โจ ไบเดน: ผู้เชี่ยวชาญมองรัฐบาลใหม่สหรัฐฯ จะสนใจไทยมากขึ้นในเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

President Biden quickly signed executive actions on coronavirus, climate change and racial inequality

ที่มาของภาพ, Reuters

    • Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย และ สมิตานัน หยงสตาร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

"อเมริกากลับมาแล้ว และพร้อมจะนำพาโลก ไม่ใช่ถอยออกจากประชาคมโลก" คือ คำมั่นสัญญาที่นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 กล่าวในสุนทรพจน์หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งเรียกร้องให้ชาวอเมริกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และจะปกป้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยของประเทศ

อดีตเอกอัครราชทูตไทยในสหรัฐฯ นักวิชาการไทยด้านอเมริกาศึกษา และนักสิทธิมนุษยชนของไทยมองว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต จะให้ความสำคัญกับเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศไทย มากกว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ที่ให้น้ำหนักความสัมพันธ์ไปที่การทหารและการค้า

ข้าม X โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์

รัฐบาลไทยประเมินอย่างไร

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า นายไบเดนจะให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ และสหรัฐ ก็ตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ และนโยบายของนายไบเดน 17 รายการนั้น "สอดคล้อง" กับสิ่งที่ไทยดำเนินการอยู่ เช่น สภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง, เศรษฐกิจชีวภาพ, เศรษฐกิจหมุนเวียน, และเศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น

"โอบามาภาค 2"

ผศ.ดร. ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประเมินว่า "การต่างประเทศ" จะเป็นประเด็นหลักที่นายไบเดนจะกลับมาให้ความสำคัญ ซึ่งอาจจะเสมือนว่าเป็น "โอบามาภาค 2" ก็ได้

"สิ่งที่จะเอากลับมาแน่นอนตามสไตล์เดโมแครตคือ 'การเจรจา' ทั้งด้านการค้า การทูต การหาพันธมิตร หรือแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศ การกลับมาจัดระเบียบโลกของเราใหม่ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การเมือง สิ่งแวดล้อม" อุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทยกล่าวกับบีบีซีไทย และเสริมว่ารัฐบาลไบเดนจะ "เน้นการแสวงหาพวกพ้อง" ผ่านองค์การระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถกลับไปเป็นผู้นำโลกได้อีกครั้ง

ผศ.ดร. ประพีร์ มองว่า การกลับมาหาพันธมิตรในเอเชียโดยเฉพาะไทย ทั้งโอกาสและความน่ากังวลที่ไทยต้องระมัดระวัง และรักษาระดับความเหมาะสมให้ดี ในขณะที่ไทยได้ประโยชน์ทางการค้ากับจีน แต่สงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกาจะเดินหน้าต่อไปภายใต้รัฐบาลไบเดน

"America First ของทรัมป์อาจดูแข็งกร้าว ถ้าไม่มีประโยชน์กับเขา เขาไม่เอา เพราะเขาเป็นนักธุรกิจ แต่ของไบเดน ยังคงมีการเจรจา พูดคุยได้บ้าง อย่างนโยบาย Buy American อาจไม่ได้กีดกันการค้ามากอย่างทรัมป์ แต่เขาจะสร้างระเบียบมากมายต่างหาก เพื่อให้คนอื่นมาร่วมมือกับเขา"

นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เห็นว่า การกลับสู่เวทีพหุพาคีของสหรัฐฯ จะช่วยแก้ปัญหาสำคัญของโลกได้ เช่น โรคระบาดข้ามพรมแดน โลกร้อน ผู้ลี้ภัย ความรุนแรงสุดโต่งด้านความเชื่อและศาสนา โดยมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำและส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างประเทศ

Biden and Harris

ที่มาของภาพ, Getty Images

คุณค่าประชาธิปไตยจะกลับมา?

ผศ. ดร. ประพีร์ เห็นว่า ความต้องการกลับมาเป็นพี่ใหญ่ในสังคมโลกครั้งนี้ของอเมริกา โดยให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน จึงเป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องหันกลับมามองตนเองว่า "เราเป็นเด็กดีเพียงพอแล้วหรือไม่"

"เขาส่งออกประชาธิปไตย เข้าจะเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่เราก็อาจเคยมีข้อพิพาทกับเขามาก่อนทั้งลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน เราต้องทำให้ถูกต้องตามระเบียบข้อตกลง เรามีตรงนี้ที่เราต้องกังวล 4 ปี ที่ผ่านมาทรัมป์ไม่ได้แตะเราเหมือนครั้งโอบามาเลย"

ในรายงานประจำปีเรื่องสถานการณ์การค้ามนุษย์ทั่วโลกของรัฐบาลสหรัฐฯ ไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง (เทียร์ ทู วอทช์ลิสต์) ในรายงานปี 2016 และ 2017 โดยเมื่อปี 2016 สหรัฐฯ ได้ยกระดับไทยให้ดีขึ้นหลังจากที่อยู่ในกลุ่มที่แย่ที่สุดคือบัญชีประเภท 3 (เทียร์ 3) เมื่อปี 2014 และ 2015

นางแทมมี่ ดักเวิร์ธ ส.ว. อเมริกันเชื้อสายไทย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นางแทมมี่ ดักเวิร์ธ ส.ว. อเมริกันเชื้อสายไทย

ด้านนายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาของฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว พรรคเดโมแครตหันมาให้ความสำคัญกับสถานการณ์ของไทยที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน หลังจากที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของพรรครีพับลิกัน "ไม่ดูดำดูดี" ในประเด็นเหล่านี้เลยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

เมื่อต้นเดือน ธ.ค. สมาชิกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ วุฒิสภาสหรัฐฯ พร้อมด้วยวุฒิสมาชิกกลุ่มหนึ่ง ออกโรงสนับสนุนการต่อสู้ของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของไทย รวมทั้งเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ปล่อยตัว หยุดดำเนินคดี และหยุดคุกคามนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวอย่างสันติ

เอกสารข่าวที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ กมธ.การต่างประเทศของวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ระบุว่าวุฒิสมาชิก บ็อบ เมเนนเดซ และ ดิค เดอร์บิน ซึ่งเป็นสมาชิกของ กมธ. การต่างประเทศ พร้อมด้วยวุฒิสมาชิกอีก 7 คน หนึ่งในนั้นคือนางแทมมี่ ดักเวิร์ธ ส.ว. อเมริกันเชื้อสายไทย ได้เสนอให้วุฒิสภามีมติ 5 ข้อ ต่อกรณีการชุมนุมของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

"ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ คนไทยมีประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประชาธิปไตย ดิฉันขอเรียกร้องให้ผู้นำไทยรับฟังเสียงประชาชนและยึดหลักการประชาธิปไตยไว้ให้เป็นหัวใจสำคัญของรัฐบาล" ส.ว. อเมริกันเชื้อสายไทย กล่าวในแถลงการณ์

นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาของฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย

ที่มาของภาพ, Sunai Phasuk

คำบรรยายภาพ, นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาของฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย

นายสุณัยเห็นว่านี่เป็นสัญญาณว่า สหรัฐฯ จะมีท่าทีที่เปิดเผยมากขึ้นในเรื่องประชาธิปไตยของไทยและสิทธิแรงงาน โดยก่อนหน้านี้อาจจะมีการพูดคุยกันในหลังฉาก โดยมีท่าทีที่ไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะ แต่ตอนนี้คาดเดาได้ว่าจะมีการปรับนโยบายเป็นนโยบายที่มีการพูดเสียงดัง ๆ ออกสู่สาธารณะด้วย

"สหรัฐฯ จะแสดงท่าทีในเรื่องการปราบปรามประชาธิปไตยในประเทศไทย ก็คงจะออกมาเรียกร้องให้มีการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่เห็นต่างใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานได้อย่างปลอดภัย" นายสุณัย กล่าว

นายกษิต อดีตทูตไทยในสหรัฐฯ มีความเห็นคล้ายกัน

"ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรัฐประหาร 2 ครั้ง และปัจจุบัน รัฐธรรมนูญของเรายังเปิดโอกาสให้ทหารได้มีบทบาททางการเมืองอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นจะกระทบไทยในแง่ว่าเขาจะไม่เอาด้วยเพราะมันไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ แต่เป็นประโยชน์ของคนไทยที่ควรได้มีสิทธิเสรีภาพที่พึงจะมี และควรจะมีสิทธิเสรีภาพที่ทัดเทียมกับคนอเมริกัน เขาก็เป็นแนวร่วมกับนักประชาธิปไตยของไทย และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ และก็เป็นโอกาสของเราที่เราจะได้ทบทวนตัวเอง ที่ผ่านมาเราปิดหูปิดตาเรื่องประชาธิปไตย" นายกษิต กล่าวกับบีบีซีไทย

Donald Trump waves as he walks to Marine One on the South Lawn of the White House on 12 January

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45

การทหารนำการทูต?

นายสุณัยมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทรัมป์และรัฐบาลประยุทธ์ ไม่ได้ขับเคลื่อนผ่านกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ แต่ขับเคลื่อนผ่านกระทรวงกลาโหมเป็นหลัก เป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมระหว่างฝ่ายทหารกับทหารแล้วขยายผลมาเป็นมิติอื่น ๆ แล้วก็มีความสัมพันธ์ในส่วนของนักลงทุนของประเทศ แต่มิติด้านกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะมีนัยยะเรื่องค่านิยม ถูกผลักออกมาเป็นแถวที่สองหรือสามเลยด้วยซ้ำ

"ภาพที่เราเห็นในยุคที่ผ่านมาของทรัมป์ เป็นการกระชับความสัมพันธ์กับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือเป็นการกระชับความสัมพันธ์กับกองทัพไทย เราจะเห็นภาพคนอย่างพลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ได้รับเชิญไปเยือนในกิจกรรมสำคัญของทางสหรัฐฯ บ่อย ๆ"

นายสุณัยตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างการดำรงตำแหน่งของนายดีซอมบรี ตัวเขามุ่งคบค้าสมาคมกับรัฐบาล กองทัพ และภาคธุรกิจ แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดหรือไว้วางใจกันได้กับภาคประชาสังคม และฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

สุณัยกล่าวทิ้งท้ายว่า อีกส่วนหนึ่งที่รัฐบาลภายใต้การปกครองของไบเดนจะให้ความสำคัญ คือ ประเด็นในเรื่องของภาคประชาสังคมที่ได้เสนอมานานแล้วแต่ทางทรัมป์ไม่ได้ให้ความสำคัญ ก็คือการที่ไทยยังมีการใช้ "กฎหมายฟ้องปิดปาก"

"ทางฝ่ายภาคประชาสังคมก็คงจะมีช่องทางในการผลักดันประเด็นนี้ภายใต้การปกครองของไบเดน ให้สหรัฐฯ ยกประเด็นเรื่องการฟ้องปิดปากมาเป็นข้อพิจารณาในการมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับไทยว่า จะให้ยกระดับความสำคัญทางธุรกิจ ไทยก็ต้องเอาจริงเอาจังกับกับการยุติการใช้กฎหมายการฟ้องปิดปาก" สุณัยอธิบาย