รมว. ตปท. สหรัฐฯ เยือนไทย เรื่องใหญ่คือ จีน-เมียนมา-ประชาธิปไตย-สิทธิมนุษยชน

แอนโทนี บลิงเคน

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เกือบหนึ่งปีเต็มหลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ถึงเดินทางมาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยในเดือน ธ.ค. 2564

นักวิชาการและอดีตทูตไทยประจำสหรัฐฯ คาด ประเด็นอิทธิพลจีน การเมืองในเมียนมา และปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยจะอยู่ในวาระการหารือของ นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ระหว่างการเยือนไทย 15-16 ธ.ค.

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา จะเดินทางมาถึงไทยในวันพรุ่งนี้ (15 ธ.ค.) นับเป็นการเดินทางมาเยือนไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ม.ค. 2564

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุถึงประเด็นการมาเยือนไทยเพียงสั้น ๆ ว่านายบลิงเคน "จะยืนยันความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อพันธไมตรีในสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐฯ กับไทย การทำงานเพื่อฟื้นฟูทางเศรษฐกิจหลังการเกิดโรคระบาด และการรับมือสถานการณ์วิกฤตสภาพภูมิอากาศ" รวมทั้งจะหยิบยกประเด็นสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งขึ้นในเมียนมามาพูดถึงด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาจะหยิบมาหารือระหว่างการเยือนอีก 2 ชาติอาเซียน คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ด้านนายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ของไทย กล่าวว่านายบลิงเคนมีกำหนดพบหารือทวิภาคีกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนักธุรกิจไทย

การเยือนครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และกระชับความร่วมมือในประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ไทย-สหรัฐฯ มีประเด็นทวิภาคีสำคัญหลายประเด็นที่จะหารือที่กระทรวงการต่างประเทศ โฆษก กต. กล่าว

ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ การเลือกไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เขามาเยือนในเดือนสุดท้ายของปีมีวัตถุประสงค์หรือวาระอะไรที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของกำหนดการที่เป็นทางการหรือไม่ บีบีซีไทยคุยกับผู้เชี่ยวชาญ

เส้นเทา

เปิดกำหนดการรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนไทย

การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของนายแอนโทนี บลิงเคน ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจการประชุมและการเยือนหลายประเทศเริ่มจากสหราชอาณาจักร อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทยและไปสิ้นสุดที่โฮโนลูลู รัฐฮาวาย ระหว่างวันที่ 9-17 ธ.ค.

เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงกำหนดการของนายบลิงเคนดังนี้

10-12 ธ.ค. เยือนลิเวอร์พูล สหราชอาณาจักร เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศและการพัฒนาของกลุ่มประเทศ G7

13-14 ธ.ค. เยือนกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย กล่าวปาฐกถาเรื่องความสำคัญของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และเน้นย้ำลักษณะสำคัญของหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอินโดนีเซีย

แอนโทนี บลิงเคน

ที่มาของภาพ, Courtesy of Agus Suparto/Indonesia"s Presidential

คำบรรยายภาพ, นายบลิงเคนเข้าพบประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซียซึ่งเป็น 1 ใน 3 ประเทศอาเซียนที่เขาเดินทางเยือนในครั้งนี้ อีก 2 ประเทศคือมาเลเซียและไทย

14-15 ธ.ค. เยือนมาเลเซีย ผลักดันความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับมาเลเซียในการรับมือกับโควิด-19 การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น การส่งเสริมภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

15-16 ธ.ค. เยือนไทย ยืนยันความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อพันธไมตรีในสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐฯ กับไทย การทำงานเพื่อฟื้นฟูทางเศรษฐกิจหลังการเกิดโรคระบาด และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

17 ธ.ค. เดินทางไปโฮโนลูลู รัฐฮาวาย เพื่อพบกับพลเรือเอก จอห์น อากีลีโน ผู้บัญชาการกองเรือสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก

เส้นเทา

"มันถึงเวลาแล้ว"

นายพิศาล มาณวพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ระหว่างปี 2558-2560 วิเคราะห์จังหวะการมาเยือนของนายบลิงเคนว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านการคิดและวางแผนมาเป็นอย่างดี

นายพิศาลกล่าวว่า นับตั้งแต่นายโจ ไบเดน เข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 20 ม.ค. มีรัฐมนตรีและบุคคลระดับสูงในรัฐบาลหลายคนเดินทางมาเยือนประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลอยด์ ออสติน รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จีนา ไรมอนโด แต่ยังไม่มีบุคคลระดับรัฐมนตรีของสหรัฐฯ มาเยือนไทยเลย ดังนั้น "มันถึงเวลาแล้ว" ที่สหรัฐฯ ต้องแสดงให้เห็นว่ายังให้ความสำคัญกับพันธมิตรเก่าแก่อย่างไทยอยู่

"ลองคิดดูว่าถ้าครั้งนี้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาเยือนภูมิภาคและไม่มาอาเซียน ไม่มาไทย โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ในปี 2565...ถ้าเผื่อนายบลิงเคนไม่มาไทยครั้งนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมคิดว่าคงมีความรู้สึกด้านลบเกิดขึ้นในไทย" กล่าวกับบีบีซีไทย

เว็บไซต์ของสถานทูตสหรัฐฯ ในไทยระบุว่า ไทยและสหรัฐอเมริกาติดต่อกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2361 และลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์เมื่อปี พ.ศ. 2376 สนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่พัฒนาแน่นแฟ้นขึ้นตามกาลเวลา ปัจจุบัน ไทยและสหรัฐฯ ร่วมมือกันในโครงการต่าง ๆ หลายเรื่อง ทั้งการศึกษา วัฒนธรรม สาธารณสุข ธุรกิจและการค้า ประชาธิปไตย ความมั่นคงและความร่วมมือทางการทหาร

พิศาล มาณวพัฒน์

ที่มาของภาพ, Facebook/Royal Thai Embassy, Washington D.C.

คำบรรยายภาพ, วันที่ 23 ก.พ. 2558 เอกอัครราชทูตพิศาล มาณวพัฒน์เข้ายื่นพระราชสาส์นตราตั้งต่อนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสหรัฐอเมริกา

สหรัฐฯ จะได้อะไร

นายพิศาลวิเคราะห์ต่อไปว่า การเยือนประเทศอาเซียนและไทยของนายบลิงเคนมีวัตถุประสงค์สำคัญคือเพื่อผลักดันนโยบายด้านการต่างประเทศรัฐบาลสหรัฐฯ ของรัฐบาลโจ ไบเดน ที่ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 เรื่อง คือ 1) ประกาศให้โลกรู้ว่า "อเมริกากลับมาแล้ว" (America's back) 2) ส่งเสริมคุณค่าประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ และ 3) ทำให้นโยบายต่างประเทศเป็นสิ่งที่ "กินได้" คือเกิดประโยชน์โดยตรงต่อพลเมืองสหรัฐฯ ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ นายพิศาลบอกว่าล้วนแต่ "โยงไปถึงจีน"

แล้วสหรัฐฯ จะได้อะไรบ้างจากการเยือนไทยของนายบลิงเคน

ยืนยันมิตรภาพกับไทย: ลบล้างความรู้สึกของคนบางส่วนที่ว่าสหรัฐฯ ห่างเหินและเฉยเมยกับประเทศไทยนับตั้งแต่การรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อปี 2557 อีกทั้งเป็นการบอกกับจีนว่า สหรัฐฯ มีความใกล้ชิดและร่วมมือกับไทยในหลายเรื่อง แม้แต่เรื่องความมั่นคงในภูมิภาค

หาแนวร่วมเรื่องเมียนมา: สหรัฐฯ น่าจะเห็นว่าไทยสามารถดำเนินบทบาทที่สร้างสรรค์กับรัฐบาลทหารของเมียนมาได้ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้ นายบลิงเคนจึงน่าจะใช้โอกาสนี้หารือหรือโน้มน้าวให้ไทยดำเนินการอะไรบางอย่างเพื่อผลักดันให้รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของที่ประชุดสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือน เม.ย. ซึ่ง มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำรัฐประหารเมียนมาเข้าร่วมประชุมด้วย

ช่วงชิงบทบาทด้านเศรษฐกิจ: เพื่อสกัดการผงาดขึ้นของจีนด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ จะต้องกลับมามีบทบาทในไทยซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน นอกจากจะสกัดจีนแล้ว ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกับไทยยังจะทำให้สหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากการส่งออก การค้า การลงทุนด้วย หรือทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่อง "กินได้" ตามนโยบาย

แนะชวนไบเดนมาประชุมเอเปคที่ไทย

สำหรับรัฐบาลไทย นายพิศาลเห็นว่าได้ประโยชน์ไปแล้วตั้งแต่นาทีที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ประกาศว่ารัฐมนตรีบลิงเคนจะมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับไทย

แต่ไทยจะได้รับประโยชน์จากการมาเยือนของนายบลิงเคนมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่า พล.อ.ประยุทธ์หรือนายดอนจะหยิบยกประเด็นสำคัญมาพูดหรือไม่

"เรื่องที่อยู่ในใจของไทย และผมคิดว่านายกฯ คงจะยกขึ้นมาพูด และผมคิดว่าเราควรจะยกขึ้นมาพูดคือเรื่องการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคของไทยในปี 2565" นายพิศาลกล่าว

เขาให้ความเห็นว่ารัฐบาลไทยควรเชิญชวนให้ประธานาธิบดีไบเดนเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพให้ได้ เพราะนั่นหมายถึงความสำเร็จของไทยในเวทีโลก

โดยนายพิศาลเสนอแนะว่าฝ่ายไทยควรชี้ให้นายบลิงเคนเห็นว่าประธานาธิบดีไบเดนจะได้ประโยชน์อย่างไรหากมาร่วมการประชุมสุดยอดเอเปค เช่น เป็นการตอกย้ำว่า "อเมริกากลับมาแล้วในภูมิภาคอาเซียนและแปซิฟิค เป็นโอกาสในการเชิดชูคุณค่าด้านสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยและการค้าเสรี ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงานของคนอเมริกัน และเป็นโอกาสตอกย้ำประเด็นเรื่องโลกร้อนที่ประธานาธิบดีไบเดนให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังสามารถใช้โอกาสนี้หารือสองฝ่ายแบบพบกันตัวจริงกับประธานาธิบดีของจีนและรัสเซียที่กรุงเทพฯ ด้วย

การประชุมเอเปคปี 2003

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมการประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2546 ถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีปูตินของรัสเซีย ประธานาธิบดีบุชของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีหู จิ่นเทาของจีน

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลว่า กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกอบด้วยเขตเศรษฐกิจ 21 เขตที่มีประชากร 2.8 พันล้านคน มี GDP คิดเป็น 59% ของโลกมาร่วมประชุม ซึ่งไทยก็ค้าขายกับกลุ่มนี้คิดเป็นเกือบ 70% ของการค้าของไทย

จะพูดถึงมาตรา 112-สิทธิมนุษยชนหรือไม่

นายพิศาลไม่ฟันธงว่าการมาเยือนของนายบลิงเคนจะมีการพูดถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างเรื่องการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 หรือเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือไม่ แต่เชื่อว่านายบลิงเคน "มีความเป็นมืออาชีพที่รู้ว่าจะมีวิธีพูดอย่างไรให้เป็นการพูดที่สร้างสรรค์ และได้ประโยชน์กว่าการที่จะมาเลคเชอร์เหมือนกับที่รัฐมนตรีของรัฐบาลในอดีตอาจจะเคยทำ"

"เท่าที่ผมเคยสัมผัสกับบลิงเคนตอนที่ผมอยู่วอชิงตัน ซึ่งขณะนั้นเขาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลโอบามา เขาเป็นคนนุ่มนวล เป็นอดีตนักวิชาการ ทำงานด้านการต่างประเทศและความมั่นคงระหว่างประเทศให้พรรคเดโมแครตมาตั้งแต่ต้น เขามีความรู้ความสามารถด้านการเจรจา รู้จังหวะจะโคน รู้โอกาส...ผมคิดว่าเขาคงไม่ละเลยโอกาสที่จะหาทางพูดคุยในลักษณะที่มีความนิ่มนวล เกรงใจ เข้าอกเข้าใจ"

นายพิศาลกล่าวเพิ่มเติมว่าในการเยือนของผู้บริหารระดับสูงในลักษณะนี้ นอกจากกำหนดการที่เป็นทางการแล้ว สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยมักจะจัดให้มีการพบปะกับบุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ เพื่อรับทราบข้อมูลและความเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่สหรัฐฯ สนใจ จึงต้องรอดูว่านายบลิงเคนจะมีการพบกับองค์กรที่ทำงานเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยหรือไม่

สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาของฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย มองว่า การมาเยือนไทยครั้งแรกของรัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ เกิดขึ้นในเวลาที่สถานการณ์สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยของไทย "อยู่ในสภาวะวิกฤติหนัก" นี่จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่าจริง ๆ แล้วสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยหรือไม่

" มิตรภาพเก่าแก่ที่มีกับไทยจะทำให้สหรัฐฯ กล้าพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา หรือจะกลายเป็นเงื่อนไขให้ยอมปิดตาข้างหนึ่งแล้วคบหาสมาคมกับรัฐบาลประยุทธ์ต่อไปเพื่อหวังผลใช้ไทยเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจในภูมิภาค"

ชุมนุมเรียกร้องยกเลิกมาตรา 112

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กลุ่ม "ราษฎร" จัดการชุมนุมเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างต่อเนื่องในปี 2564

"ประชาธิปไตยแบบเทียม ๆ"

ศ.ดร. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เดินหน้า ไทยเป็นพันธมิตรที่ไม่เดินหน้าตามสัญญาในหลายประการ โดยเฉพาะปัจจัยภายในประเทศ ปัญหาสิทธิมนุษยชน การเมือง ประชาธิปไตยที่ขาดตกบกพร่องทำให้ไทยไม่ได้รับเชิญไปร่วมการประชุมสุดยอดประชาธิปไตย

"ไทยมีประชาธิปไตยแบบเทียม ๆ ฝ่ายค้านถูกบีบ ภาคประชาสังคมถูกบีบทั่วหน้าและถ้วนหน้า" ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวกับบีบีซีไทย

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับในแวดวงนักการทูตต่างชาติในไทย มองว่า ยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯ ตอนนี้ คือ การรุกคืบอย่างหนัก ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงตั้งแต่ระดับรองประธานาธิบดีไปจนถึงผู้ช่วยรัฐมนตรี ออกไปสร้างสัมพันธ์กับนานาชาติ โดยมีจีนเป็นปฏิปักษ์หลัก ดูได้จากเกมต่างประเทศตั้งแต่การประชุมสุดยอดประชาธิปไตยไปจนถึงความร่วมมือ AUKUS และ การจัดตั้งกลุ่มจตุภาคี หรือ Quad

"สังคมการเมืองสหรัฐฯ ตอนนี้ตกผลึกเรื่องจีนแล้ว ทั้ง 2 พรรคต่างเห็นพ้องกันเรื่องจีน มองจีนเป็นคู่แข่ง คู่อริระดับหนึ่ง"

แล้วพันธมิตรเช่นไทย จะทำอะไรได้บ้าง

ศ.ดร.ฐิตินันท์มองว่า สัมพันธ์สหรัฐฯ กับไทย อยู่บนพื้นฐานของทั้งเรื่องคุณค่าประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ อยู่ที่ว่าสหรัฐฯ จะทำเรื่องอะไรในหน้าฉากและหลังฉาก

ในแง่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ รัฐบาลวอชิงตันอยากให้ไทยเล่นบทบาทในอาเซียนมากขึ้น ดึงไทยไว้ไม่ให้ไปอยู่กับจีนมากนัก เรื่องเมียนมา อยากให้ไทยเป็นตัวเชื่อม ประสานงาน เปิดพรมแดนบางรูปแบบ ให้มีการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมซึ่งตอนนี้วิกฤตหนักในเมียนมา อยากให้กองทัพไทยช่วยคุยกับกองทัพเมียนมาให้เพลามือต่อผู้ประท้วง ส่วนเรื่องลุ่มน้ำโขง สหรัฐฯ อยากเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อคานกับจีน

"สิ่งที่ระบอบประยุทธ์อยากเห็นมากที่สุดคือสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับสหรัฐฯ โดยไม่ต้องมาถามไถ่เรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้ จึงต้องเอาเรื่องสัมพันธ์กับจีนมาต่อรอง ทั้งที่ไทยก็รู้ว่าจีนเอารัดเอาเปรียบไม่น้อย"

สหรัฐฯ "ก็มีปัญหา" เรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

รองศาสตราจารย์ ดร. ปณิธาน วัฒนายากร แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเชื่อว่า เรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน อาจจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้หากมีการหยิบยกขึ้นมา

เขามองว่า ทั้งไทยและสหรัฐฯ ต่างก็ถูกองค์กรด้านประชาธิปไตย ฟรีดอมเฮาส์ (Freedom House) ระบุว่ามีปัญหาในเรื่องนี้

ต้นเดือน ธ.ค. ดิอีโคโนมิสต์อ้างถึงรายงาน Freedom in the World ประจำปี 2021 ของฟรีดอมเฮาส์ว่าดัชนีเรื่องสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพของพลเมืองสหรัฐฯ ลดลงจาก 86/100 ในปี 2019 เป็น 83/100 ในปีที่แล้ว ทำให้สหรัฐฯ มีความก้าวหน้าน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ อยู่ถึง 60 ประเทศ ส่วนไทยถูกจัดให้ได้ดัชนี 30/100 เพราะฟรีดอมเฮาส์เห็นว่าพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในไทยนั้น ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดและถูกยุบพรรค และมีการจับกุมผู้ชุมนุมประท้วงทางการเมืองที่ทำผิดกฎหมาย

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน และไทย-สหรฐฯ รศ. ดร.ปณิธานเห็นว่า จีนและสหรัฐฯ มีความสำคัญต่อไทยและคนไทยในหลายด้าน ไทยพยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำให้ทั้งสองประเทศนี้ระแวงว่าไทยฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการปิดล้อม ข่มขู่หรือคุกคาม

"รัฐบาลปัจจุบันก็น่าจะพร้อมที่จะสนับสนุนและยกระดับความร่วมมือระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และกับไทยเองในด้านต่าง ๆ หากทำได้ เช่น ด้านสาธารณสุข ด้านการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรืออื่น ๆ ผ่านกลไกความร่วมมือ ทั้งในระดับทวิภาคี อนุภูมิภาคและภูมิภาค"

เขามองว่ากรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) และกรอบเอเปคซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในปีหน้านี้ จะเป็นประโยชน์ต่อจีนและสหรัฐฯ โดยรวมในระยะยาว

ไทยกับรัฐบาลไบเดน

บีบีซีไทยรวบรวมบางเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ก่อนการมาเยือนของนายบลิงเคน

บริจาควัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นา

ปี 2564 รัฐบาลสหรัฐฯ บริจาควัคซีนต้านโควิด-19 ให้ไทย 2 ล็อตใหญ่ ล็อตแรกมาถึงเมื่อวันที่ 30 ก.ค. เป็นวัคซีนของไฟเซอร์จำนวน 1.5 ล้านโดส ต่อมาในวันที่ 23 พ.ย. ไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เข้าพบ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อส่งมอบวัคซีนโมเดอร์นา 1 ล้านโดสให้ไทยอย่างเป็นทางการ

สถานทูตสหรัฐฯ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า "วัคซีนเหล่านี้จะช่วยรัฐบาลและประชาชนไทยก้าวผ่านช่วงเวลายากลำบากและพลิกฟื้นสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้นขณะที่ทั้งสองประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจของเราไปด้วยกัน การจัดส่งวัคซีน mRNA ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ"

ขณะที่สำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรีเผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่าการที่สหรัฐฯ มอบวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ไทยเป็นครั้งที่ 2 "สะท้อนถึงความเป็นมิตรแท้ในยามยาก"

วัคซีนต้านโควิดของโมเดอร์นาที่รัฐบาลสหรัฐฯ บริจาคให้ไทย

ที่มาของภาพ, Facebook/ U.S. Embassy Bangkok

คำบรรยายภาพ, วัคซีนต้านโควิดของโมเดอร์นาที่รัฐบาลสหรัฐฯ บริจาคให้ไทยมาถึงเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2564

ดอนพบบลิงเคนที่กรุงวอชิงตัน

นายดอนใช้โอกาสในการเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่สหรัฐฯ เข้าพบหารือกับนายบลิงเคนเมื่อวันที่ 27 ก.ย. โดยทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความเป็นพันธมิตรที่ยาวนาน การเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การรับมือการระบาดของโควิด-19 โดยนายดอนได้ขอให้ฝ่ายสหรัฐฯ ช่วยสนับสนุนการเร่งรัดให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนของสหรัฐฯ ส่งมอบวัคซีนที่ไทยสั่งซื้อไว้โดยเร่งด่วน รวมทั้งหารือถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การส่งต่อการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยให้สหรัฐฯ ในปี 2566 และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา

นอกจากนี้ นายดอนยังได้พบกับนายเคิร์ท แคมป์เบลล์ ผู้ประสานงานด้านอินโดแปซิฟิก สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ และนางแทมมี ดักเวิร์ธ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ด้วย

แอนโทนี บลิงเคน และ ดอน ปริมัตถ์วินัย

ที่มาของภาพ, กระทรวงการต่างประเทศ

คำบรรยายภาพ, นายดอน ปริมัตถ์วินัย เข้าพบนายแอนโทนี บลิงเคนที่กรุงวอชิงตันเมื่อเดือน ก.ย. 2564

ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาไทย

เพื่อสานต่อการเยือนสหรัฐฯ ของนายดอน นายเดเร็ค ชอลเล็ต ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางมาไทยระหว่างวันที่ 18-19 ต.ค. และได้เข้าพบและหารือกับนายดอนหารือเรื่องการเสริมสร้างความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ ซึ่งยังคงมุ่งที่ประเด็นการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความร่วมมือทวิภาคีและในกรอบอาเซียน และการส่งเสริมความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ เพื่อการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ประชาชนในเมียนมา

รองผอ. ซีไอเอ พบ พล.อ.ประยุทธ์

วันที่ 19 พ.ย. นายเดวิด เอส โคเฮน รองผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง สหรัฐฯ หรือ CIA เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำเนียบรัฐบาล การพบปะกันในครั้งนี้ไม่มีกำหนดการแจ้งสื่อมวลชนล่วงหน้า แต่หลังจากทั้งคู่หารือกันเป็นเวลาประมาณ 45 นาที พล.อ. สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าเป็นการคุยกันในภาพรวมเรื่องงานต่างประเทศและความมั่นคงของมิตรประเทศเพื่อหารือถึงประเด็นเสถียรภาพในภูมิภาค ความร่วมมือทางการทหารและความมั่นคง สถานการณ์ในเมียนมา

ประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตยที่ไทยไม่ได้รับเชิญ

หลังจากที่สหรัฐฯ เปิดเผยรายชื่อ 110 ประเทศที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย (Summit for Democracy) ระหว่างวันที่ 9-10 ธ.ค. ซึ่งไม่มีประเทศไทยอยู่ในบัญชีรายชื่อ สื่อบางสำนัก ฝ่ายวิจารณ์รัฐบาลและ ส.ส. บางคนได้หยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็น ทำให้ กต. ต้องออกมาชี้แจง

นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุเมื่อวันที่ 26 พ.ย. ว่าไทยรับทราบเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น ซึ่งไทยไม่ได้มีข้อห่วงกังวลว่าจะได้รับเชิญหรือไม่ โดยขึ้นกับดุลพินิจของสหรัฐฯ ในฐานะผู้จัด ที่อาจจะมีเหตุผลหรือปัจจัยในการพิจารณาของตนเอง

นายธานีกล่าวอีกว่า ไทยยังคงยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ ทั้งที่ได้รับเชิญและมิได้รับเชิญ และที่ผ่านมาไทยได้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยที่มีความเป็นสากลและได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียนหารือพล.อ.ประยุทธ์

วันที่ 29 พ.ย. นายเท็ด โอเซียส ประธานสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา- อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) เข้าพบนายกฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในไทย นอกจากนี้ นายเท็ดยังนำนักธุรกิจสหรัฐฯ ร่วมประชุมทางไกลออนไลน์กับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล อีกด้วย

ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนไทยครั้งแรก

ราว 2 สัปดาห์ก่อนที่นายบลิงเคนจะมาไทย นายแดเนียล คริเตนบริงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 2-4 ธ.ค. เป็นครั้งแรกหลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ก.ย.

เอกสารข่าวของ กต. ระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การพัฒนายานยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงวาระการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปี 2565 ซึ่งสหรัฐฯ จะรับช่วงเป็นเจ้าภาพต่อในปี 2566

สารจากนายบลิงเคินเนื่องในโอกาสวันชาติไทย

วันที่ 5 ธ.ค. นายบลิงเคนส่งสรถึงประชาชนชาวไทยเนื่องในโอกาสวันชาติไทยระบุว่าไทยกับสหรัฐฯ ได้เสริมสร้างความร่วมมือกันในทุกภาคส่วนมาตลอดระยะเวลากว่าสองศตวรรษ และจะร่วมมือกันต่อไปโดยเฉพาะการร่วมกันฟื้นฟูชาติให้กลับมาเฟื่องฟูและแข็งแกร่งกว่าเดิมหลังผ่านพ้นการระบาดใหญ่ของโรควิด-19 ก่อนจะทิ้งท้ายว่าสหรัฐฯ "ชื่นชมบทบาทการเป็นผู้นำของไทยในภูมิภาคนี้และทั่วโลก"