บลิงเคน - ประยุทธ์ ยืนยันสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ยังแนบแน่น พร้อมลงนามเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา

ที่มาของภาพ, EPA-EFE/REX/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา

การเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งแรกของนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค. จบลงด้วยการเรียกร้องให้จีน ผู้นำอาเซียนร่วมกันกดดันให้รัฐบาลเมียนมาคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน

ขณะที่การพบปะและหารือกับผู้นำของไทยดูเหมือนจะชื่นมื่นและเน้นย้ำความสัมพันธ์ยังแนบแน่น ด้วยการลงนามในเอกสารสำคัญ 2 ฉบับเพื่อขยายความร่วมมือกันในอนาคตทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงและพลังงานสะอาด

การเดินทางเยือนไทยครั้งนี้ของนายบลิงเคน นับเป็นการเดินทางมาเยือนไทยครั้งแรกนับตั้งแต่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ม.ค. 2564 ก่อนหน้านี้ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ มีแผนจะเดินทางเยือนไทยแล้วในช่วง 15-16 ธ.ค. 2564 แต่ต้องยกเลิกไปเนื่องจากผู้ร่วมคณะเดินทางติดโควิด

เวลา 14.30 น. รมว. ต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เข้าพบ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลได้ชี้แจงในกรณีสถานการณ์ในเมียนมาว่าได้ติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามที่เหมาะสมผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งในกรอบทวิภาคี อาเซียน และองค์การระหว่างประเทศ

การเข้าพบหารือระหว่างนายบลิงเคนและ พล.อ. ประยุทธ์

ที่มาของภาพ, ROYAL THAI GOVERNMENT/HANDOUT

คำบรรยายภาพ, การเข้าพบหารือระหว่างนายบลิงเคนและ พล.อ. ประยุทธ์ ครอบคลุมหลายเรื่อง อาทิ ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ และความร่วมมือในภูมิภาค

ขณะที่เวลาต่อมาในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน นายบลิงเคน กล่าวเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียน รวมถึงจีนร่วมกันกดดันให้รัฐบาลเมียนมาคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศและพิจารณาข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มที่เห็นต่างทางการเมืองตามฉันทามติ 5 ข้อที่ตกลงไว้กับอาเซียน ในขณะที่อาเซียนจำเป็นต้องเรียกร้องให้เมียนมายุติการใช้ความรุนแรงและปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง ตามที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่ายได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับผู้นำชาติอาเซียน 9 ในเรื่องดังกล่าวเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว

"เป็นที่น่าเสียดายที่เรายังไม่เห็นการเคลื่อนไหวเชิงบวกในเรื่องนั้น" นายบลิงเคนกล่าว

ผู้บาดเจ็บ 3 คนจากเหตุระเบิดลงกลางบ้านในฝั่งเมียนมา วันที่ 1 ก.ค. ได้รับการลำเลียงด้วยเรือข้ามแม่น้ำเมยข้ามมารักษาตัวภายในโรงพยาบาลฝั่งไทย

ที่มาของภาพ, SRT/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ผู้บาดเจ็บ 3 คนจากเหตุระเบิดลงกลางบ้านในฝั่งเมียนมาวันที่ 1 ก.ค. ได้รับการลำเลียงด้วยเรือข้ามแม่น้ำเมยข้ามมารักษาตัวภายในโรงพยาบาลฝั่งไทย

เขายังอธิบายต่ออีกว่า ที่ผ่านมากลับพบการโจมตี ทำร้ายกลุ่มคนเห็นต่างด้วยกำลังทหาร และยังคงเห็นกลุ่มฝ่ายตรงกันข้ามถูกดำเนินคดีและคุมขัง บางคนต้องลี้ภัยในต่างแดน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ต้องขอชื่นชมในส่วนทางการไทยที่ช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรม รวมทั้งช่วยให้สหรัฐฯ สามารถขยายความร่วมมือด้านมนุษยธรรมไปให้คนเมียนมาด้วย เช่น การนำวัคซีนบริจาคของสหรัฐฯ เข้าไปช่วยบรรเทาปัญหาการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในเมียนมา

ยังไม่ยืนยันว่า ปธน.ไบเดน จะเข้าร่วมประชุมผู้นำเอเปค

ประเด็นหนึ่งที่สื่อมวลชนไทยสนใจในการเดินทางมาครั้งนี้ของนายบลิงเคน คือ สัญญาณจากผู้นำสหรัฐฯ ต่อการประชุมผู้นำความร่วมมือในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation--APEC) หรือ เอเปค 2022 ในเดือน พ.ย. ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่ง รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่สามารถยืนยันได้ในขณะนี้ว่า นายโจ ไบเดน จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมได้หรือไม่

ภาพบรรยากาศแถลงข่าว

ที่มาของภาพ, EPA

อย่างไรก็ตาม ทางสหรัฐฯ จะส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือเอเปคและมีประโยชน์มาก ๆ สำหรับในปีหน้า ที่สหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปคต่อจากไทย

ก่อนหน้านั้น มีรายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนจะเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อร่วมการประชุมนี้ หากไม่ติดภารกิจ

เน้นย้ำความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-พลังงานสะอาด

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาในระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายบลิงเคนได้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ซึ่งรอคอยการเฉลิมฉลองการครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 190 ปีในปีหน้า

ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ มีความยินดีที่ไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework: IPEF) ที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค

รมว.ต่างประเทศของไทยและสหรัฐฯ ได้ลงนามในเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ

ที่มาของภาพ, POOL

คำบรรยายภาพ, รมว.ต่างประเทศของไทยและสหรัฐฯ ได้ลงนามในเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ

ส่วนในด้านความมั่นคงระหว่างไทยและสหรัฐฯ ยังคงแน่นแฟ้น เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดยได้พบกับพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หารือกันในด้านความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค เช่น การพัฒนากองทัพไทยให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพทั้งการฝึก การศึกษา ยุทโธปกรณ์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพร่วมกันด้านไซเบอร์ และอวกาศ

ขณะที่ทั้งสหรัฐฯ และไทยร่วมมือกันในด้านการแก้ไขวิกฤตด้านสภาพอากาศ นายบลิงเคนกล่าวว่า ไทยเป็นชาติแรกที่เข้าร่วมข้อริเริ่มความต้องการใช้พลังงานสะอาด (Clean Energy Demand Initiative: CEDI) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและภาคเอกชนของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งเสริมการลงทุนสำหรับธุรกิจที่สนใจและมีศักยภาพในการจัดหาและใช้พลังงานสะอาด

"มีบริษัทเอกชน 7 รายแล้วที่ส่งสัญญานว่า มีความสนใจลงทุนในไทยเป็นมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.68 หมื่นล้านบาท) ในด้านโครงสร้างพลังงานสะอาด ซึ่งไทยกำลังขับเคลื่อนในด้านนี้" นายบลิงเคนกล่าว

รมว.ต่างประเทศของไทยและสหรัฐฯ ได้ลงนามในเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ประกอบด้วย

  • แถลงการณ์ Thailand-United States Communiqué on Strategic Alliance and Partnership เพื่อแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับไทยมีความครอบคลุมมากขึ้น และความสัมพันธ์นับตั้งแต่แถลงการณ์ถนัด-รัสก์ (Thanat-Rusk Communiqué) ค.ศ. 1962 มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เอกสารดังกล่าวอ้างอิงถึงการหารือยุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐฯ กับไทย (Thailand-United States Strategic and Defense Dialogue) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 9-10 พฤษภาคมที่ผ่านมา และมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำความครอบคลุมของความร่วมมือของเรา โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ ๆ ที่เรามีร่วมกันในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ที่เสรี เปิดกว้าง ยั่งยืน และทุกประเทศมีส่วนร่วม รวมทั้งเน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมาย สภาพภูมิอากาศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์และเทคโนโลยี ความมั่นคง และสาธารณสุข ตลอดจนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ภาคประชาชนที่ขยายวงกว้างขึ้น และขีดความสามารถด้านการทูตที่เพิ่มมากขึ้น
  • บันทึกความเข้าใจ Memorandum of Understanding on Promoting Supply Chain Resilience เอกสารนี้เป็นผลมาจากความสนใจร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ กับไทยในด้านห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น หลากหลาย และมั่นคง ตลอดจนแสดงถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระดับทวิภาคีที่แน่นแฟ้นของเรา นอกจากนี้ เอกสารฉบับนี้ยังสะท้อนถึงผลประโยชน์ร่วมกันที่ไทยและสหรัฐฯ ได้รับจากความร่วมมือเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของห่วงโซ่อุปทาน ลดการหยุดชะงักในการผลิตและขนส่ง ภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ จะยกระดับการแบ่งปันข้อมูล การปรึกษาหารือ รวมทั้งการพัฒนาโครงการเพื่อขับเคลื่อนผลประโยชน์ร่วมกันดังกล่าว และเสริมสร้างความมั่งคั่งระหว่างกัน
นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เดินทางถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.

ที่มาของภาพ, ฝ่ายสื่อ สถานทุตสหรัฐฯ

คำบรรยายภาพ, นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เดินทางถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.