนักงานสอบสวน บช.ปส. ได้นำตัวผู้ต้องหาไปยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลอาญาเมื่อ 20 ก.ย. เพื่อควบคุมไว้ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ บีบีซีไทยยังสอบถามเรื่องการจับกุมครั้งนี้ไปยัง พล.ต.ต. พรพิทักษ์ รู้ยืนยง ผู้บังคับการปราบปรามยาเสพติด 1 กองบัญชาตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) แต่ระบุว่ายังไม่ทราบเรื่องการจับกุม เนื่องจากในพื้นที่ กทม. มีหลายหน่วยงานที่มีอำนาจจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด
Justice For Myanmar กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมในเมียนมารายงานข่าวการจับกุมครั้งนี้เมื่อ 20 ก.ย. โดยระบุว่า นายตุน มิน ลัต เป็นนายหน้าค้าอาวุธของกองทัพเมียนมา และฟอกเงินผ่านธุรกิจขายไฟฟ้าไปยังจังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมา ซึ่งเขามีธุรกิจคาสิโนอยู่
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
ด้านนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า การจับกุมขยายผลกรณีดังกล่าวเป็นความร่วมมือกับกองบัญชาตำรวจนครบาล (บช.น.) สืบเนื่องจากคดีปี 2562 มีการขยายผลนำไปสู่การจับกุมและยึดทรัพย์ ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงินต้องใช้เวลาตรวจสอบ เบื้องต้น ป.ป.ส. ยังไม่มีข้อมูลว่าเกี่ยวข้องกับนักการเมืองชาวไทย เพราะตรวจสอบเรื่องการยึดอายัดทรัพย์เท่านั้น
ไทยรัฐ และข่าวสด รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากชุดสืบสวน บก.สส.บช.น. เกี่ยวกับการจับกุมนายตุน มิน ลัต ว่า สามารถจับกุมได้ที่คอนโดมิเนียมหรู เบ็ล แกรนด์ พระราม 9 ชั้น 41 ช่วงเช้าวันที่ 17 ก.ย. โดยนายตุน มิน ลัต ซื้อห้องพักอยู่อาศัยไว้ 3 ห้อง รวมมูลค่า 30 ล้านบาท
นอกจากนี้ตำรวจยังเข้าตรวจค้นพื้นที่จังหวัดเชียงราย ขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการเป็นผู้ชายไทย 1 คน และผู้หญิง 2 คน นำตัวมาส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดีเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ก่อนนำตัวไปฝากขังศาลอาญาผัดแรก เป็นเวลา 12 วัน เมื่อ 21 ก.ย. เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวต่อศาล แต่ศาลไม่อนุญาต ส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง
ก่อนหน้านี้ ตำรวจได้จับผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายใหญ่ 4-5 คดี จากการสืบสวนขยายผลเส้นทางธุรกรรมการเงินที่เชื่อมโยงกับนายตุน มิน ลัต
ตุน มิน ลัต คือใคร
นิตยสารอิระวดี สื่ออิสระของเมียนมา รายงานว่า ดร. ตุน มิน ลัต เป็นเจ้าของกลุ่มบริษัทสตาร์ แซฟไฟร์ มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างลึกซึ้งกับกองทัพเมียนมา ทั้งโดยสายเลือดของเขา และแนวทางการประกอบธุรกิจ
- นายตุน มิน ลัต เป็นบุตรชายของนายทหารอากาศผู้เกษียณอายุราชการแล้วคือ นาวาอากาศโท ขิ่น หม่อง ลัต ซึ่งผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ ให้ข้อมูลว่านาวาอากาศโท ขิ่น หม่อง ลัต เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีของกรมหนึ่งในกระทรวงโรงแรมและการท่องเที่ยว ภายหลังรัฐประหารปี 1996 ภายใต้การนำของพลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย
- ชื่อของนายตุน มิน ลัน ถูกอ้างถึงในรายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่าด้วยการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกองทัพเมียนมา ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทสตาร์ แซฟไฟร์ โดยเขาเป็นนายหน้าคนสำคัญที่จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพเมียนมา ทั้งโดรนสอดแนมของอิสราเอล และชิ้นส่วนเครื่องบินให้แก่กองทัพอากาศ
- กลุ่มบริษัทสตาร์ แซฟไฟร์ บริจาคเงินจำนวนมากให้กองทัพเมียนมา หลังปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2017 ซึ่งนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญากว่า 7 แสนคน ทั้งนี้รายงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีเมียนมาของสหประชาชาติ (The UN Fact-Finding Mission on Myanmar) เมื่อปี 2019 ระบุว่า เครือสตาร์ แซฟไฟร์ เป็น 1 ใน 45 บริษัท ที่บริจาคเงินให้กองทัพหลัง "ปฏิบัติการอันโหดร้าย"
- เขาเป็นนายหน้าในการทำข้อตกลงระหว่าง วีพาวเวอร์ (VPower) บริษัทรับเหมารายใหญ่ซึ่งจดทะเบียนในเกาะฮ่องกง และถือหุ้นโดย China National Technical Import and Export Corporation (CNTIC) ของรัฐบาลจีน กับ Myanma Economic Holdings Limited (MEHL) กลุ่มบริษัทที่ควบคุมโดยกองทัพผ่าน Myanmar Business Consultant Group (MBCG) เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลพีจี) บนที่ดินของกองทัพในเขตตันลยินของเมืองย่างกุ้ง ตามการรายงานของนิกเกอิ เอเชีย เมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา
- เขาเป็นเจ้าธุรกิจโรงแรมและคาสิโนหลายแห่งในจังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ชายแดนไทย-เมียนมา โดยเช่าที่ดินจากกองทัพเมียนมา โดยลงทุนร่วมกับพันธมิตรชาวไทย ทั้งนี้ท่าขี้เหล็กถูกขนานนามว่าเป็น "สามเหลี่ยมทองคำ" ที่ดินแดนของเมียนมา ไทย ลาว มาบรรจบกัน และขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้าเฮโรอีนและยาบ้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก
ส.ว. ไทยการันตีแทน อดีตพันธมิตรธุรกิจ "ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด"
นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งถูกระบุว่ามีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับนายตุน มิน ลัต ออกมาการันตีว่านักธุรกิจชาวเมียนมาผู้ถูกจับกุมว่า "ไม่ได้ขายอาวุธเถื่อน ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด"
ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาเมื่อ 22 ก.ย. นายอุปกิตยอมรับว่ารู้จักนายตุน มิน ลัต มาเป็น 10 ปี "เขาเป็นนักธุรกิจใหญ่ของเมียนมา มีความสนิทสนมกับผู้นำของเมียนมาจริง แต่ผมยืนยัน ผมกล้ารับประกันได้ว่าเขาไม่ทำเรื่องยาเสพติด ผมและครอบครัวก็ไม่มีประวัติด่างพร้อยเรื่องนี้ เราเป็นนักธุรกิจ ทำธุรกิจมาเป็นสิบ ๆ ปี ไม่เคยยุ่งเรื่องนี้"

นายอุปกิต ซึ่งเป็นอดีตสามีของ น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เผยว่า รู้สึกตกใจที่ชื่อของเขาถูกพาดพิงในหน้าสื่อ จึงขอมาชี้แจงข้อมูล
ส.ว. รายนี้เล่าว่า เคยเป็นเจ้าของโรงแรมที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก แต่หลังจากรับตำแหน่ง ส.ว. ก็ได้ขายโรงแรมทิ้งเพื่อเคลียร์ทุกอย่าง ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรที่ชายแดนแล้ว ที่ผ่านมา ทำธุรกิจขายไฟฟ้ากับนายตุน มิน ลัต อาจมีปัญหาตอนปิดด่าน 2-3 ปีที่แล้ว ปกติตอนด่านเปิด การไฟฟ้าเมียนมาจะเอาเงินสดมาให้ที่โรงแรมจากนั้นเอาเงินข้ามด่านมาเข้าธนาคารกสิกรไทย ออกเป็นแคชเชียร์เช็คจ่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทำเช่นนี้มาหลายปี จนด่านปิด ตนก็เลิก แต่นายตุน มิน ลัต ยังทำธุรกิจต่อ ไม่รู้ว่าเอาเงินจ่ายให้การไฟฟ้าอย่างไร
เขายังขอความเป็นธรรมให้อดีตพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมระบุว่า "คนที่สถานทูตเมียนมารับประกันว่านายตุน มิน ลัต ไม่มีประวัติด่างพร้อย ถ้าทำเรื่องยาเสพติดต้องมีประวัติ แต่กลับกลายเป็นยักษ์มาร ทั้งที่เขาเป็นตัวแทนประเทศอิสราเอลในการขายอาวุธ ซึ่งไม่ใช่ยุทโธปกรณ์อะไร แต่เป็นรถจี๊ป ขายให้เมียนมาอย่างถูกต้อง"
นายอุปกิตอธิบายต่อไปว่า ล่าสุดนายตุน มิน ลัต จะมาปักหลักทำธุรกิจไฟฟ้าที่ไทย ก็มีเงินทองและทรัพย์สินที่โอนจากต่างประเทศ ก็สามารถพิสูจน์ที่มาที่ไปได้ เพิ่งซื้อคอนโดมิเนียมเพราะเตรียมที่จะมาอยู่เมืองไทย ตอนนี้โดนยึดหมด แต่อันนี้เป็นเรื่องคดีที่ต้องไปพิสูจน์ต่อศาล









