เมียนมารุกน่านฟ้าไทย : 1 สัปดาห์หลังเหตุที่พบพระ กับคำชี้แจงของทหารที่ชายแดน

คำบรรยายวิดีโอ, การปฏิบัตินั้น เราไม่ได้ช้า เราอยู่ที่หน้าแนว
    • Author, เรื่องโดย ชัยยศ ยงค์เจริญชัย ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Role, วิดีโอโดย วสวัตติ์ ลุขะรัง ผู้สื่อข่าววิดีโอ

เหตุเครื่องบินรบของเมียนมารุกล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทยทางด้าน อ.พบพระ จ.ตาก เมื่อ 30 มิ.ย. ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทางการไทยว่าได้ทำหน้าที่เพียงพอหรือไม่ในการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชากรในฝั่งไทย

ถึงแม้ไม่มีประชาชนฝั่งไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุปะทะดังกล่าว แต่ก็ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพย์สิน เช่น บ้านที่โดนสะเก็ดระเบิดตกใส่ หรือรถยนต์ที่โดนลูกหลงจากระเบิด นอกจากนี้ ผลกระทบด้านสุขภาพจิตก็ทำให้ชาวบ้านในหลายพื้นที่ของ อ.พบพระ ขวัญผวา นอนไม่หลับเพราะความกังวล และอีกหลายคนเลือกที่จะหนีออกนอกพื้นที่เป็นการชั่วคราว

บีบีซีไทยเดินทางไปที่ อ.พบพระ จ.ตาก เพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนในพื้นที่ถึงสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไรหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์

"ทหารไทยไม่ล่าช้า"

พันเอกณรงค์ชัย เจริญชัย ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 14 ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่รับผิดชอบความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชากรในพื้นที่ 5 อำเภอชายแดน ได้แก่ อ.ท่าสองยาง อ.แม่ระมาด อ.แม่สอด อ.พบพระ และ อ.อุ้มผาง ต้อนรับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยในค่ายที่กรมทหารราบที่ 14 ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

พันเอกณรงค์ชัย เจริญชัย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พันเอกณรงค์ชัย เจริญชัย ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 14 ยืนยันว่าในเรื่องของการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ถือว่าล่าช้า

เขากล่าวว่าการต่อสู้ในประเทศเมียนมาบริเวณตรงข้ามกับ อ.พบพระ ได้สงบลงแล้ว ณ ขณะนี้ และยังไม่ปรากฏว่ามีการใช้กำลังปะทะกันเหมือนเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมทหารราบที่ 14 ได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ มีการลาดตระเวนของทหารเพื่อป้องกันและเข้าตรวจ และก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าพื้นที่หมู่บ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศเมียนมาที่ข้ามเข้ามาประมาณ 800 คน โดยจัดพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวให้คนกลุ่มนี้เข้ามาหลบภัยเพื่อให้การดูแลตามหลักมนุษยธรรม ถึงวันนี้ยังมีผู้หนีภัยเหลืออยู่ในพื้นที่ อ.พบพระ อีก 286 คน ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้แนวชายแดนส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร ทางกรมทหารราบฯ ร่วมกับ อ.พบพระ จัดกำลังอาสารักษาดินแดน และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อ.พบพระ ให้การคุ้มกัน และการเคลียร์วัตถุระเบิด หรือลูกกระสุนที่ตกอยู่ในพื้นที่

พันเอกณรงค์ชัยยืนยันว่าในเรื่องของปฏิบัติการทางทหาร ไม่ถือว่าล่าช้า เพราะในวันที่เกิดเหตุมีกองกำลังอยู่ที่แนวหน้าตลอดเวลา ก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายกำลัง เมื่อมีการสู้รบแล้วและมีแนวโน้มที่จะคุกคามต่อความปลอดภัย ทางฝั่งไทยก็มีการยิงกระสุนควันเพื่อเป็นการเตือนตามมาตรฐานสากล

"ขอให้มั่นใจได้ว่าเราปฏิบัติการด้วยความเร่งด่วนสูงสุดของการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในพื้นที่อำเภอตามแนวชายแดน ทั้งเรื่องการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยทุกรูปแบบ ซึ่งจะมีพัฒนาการในการเตรียมความพร้อม ในการสกัดกั้น เรามีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา" พันเอกณรงค์ชัย กล่าว

กรมทหารราบที่ 14

ที่มาของภาพ, กรมทหารราบที่ 14

คำบรรยายภาพ, ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง ซึ่งเป็นหลักสากลที่ปฏิบัติอยู่ทั่วโลก ในกรณีที่มีการสู้รบในกรณีที่เราไม่ใช่คู่สงคราม

ปฏิบัติตามหลักสากล

พันเอกณรงค์ชัย บอกบีบีซีไทยว่าการตอบโต้แบบที่มีการนำเครื่องบินรบจากทางฝั่งไทยไปยิงใส่เครื่องบินของกองทัพเมียนมาที่รุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าไทยไม่สามารถทำได้ เพราะประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม "กฎการใช้กำลัง" หรือที่เรียกว่า "Rules of Engagement" ซึ่งเป็นหลักสากลที่ปฏิบัติอยู่ทั่วโลก ในกรณีที่มีการสู้รบในกรณีที่เราไม่ใช่ "คู่สงคราม"

โดยหลักปฏิบัติแล้ว เมื่อแต่ละฝ่ายมีการสู้รบและมีลูกกระสุนหรือมีแนวโน้มที่จะรุกล้ำอธิปไตย หรือมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของฝั่งไทย จะต้องมีการติดต่อทางโทรศัพท์ผ่านสายด่วน แจ้งเตือนผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา หรือ Township Border Committee (TBC)

"TBC ได้กำหนดเอาไว้ว่าให้ใช้กระสุนควันเป็นการเตือนก่อนในเบื้องต้น เพราะไทยไม่ใช่คู่สงครามกับเมียนมา แต่หากว่ามีการคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชากร จึงสามารถใช้กระสุนระเบิดในการตอบโต้ได้ แต่พันเอกณรงค์ชัยกล่าวว่าไม่อยากให้ถึงตรงจุดนี้เพราะเราไม่ใช่คู่ขัดแย้ง" พันเอกณรงค์ชัย อธิบาย

"ทุกคนมองว่าทำไมเราไม่ตอบโต้ มีอากาศยายรุกล้ำน่านฟ้าเข้ามา ทำไมเราไม่บินขึ้นสกัดในช่วงนั้น แต่จริง ๆ เราจะดูที่เจตนาของการปฏิบัติ ถ้าเขามีการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ เราก็เคารพในอธิปไตยของแต่ละฝั่ง แต่ถ้าหากมีการรุกล้ำมา เราก็ต้องมีปฏิบัติการในการสกัดกั้น"

STR/BBC THAI

ที่มาของภาพ, STR/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, เครื่องบินรบของเมียนมา บินอยู่เหนือเขตแดนไทยราว 15 นาที เมื่อ 30 มิ.ย.

หลังเกิดเหตุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พลโทอภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้อนุมัติให้ศูนย์สนับสนุนของกองทัพภาคที่ 3 จัดนายทหารอากาศมาประสานงานในพื้นที่ อ.แม่สอด ในการควบคุมปฏิบัติอากาศยานในฝ่ายไทย และเป็นผู้แจ้งเตือนในกรณีที่มีแนวโน้มที่จะคุกคาม

"อาวุธยุทโธปกรณ์ของเรามีความพร้อม แต่ทางการทหารต้องมีเรื่องของการข่าวในการปฏิบัติภารกิจ เนื่องจากทุกส่วนไม่ใช่คู่ขัดแย้งของไทย เรามีหน้าที่หลักในการรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และต้องไม่มีการรุกล้ำอนาธิปไตยในทุกรูปแบบ" พันเอกณรงค์ชัย กล่าว

"ทุกครั้งที่มีปฏิบัติการในรูปแบบนี้ เราจะทำหนังสือประท้วงผ่านช่องทาง TBC ซึ่งมีผมเป็นประธานในฝั่งไทย และจะมีผู้บัญชาการทหารของเมียนมาดูแลทางฝั่งนู้น ซึ่งเขาจะตอบกลับมาทุกครั้งเป็นเอกสาร ก่อนจะส่งเอกสารดังกล่าวไปให้กระทรวงการต่างประเทศ"

พันเอกณรงค์ชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เกิดเหตุความรุนแรงเมื่อ พ.ย. 2564 ได้มีผู้หนีภัยที่เข้ามาขอความช่วยเหลือในฝั่งไทยกว่าหมื่นราย ซึ่งตอนนี้ยังคงเหลือตกค้างอยู่ที่ไทยอีกประมาณ 300 ราย โดยส่วนที่เหลือได้เดินทางกลับไปโดยสมัครใจหลังได้รับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมจากไทยแล้ว

บ้านหมื่นฤาชัย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

ถึงจะชินแต่ก็ยังกลัว

บ้านหมื่นฤาชัย หมู่ 5 ใน อ.พบพระ เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และมีบ้าน 3 หลังได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิดและกระสุนปืนที่มาจากการปะทะกันของกองกำลังเมียนมา

หมู่บ้านนี้ 400 หลังคาเรือน มีประชากรราว 3,000 คนใน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเมย มีถนนทอดตรงสู่แนวชายแดน และมีแม่น้ำเมยกั้นกลางระหว่างประเทศเมียนมาที่มีระยะทางจากฝั่งไทยไม่ถึง 10 เมตร จุดนี้ในภาวะปกติเคยเป็นจุดที่ชาวบ้านจากทางฝั่งเมียนมาข้ามมาซื้อสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภคในทุกวัน แต่ตอนนี้แนวชายแดนดังกล่าวถูกปิด และมีแต่เรือเปล่าไร้ขนขับจอดรอวันที่พรมแดนจะเปิดเหมือนที่เคยเป็น

นายเสริมศักดิ์ ก่อจิตไพบูลย์ อายุ 50 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมื่นฤาชัย หมู่ 5 มีหน้าที่คอยเตือนภัยให้ชาวบ้านได้ทราบผ่านเสียงตามสาย และมีลำโพงกระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่สงบจากทางฝั่งเมียนมา อย่างเช่นได้ยินเสียงปืน หรือระเบิดจากทางฝั่งเมียนมา ก็จะประกาศให้ลูกบ้านเข้าไปอยู่ในหลุมหลบภัย

เสริมศักดิ์ ก่อจิตไพบูลย์

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukhrarang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, เสริมศักดิ์ ก่อจิตไพบูลย์ คอยเตือนภัยให้ชาวบ้านได้ทราบผ่านเสียงตามสาย ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่สงบก็จะประกาศให้ลูกบ้านเข้าไปอยู่ในหลุมหลบภัย

"ตอนนี้เหตุการณ์น่าจะสงบลงไปแล้ว แต่เรายังไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรอีกหรือไม่ ต้องคอยเช็คข่าวกับทางทหารและให้ชาวบ้านเตรียมพร้อมรับมือ โดยเราก็จะช่วยสังเกตุการณ์และเตือนภัยให้อย่างทันท่วงที" นายเสริมศักดิ์กล่าว

นางยุเอ คีรีอำพน อายุ 49 ปี ชาวบ้านหมื่นฤาชัย หมู่ 5 เปิดร้านขายของชำอยู่ติดกับแม่น้ำเมยตรงแนวชายแดนพอดี เธอเป็นชาวกะเหรี่ยงที่แต่งงานและย้ายมาอยู่ประเทศไทยมาเกือบ 30 ปีแล้ว

ยุเอบอกกับบีบีซีไทยว่าวันที่เกิดเหตุในวันนั้นตกใจมาก เพราะได้ยินเสียงเครื่องบินเข้ามาใกล้ ๆ หลังจากนั้นก็ตามด้วยเสียงปืน ซึ่งก่อนหน้านี้เธอไม่เคยได้ยินเสียงการสู้รบกันชัดเจนขนาดนี้มาก่อน ทำให้เธอกลัวมาก

"พอเสียงปืนสงบลง ก็พาลูกวิ่งหนีไปหลบที่โบสถ์ของหมู่บ้าน หลังจากนั้นไม่ได้ยินเสียงการสู้รบกันเพิ่มเติม จึงกลับเข้ามาอยู่ในบ้าน เพราะเป็นห่วงบ้านและข้าวของ" ยุเอเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

"ตอนนี้นอนกลางคืนก็หลับไม่สนิท เพราะกลัวว่าจะมีการยิงกันตอนที่เรานอน"

นางยุเอ คีรีอำพน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นางยุเอ คีรีอำพน นอนกลางคืนก็หลับไม่สนิทเพราะกลัวว่าจะมีการยิงกันตอนที่นอน

ไม่ไกลจากบ้านของยุเอ มีร้านขายอาหารตามสั่งที่ น.ส.อัมพิกา คีรีอำพน อายุ 39 ปี เป็นเจ้าของ บ้านของเธออยู่ตรงข้ามกับบ้านที่สะเก็ดระเบิดลงจนตัวบ้านและหลังคาได้รับความเสียหาย

อัมพิกาเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าบ้านที่เธออยู่มาตลอดชีวิตมีความสงบสุข แต่เธอก็เคยได้ยินเสียงปืนและระเบิดมาตั้งแต่จำความได้

"ตอนเด็ก ๆ ได้ยินเสียงปืนครั้งแรกตอน 3 ขวบ แต่ไม่เคยได้รับผลกระทบอะไร รับรู้ได้ถึงเหตุความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ถามว่าชินไหมก็ต้องบอกว่าชิน แต่ก็ยังกลัวอยู่ แต่ให้ทำอย่างไรได้ เพราะเราก็ต้องทำมากินตรงนี้อยู่" อัมพิกากล่าว

"จริง ๆ แล้วเหตุการณ์ความไม่สงบก็มีมาเรื่อย ๆ แต่ก็สงบสุขอยู่เป็นสิบปี แล้วเพิ่งกลับมามีเหตุการณ์ปะทะกันครั้งใหม่ตั้งแต่เดือน พ.ย. ของปีที่ผ่านมา"

อัมพิกา คีรีอำพน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, อัมพิกา คีรีอำพน เล่าให้ฟังว่าเธอเคยได้ยินเสียงปืนและระเบิดมาตั้งแต่จำความได้

ในวันที่เกิดเหตุเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อัมพิกาอยู่ในครัวกับน้องสาวเพื่อทำขนมจีนน้ำยารับประทานกันในบ้าน ทันใดนั้นเธอได้ยินเสียงเครื่องบินลงมาต่ำมากจนได้ยินเสียงชัดเจน หลังจากนั้นก็ตามด้วยกระสุนที่ยิงลงมาจนรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่หลังคาบ้านของตนเอง

"พอได้ยินเสียงปืนก็พาสมาชิกในบ้านวิ่งหนีกันลงหลุมหลบภัยที่ขุดเอาไว้บริเวณใต้ถุนบ้าน ซึ่งเพิ่งขุดขึ้นมาเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาหลังจากได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่บ้าน เพราะเห็นว่าเหตุความไม่สงบทางฝั่ง เมียนมาเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น" อัมพิกาอธิบาย

"หลังจากนั้นพวกเราก็รอให้เหตุการณ์สงบลงก่อนจะพากันขี่มอเตอร์ไซค์ไปหลบอยู่ที่บ้านของน้องในตัว อ.พบพระ เพื่ออาศัยหลับนอนในช่วงกลางคืน ก่อนจะกลับเข้ามาที่บ้านในช่วงเช้าของวันถัดมาเพราะต้องกลับมาเปิดร้านอาหาร"

หลุมหลบภัย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ชาวบ้านหมื่นฤาชัยขุดหลุดหลบภัยอยู่ใต้ถุนบ้านของตัวเองกันแทบทุกหลัง

อัมพิกาและสมาชิกครอบครัวอีก 5 คน กลับเข้ามาที่บ้านในช่วงกลางวันเพื่อเปิดร้านขายอาหาร ก่อนจะพากันกลับไปนอนที่บ้านน้องในช่วงกลางคืน เธอทำแบบนี้อยู่ทุกคืนจนกระทั่งเมื่อกลางสัปดาห์นี้ที่เธอเริ่มรู้สึกปลอดภัยแล้ว จึงกลับเข้ามานอนที่บ้าน

"ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้รู้สึกว่าทหารหละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่ แต่พวกเราอยากให้เจ้าหน้าที่ทหารดูแลประชาชนมากกว่านี้ อยากให้ประสานงานกันมากกว่านี้ โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกให้คนจากทางฝั่งเมียนมาที่ต้องการหลบภัยมาอยู่ตรงนี้ชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เพราะพวกเราทุกคนต่างก็มีญาติที่อยู่ทางฝั่งเมียนมาที่ต้องการมาขอหลบภัยชั่วคราว แต่เรื่องการที่ต้องขออนุญาตเข้าพื้นที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก" อัมพิกาฝากทิ้งท้าย