รัฐประหารเมียนมา : นานาชาติประณามเมียนมากรณีสั่งประหารนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย

นายก่อ จิมมี นักเขียนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง (ซ้าย) นายเพียว เซยาร์ ตอ อดีตสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี)
คำบรรยายภาพ, นายก่อ จิมมี นักเขียนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง (ซ้าย) นายเพียว เซยาร์ ตอ อดีตสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี)

ผู้นำนานาชาติร่วมประณามการสั่งประหารนักเคลื่อนไหวทางการเมือง 4 รายว่าเป็นการกระทำที่โหดร้าย และล้าหลัง พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นางมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกการสั่งประหารดังกล่าวของว่าเป็น "ก้าวย่างที่โหดร้ายและล้าหลัง" ขณะที่นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง พร้อมกับเรียกร้องทางการเมียนมาอีกครั้งในการปล่อยนักโทษทางการเมือง รวมทั้ง นางอองซาน ซูจี

ขณะที่สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ร่วมกันออกแถลงการณ์ร่วมประณามการสั่งประหารครั้งนี้ของรัฐบาลเมียนมาว่า เป็นการกระทำรุนแรงที่เลวทราม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเมียนมาไม่ได้แยแสต่อสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม

ส่วนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมาแสวงหาทางออกที่เหมาะสม

เชียร่า แซนจอร์จิโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านโทษประหารชีวิตชีวิต แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า คำสั่งประหารชีวิตนักโทษทางการเมืองถือเป็นการถอยหลังครั้งยิ่งใหญ่ ที่รัฐบาลทหารเมียนมาไม่ควรจะไปถึงจุดนั้น

ส่วนประเทศไทย โดยนายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่าไทยเสียใจอย่างยิ่งต่อการสูญเสีย 4 ชีวิตซึ่งสร้างความวุ่นวายใจที่มากขึ้นต่อปัญหาในเมียนมา

"เรามีความกังวลอย่างมากต่อเหตุการณ์ใด ๆ ที่อาจขัดขวางหนทางสู่สันติภาพในเมียนมา การใช้กำลังและความรุนแรง ไม่สามารถแก้ไขความเห็นต่างทางการเมืองได้ เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมาแสวงหาแนวทางแก้ไขและคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองนี้ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิต และธำรงไว้ซึ่งสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างสันติของประชาชนเมียนมา"

Phyo Zeya Thaw and Aung San Suu Kyi

ที่มาของภาพ, BBC Burmese

คำบรรยายภาพ, นายเพียว เซยาร์ ตอ บ่อยครั้งที่ปรากฏตัวเคียงข้างนางออง ซาน ซูจี ระหว่างการเดินทางในต่างประเทศ

ปฏิกิริยาดังกล่าวของนานาชาติมีขึ้นหลังจากวานนี้ (25 ก.ค.) นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย 4 รายถูกรัฐบาลทหารเมียนมาประหารชีวิต ซึ่งเชื่อได้ว่านี่เป็นการใช้บทลงโทษประหารชีวิตครั้งแรกของเมียนมานับตั้งแต่ปี 1988 ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ การประหารชีวิตในอดีตของเมียนมากระทำโดยการแขวนคอ

รายชื่อที่ถูกสั่งประหารชีวิตประกอบด้วย นายเพียว เซยาร์ ตอ อดีตสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) นายก่อ จิมมี นักเขียนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง นายฮลา มโย อัง และนายอัง ตูรา ซอว ถูกกล่าวหาว่ากระทำการ "ก่อการร้าย"

การสั่งประหารที่ชั่วร้าย

ด้านทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ประณามการสั่งประหารกลุ่มนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมียนมาว่าเป็น "การกระทำที่ชั่วร้าย"

นายเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวประจำวันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้รัฐบาลเมียนมาเพิ่มเติม ซึ่งทางเลือกทั้งหมดมีอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นมีมาตรการตอบโต้ต่ออุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติด้วย พร้อมยังเรียกร้องให้นานาชาติยุติการขายยุทโธปกรณ์ให้กับทางการเมียนมา รวมทั้งห้ามมิให้กระทำการใด ๆ ที่จะเป็นการให้ความน่าเชื่อถือต่อรัฐบาลเมียนมา

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา

ที่มาของภาพ, EPA-EFE/REX/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา

ในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งแรกของนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา (วันที่ 9-10 ก.ค.) หนึ่งในประเด็นที่เขาได้หารือกับทางการไทย คือ สถานการณ์เมียนมาหลังรัฐประหาร

นายบลิงเคน กล่าวต่อสื่อมวลชนในการแถลงข่าวในวันที่ 10 ก.ค. เรียกร้องให้ประชาคมอาเซียน รวมถึงจีนร่วมกันกดดันให้รัฐบาลเมียนมาคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศและพิจารณาข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มที่เห็นต่างทางการเมืองตามฉันทามติ 5 ข้อ ที่ตกลงไว้กับอาเซียน ในขณะที่อาเซียนจำเป็นต้องเรียกร้องให้เมียนมายุติการใช้ความรุนแรงและปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง ตามที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับผู้นำชาติอาเซียน 9 ในเรื่องดังกล่าวเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว

"เป็นที่น่าเสียดายที่เรายังไม่เห็นการเคลื่อนไหวเชิงบวกในเรื่องนั้น" นายบลิงเคนกล่าวในขณะนั้น

คำบรรยายวิดีโอ, อดีตนายทหารกับนักศึกษา ที่ต้องเป็นผู้ลี้ภัยจากกองทัพเมียนมา

ถึงตอนนี้ ผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียนยังไม่ได้แสดงออกต่อเหตุการณ์ดังกล่าวในเมียนมา แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในฐานะประธานอาเซียนได้ส่งหนังสือถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา เรียกร้องไม่ให้นำโทษประหารชีวิตมาใช้ ท่ามกลางความกังวลของประเทศเพื่อนบ้าน

บรรยากาศแบ่งขั้วแบ่งข้าง

ผศ.ดร. นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเมียนมา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การประหารนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย 4 ราย ด้วยวิธีแขวนคอ ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ได้ใช้มาหลายทศวรรษ เป็นการมุ่งหวังเพื่อหยุดยั้งฝ่ายต่อต้าน สร้างความหวาดกลัวแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ไม่คิดว่าจะออกมาสู้รบ

ผลอย่างหนึ่งของกรณีนี้ ยังก่อให้เกิดบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจ ใครที่คบค้าสมาคมกับรัฐบาลทหารถูกบอยคอตในหมู่บ้าน ฝ่ายที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลก็อยู่ในหมู่บ้านลำบาก เช่น เด็กที่เข้าโรงเรียนรัฐบาลจะมีปัญหากับครอบครัวที่เป็นฝ่ายต่อต้าน

"มันก่อให้เกิดบรรยากาศแบบ Polarised (แบ่งขั้วแบ่งข้าง) คนที่รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีชีวิตก็ต้องจำยอม"

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเมียนมารายนี้ ชี้ด้วยว่านี่จะทำให้มีการออกมาสู้มากขึ้นของฝ่ายต่อต้าน แต่ไม่ใช่การต่อสู้แบบเอิกเกริกแบบเดิม การต่อสู้จะมีลักษณะจรยุทธ์มากกว่าเดิม

คนหนึ่งรุ่นในเมียนมาจะหายไป

นอกจากนี้อาจจะเห็นคลื่นของคนอพยพมากขึ้น เกิดการหลั่งไหลของปัญญาชนออกนอกประเทศที่จะรุนแรงกว่า เมื่อครั้งปี 1988 เนื่องจากแทบไม่มีรัฐไหนที่ปลอดภัย เมื่อเทียบกับ 20 ปีที่แล้ว คนที่ลุกขึ้นสู้เป็นกลุ่มนักศึกษา คนเมียนมาแท้ไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ครั้งนี้ ทั้งคนชั้นกลาง กลุ่มคนวัยทำงาน คนที่เข้าสู่ระบบทุนนิยมแล้ว แรงงานข้ามชาติที่มาอยู่ในไทย ได้รับผลกระทบด้วย

"สิ่งที่แย่ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง และการใช้ความรุนแรงที่เป็นเรื่องความกลัว แต่เป็นการล้มละลายทางเศรษฐกิจ คิดดูตอนนี้ทุกคนถูกสั่งให้ถือเงินจ๊าด แล้วเงินจ๊าดในเรตที่รัฐบาล (ทหาร) กำหนดมันจะเหลือสักกี่บาท"

"คิดว่า One generation (คนหนึ่งรุ่น) จะหายไปเลย มองว่าแทบจะไม่มีคนหนุ่มสาวเหลืออยู่เลย ระบบการศึกษาน่าจะ collapse (พังทลาย) ระบบ สาธารณสุขก็เช่นกัน เพราะรัฐบาลก็จะรู้สึกโกรธพวกหมอที่เป็นพวกแรกที่ออกมาต่อต้าน เขาเฝ้าทุกคน ใครที่เดินขบวน เข้าชุมนุม หรือถูกมองว่าเข้าข่ายสนับสนุน CDM (กลุ่มขบวนการอารยะขัดขืน -Civil Disobedience Movement หรือ CDM) ก็จะโดนหมด"

สำหรับผลกระทบกับไทย อ.นฤมลมองว่า การอพยพข้ามแดนแรงงานตามชายแดนน่าจะเยอะขึ้น ทั้งจากกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาล และกลุ่มที่กลัวถูกเกณฑ์ไปเป็นกำลังทหารให้กองทัพพม่า

" Failed state (รัฐล้มเหลว) เห็นอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง"

ความนิ่งเงียบของอาเซียนและไทย

ผศ.ดร. นฤมลชี้ว่า การที่อาเซียนยังไม่มีท่าทีอะไรออกมานั้น สะท้อนว่า เมียนมาก็ไม่ได้ฟังเสียงของอาเซียน อีกทั้งระบบของอาเซียนเองก็มีปัญหาในตัวเอง การออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนอะไรสักเรื่องหนึ่ง ต้องมีฉันทามติ ไม่ได้ใช้หลักการเสียงข้างมาก

"ถ้าเมียนมาไม่โหวตก็ออกแถลงการณ์ไม่ได้ ที่ผ่านมาอาเซียนเลยใช้วิธีไม่เชิญ แล้วออกแถลงการณ์ในนามที่เหลือ ส่วนการประชุมเอเปคเร็ว ๆ นี้ เมียนมาอาจจะไม่มาก็ได้และก็คงไม่แคร์"

ขณะที่ ผศ.ดร. ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ภาควิชาการประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กรณีของอาเซียนพูดไม่ได้เต็มปาก เพราะก่อนหน้านี้ ประเทศที่สนับสนุน สันติภาพในเมียนมาและมีท่าทีขึงขังมากเรื่องรัฐประหารอย่าง สิงคโปร์ เพิ่งประหารชีวิตนักโทษคดีลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศไปเมื่อ 22 ก.ค. และยังประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเช่นกัน ขณะที่ไทย เห็นว่าไม่มีการออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างแน่นอน

"ฝั่งไทยมีสายสัมพันธ์ดีเป็นพิเศษกับรัฐบาลเมียนมาชุดนี้ เลยตัดสินใจเงียบ"

สงครามกลางเมืองขยายวง เตือนคนไทยงดเดินทาง

ผศ.ดร. ลลิตา มองว่า ความเคลื่อนไหวในเมียนมาขณะนี้ มีการประกาศสงครามระหว่างกันของฝ่ายรัฐบาลเงาเมียนมา กับรัฐบาลเผด็จการทหาร ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า ต่อจากนี้ถือว่าเป็นการประกาศสงครามกลางเมืองที่แท้จริง เพราะกอนหน้านี้ไม่มีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน ซึ่งครั้งนี้ ถือเป็นการที่กองทัพเมียนมาประกาศสงคราม กับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติแห่งเมียนมาร์ (National Unity Government: NUG) และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People's Defense Force - PDF) อย่างเป็นทางการ

"หลาย ๆ เพจ ออกมาเตือนคนไทย ถ้าไม่มีธุระจริง ๆ อย่าเดินทางไปเมียนมาตอนนี้ เพราะว่าโอกาสก่อวินาศกรรมมีเยอะ ถ้ามองส่วนตัว การก่อวินาศกรรม แม้ในช่วงรัฐบาลพลเรือนระเบิดกลางเมือง ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว คนไทยอาจจะต้องระวัง และยกเลิกแผนการไปก่อน"

ดร. ลลิตา วิเคราะห์ว่า สงครามการเมือง จะกระทบในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยมากกกว่า เพราะกองกำลัง PDF ส่วนใหญ่ออกไปร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ในรัฐต่าง ๆ รอบชายแดนไทยเมียนมา จึงเป็นสาเหตุที่ที่ผ่านมาทำไมมีเครื่องรบบินมาเข้ามาฝั่งไทย เพราะเขตรัฐกะเหรี่ยงเป็นเขตที่กองกำลัง PDF เข้ามามีปฏิบัติการมากที่สุด

ส่วนในเมือง ก่อนหน้านี้ปฏิบัติการในเมืองยังมีไม่มากนัก เพราะนักกิจกรรมถูกสอดแนมเข้มข้น แต่เห็นว่าในอนาคตเมื่อมีการประกาศสงครามชัดเจนแล้ว ปฏิบัติการในเมืองจะขยายวงมากขึ้น

"การลอบสังหารคนที่เป็นฝ่ายกองทัพ ซึ่งมีบ่อยอยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมา การลอบโจมตีป้อมทหาร ตำรวจ และการโจมตีของกองกำลังทหารเมียนมาก็จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง และจะมูฟไปทั่วประเทศ ไม่เฉพาะเขตชายแดนไทยเมียนมา หรือในเขตชนกลุ่มน้อยเท่านั้น แต่จะมูฟเข้ามาใน มัณฑะเลย์ หรือย่างกุ้ง"

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์