รังสิมันต์ โรม vs อุปกิต ปาจรียางกูร : เปิด จม. ตร. ลำดับเวลา ศาลออก-ถอน หมายจับ ส.ว.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
รังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล เผยแพร่จดหมายความยาว 7 หน้า ที่ตำรวจนายหนึ่งทำถึงกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) รายหนึ่ง ลำดับเหตุการณ์การออกหมายจับ และเพิกถอนหมายจับนายอุปกิต ปาจรียางกูร วุฒิสมาชิก จากข้อกล่าวหา “ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและการฟอกเงิน”
นายรังสิมันต์เผยแพร่เอกสารชุดนี้ทางบัญชีเฟซบุ๊กของตัวเองเมื่อ 11 มี.ค. โดยบรรยายว่า “เรื่องนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมีคำตอบ ไม่ว่าจะศาลและตำรวจ กระบวนการยุติธรรมของเรามันเน่าเฟะขนาดนี้ได้ยังไง ต้องปัดกวาดตัวเองให้เรียบร้อยได้แล้ว ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเชื่อถือได้ยังไง”
ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง บัญชีเฟซบุ๊กของนายรังสิมันต์ได้โพสต์ข้อความแจ้งว่า “วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม 2566 เวลา 13.00 น. ผมจะไปที่ บช.ปส. หรือ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อแถลงข่าวถึงการช่วยเหลือ ส.ว. ทรงเอ ให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดี”
นายรังสิมันต์เพิ่งถูกนายอุปกิตฟ้องร้องต่อศาลอาญาเมื่อ 17 ก.พ. ในคดีหมิ่นประมาท และเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท สองวันหลังนายรังสิมันต์กล่าวในสภาผู้แทนราษฎร ในหัวข้อ ‘เช็กบิลไทยดำ-จีนเทา’ ระหว่างการอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายอุปกิตมองว่ามีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นประมาทเขา โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 1 พ.ค. 2566 เวลา 09.00 น.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในเวลาต่อมา นายอุปกิต ได้ยื่นฟ้อง นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ นางสาวอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ 2 ผู้ดำเนินรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ข้อหาหมิ่นประมาทเนื่องจากการดำเนินรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ออกอากาศเผยแพร่ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ MCOT ในหลายวาระ มีเนื้อหาพาดพิง สร้างความเสียหาย ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดต่อนายอุปกิตว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของขบวนการค้ายาเสพติดกรณีการจับกุม นายทุน มิน ลัต นักธุรกิจชาวเมียนมา เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในข้อหาเดียวกันอีก 50 ล้านบาท
นายรังสิมันต์ ได้เข้ายื่นหนังสือถึง ก.ต. เมื่อ 8 มี.ค. เพื่อให้ตรวจสอบผู้พิพากษาที่พิจารณาเพิกถอนหมายจับ ส.ว. รายนี้
อีกสองวันต่อมา นายรังสิมันต์ได้ทวงถามผู้บัญชาตำรวจปราบปรามยาเสพติดผ่านทางบัญชีเฟซบุ๊กว่า “ได้นำตัว ส.ว. ... ที่กล่าวหาพัวพันขบวนการค้ายาเสพติดและฟอกเงิน มาแจ้งข้อหาหรือยัง” หลังจากที่เขายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อให้ตรวจสอบการดำเนินคดีนี้ ตั้งแต่ 28 ก.พ.
"ผ่านมาแล้ว 10 วัน ผมยังไม่เห็นความคืบหน้าอะไรทั้งนั้น... ตั้งแต่ 1 มี.ค. เป็นต้นมา หมดสมัยประชุมรัฐสภาแล้ว ส.ว. ไม่มีความคุ้มกันใดๆ ที่จะไม่ถูกหมายเรียกหรือหมายจับได้อีก” นายรังสิมันต์กล่าว

ที่มาของภาพ, BBC News Thai
จดหมายจริง ?
หน้าแรกของเอกสาร 7 หน้า ที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊กของนายรังสิมันต์ เป็นจดหมายลงวันที่ 5 มี.ค. 2566 เขียนที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องขอออกหมายจับ นายอุปกิต ปาจรียางกูร และการเพิกถอนหมายจับ ส่งถึง นายปุณณะ จงนิมิตสถาพร กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ทว่าหน้าสุดท้ายของจดหมาย ได้ขีดฆ่าชื่อของผู้ส่ง เหลือไว้แต่ ยศ “พันตำรวจโท”
ขณะที่เว็บไซต์ข่าว เนตรทิพย์ ตีพิมพ์จดหมายดังกล่าวเช่นกัน พร้อม คงชื่อและตำแหน่งของผู้เขียนจดหมาย คือ พ.ต.ท. มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์ สารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลพญาไท ตำแหน่งที่เพิ่งย้ายมาใหม่ แต่ขีดฆ่าชื่อผู้รับจดหมาย ชื่อนายอุปกิต และผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้อง
บีบีซีไทยได้รับสำเนาจดหมายนี้ 1 ชุด และได้ตรวจสอบความถูกต้องไปที่ พ.ต.ท. มานะพงษ์ และได้รับคำยืนยันว่า “เป็นเอกสารจริง ที่ทำและส่งจริง" พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่เอกสารดังกล่าว
“ไม่ได้หลุดจากผม ถ้าหลุดจากผม ถึงจะกังวล” เขากล่าวกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์
ถาม-ตอบ วันเดียวกัน
พ.ต.ท. มานะพงษ์ อธิบายในจดหมายว่า เขาเขียนคำชี้แจงนี้ หลังจากได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากนายปุณณะในวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา และได้ส่งเอกสารชี้แจงกลับไปในวันเดียวกัน
เขาได้ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งการขอหมายจับต่อศาล และถูกยกเลิกหมายจับ ขณะที่เขาปฏิบัติงานเป็นสารวัตร กองกำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
เอกสารคำชี้แจง ระบุถึงการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอออกหมายจับนายอุปกิต ในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและการฟอกเงินในวันที่ 3 ต.ค. 2565 และศาลได้อนุมัติตามคำขอแล้ว แต่ต่อมาในวันเดียวกัน ได้มีการเพิกถอนหมายจับ “โดยอ้างว่าเป็นบุคคลสำคัญ จึงเชื่อได้ว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี”
เอกสารที่บีบีซีไทยได้รับฉบับนี้ยังเปิดเผยเงื่อนไขถอนหมายจับว่า ให้ออกหมายเรียกนายอุปกิตภายใน 15 วัน แต่จากเดือน ต.ค. 2565 ยังไม่มีการออกหมายเรียกนายอุปกิต แต่อย่างใด
"การประวิงเวลาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดำเนินคดีกับนายอุปกิต ปาจรียางกูร ในครั้งนี้ ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อความศรัทธาของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม และการเพิกถอนหมายจับด้วยเหตุผลว่าผู้ถูกออกหมายจับ 'เป็นบุคคลสำคัญ' เป็นการทำลายหลักการที่ว่า ‘บุคคลย่อมเสมอภาคกันภายใต้กฎหมาย'" พ.ต.ท. มานะพงษ์ระบุ ในเอกสาร
นอกจากนี้ ยังปรากฏการโทรศัพท์สอบถามจากนายตำรวจระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ตัดพยานหลักฐานบางส่วนออกจากคดีโดยเชื่อว่ามีเจตนาขัดขวางไม่ให้ดำเนินคดีกับนายอุปกิต
คณะทำงานงานสืบสวนสอบสวนเชื่อว่านายอุปกิต พัวพันกับขบวนการยาเสพติดและการฟอกเงินกับนายทุน มิน หลัด หรือ ตุน มิน ลัต ชาวเมียนมาที่ถูกตำรวจไทยจับเรื่องในเรื่องเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและฟอกเงิน เมื่อ 17 ก.ย. 2565
ตอนหนึ่งของจดหมายระบุว่า บุคคลระดับรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลบอกให้ พ.ต.ท. มานะพงษ์ ร้องขอถอนหมายหมายจับด้วยตนเอง แต่เขาปฏิเสธ เพราะการขอหมายจับในตอนเช้าและขอถอนหมายจับในตอนบ่าย เขาจะต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญา เนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล
ขอศาลออกหมายจับ ผู้พิพากษาเวรอนุมัติ
เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2565 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมซึ่งมี พ.ต.ท. มานะพงษ์ อยู่ด้วย จับกุม นายทุน มิน หลัด สัญชาติเมียนมา พร้อมพวกรวม 4 คน ตามหมายจับศาลอาญาในความผิดเกี่ยวกับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและการฟอกเงิน
พ.ต.ท. มานะพงษ์ ระบุในจดหมายว่า หลังจากควบคุมตัวไว้ 3 วัน ตามประมวลกฎหมายที่กองกำกับการสืบสวน 2 บช.น. ผู้ถูกจับบางส่วนได้สมัครใจให้การว่านายอุปกิต เป็นผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการ พร้อมแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จึงได้จัดทำเอกสารพยานหลักฐานประกอบคดี
ต่อมา 19 ก.ย. 2565 ตำรวจได้ส่งตัวผู้ถูกจับให้พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในระหว่างการสืบสวนขยายผล "ได้รับการติดต่อจากนายตำรวจระดับสูง" ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตัดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับนายอุปกิต ออกจากคดี จึง “เชื่อได้ว่ามีเจตนาขัดขวางไม่ให้นำนายอุปกิต ปาจรียางกูร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม"
ต่อมา กองกำกับการสืบสวน 2 บช.น. เห็นควรดำเนินคดีกับนายอุปกิต เนื่องจากพยานหลักฐานชัดแจ้ง จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับนายอุปกิต เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2565 เวลา 09:30 น.
ในเอกสารคำชี้แจงระบุด้วยว่า ในคำร้องแจ้งชัดว่านายอุปกิต เป็น ส.ว. และได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ศาลทราบถึงสถานภาพของนายอุปกิต โดยไม่ได้มีการปิดบังข้อเท็จจริง พร้อมด้วยคำร้องขอหมายค้นเพื่อจับกุมตัวบุคคลตามหมายจับ และตรวจยึดพยานหลักฐาน ประกอบคดี กำหนดเวลาค้น 4 ต.ค. 2565
หลังยื่นเอกสารข้างต้น พ.ต.ท. มานะพงษ์ ระบุว่า ได้รอการไต่สวนจากผู้พิพากษาเวรเป็นเวลา 1 ชม. ผู้พิพากษาเวรเรียกเขาไปไต่สวน โดยที่ พ.ต.ท. มานะพงษ์ ไม่ได้แจ้งให้ทราบว่านายอุปกิตเป็น ส.ว. เนื่องจากระบุในคำร้องแล้ว ต่อมา 11.00 น. ศาลได้อนุมัติหมายตามขอ ตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.554/2565 ลงวันที่ 3 ต.ค. 2565 ส่วนหมายค้นก็ได้รับอนุมัติเช่นกัน
ทั้งนี้ คำชี้แจงยังระบุด้วยว่า การขอหมายจับและหมายค้น เป็นการดำเนินการนอกสมัยประชุมสภา เป็นไปตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา

ที่มาของภาพ, ฺBBC News Thai
ศาลให้นำหมายศาลฉบับจริงไปพบรองอธิบดี
ต่อมาเวลา 13.30 น. วันเดียวกันได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ศาลให้นำหมายศาลฉบับจริง นำกลับไปที่ศาลอาญา และให้ไปพบรองอธิบดีผู้พิพากษาศาล ที่ห้องทำงาน พ.ต.ท. มานะพงษ์ ระบุว่า ระหว่างไปห้องทำงานมีอดีตผู้บังคับบัญชาตำรวจของเขา โทรมาสอบถามด้วยว่า เหตุใดจึงขอศาลออกหมายจับนายอุปกิต ซึ่งเขาตอบว่า เพราะ "เชื่อว่ามีพยานหลักฐานพอสมควรในการดำเนินคดี"
ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลได้เรียกตำรวจชุดทำคดี ที่เดินทางมาพร้อมกับหมายศาลฉบับจริง และเอกสารพยานหลักฐาน 2 ลัง ไปพบที่ห้องอธิบดีผู้พิพากษาศาล
เอกสารคำชี้แจง ยังระบุว่า มีการโทรศัพท์หานายตำรวจระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่าง ที่ตำรวจชุดทำคดีไปถึงห้องที่มีผู้บริหารระดับสูงของศาลอาญาอยู่ในห้อง
"เมื่อข้าพเจ้าได้นั่งลง ก็พบว่า... (รองอธิบดีผู้พิพากษาศาล) กำลังโทรศัพท์ไปหานายตำรวจระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสอบถามว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงไปขอศาลออกหมายจับนายอุปกิตฯ ต่อมาจึงส่งโทรศัพท์มาให้ข้าพเจ้าพูดคุย" เอกสารระบุ พร้อมบอกว่า พ.ต.ท. มานะพงษ์ ได้ชี้แจงว่ามีหลักฐานเพียงพอต่อการดำเนินคดี

ที่มาของภาพ, EPA
บทสนทนารองอธิบดีผู้พิพากษากับตำรวจ
เอกสารคำชี้แจงระบุว่า รองอธิบดีผู้พิพากษาศาล "ได้พูดทำนองว่าข้าพเจ้า ว่าเหตุใดจึงได้มาขอออกหมายจับสมาชิกวุฒิสภา และหาว่าข้าพเจ้าจะล้มอำนาจนิติบัญญัติของประเทศ"
พ.ต.ท. มานะพงษ์ ชี้แจงไปว่า เพราะมีพยานหลักฐานพอสมควรที่จะออกหมายจับ ไม่ได้มีเจตนาร้ายใดแอบแฝง ก่อนที่ รองอธิบดีจะพูดในทำนองว่า เขาเกี่ยวข้องในคดีอย่างไร เหตุใดไม่ให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีมาขอออกหมายจับ
แต่ พ.ต.ท. มานะพงษ์ ตอบว่า เขาขอศาลออกหมายจับในฐานะผู้สืบสวนคดี และถูกรองอธิบดีผู้นี้ ถามต่ออีกว่า เกี่ยวข้องในคดีอย่างไร ซึ่ง พ.ต.ท. มานะพงษ์ ตอบว่า เป็นผู้จับกุมเครือข่ายยาเสพติด จำนวน 5 เครือข่าย ซึ่งเป็นมูลเหตุให้ขยายผลจับกุมนายตุน มิน ลัตและพวก รวมทั้งนายอุปกิตด้วย
นอกจากนี้ รองอธิบดีผู้พิพากษา ยังต่อว่า พ.ต.ท. มานะพงษ์ ว่าเป็นตำรวจที่ไม่มีวินัย ไม่แต่งเครื่องแบบตำรวจมาพบผู้พิพากษา ไว้ผมรองทรงยาวกว่าตำรวจทั่วไป ซึ่ง พ.ต.ท. มานะพงษ์ ตอบว่าทำงานภาคสนามตัดผมสั้นจะเป็นอุปสรรค หลังจากนั้น รองอธิบดี ต่อว่าเขาต่อด้วยว่า ใช้ดุลพินิจไม่ชอบในการออกหมายจับ ส.ว. ที่ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี
พ.ต.ท. มานะพงษ์ ตอบว่า เขาใช้ดุลพินิจของตัวเองในการร้องขอออกหมายจับ เนื่องจากเห็นว่า มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต จำนวน 5 กรรม และ ส.ว.ที่ กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องได้รับโทษหนักกว่าบุคคลธรรมดาหลายเท่าตัว จึงได้ยื่นคำร้อง

ที่มาของภาพ, Facebook/upakit.pachariyangkun
บอกตำรวจให้ถอนหมายจับเอง
เอกสารคำชี้แจงจาก พ.ต.ท. มานะพงษ์ ระบุด้วยว่า รองอธิบดี อ้างว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดมีการแก้ไขว่า แม้โทษจำคุกเกิน 3 ปี ถ้าไม่มีการหลบหนี ก็ยังออกหมายจับไม่ได้ ซึ่ง พ.ต.ท. มานะพงษ์ ตอบว่า เท่าที่ทราบยังไม่มีการแก้ รองอธิบดี ยังกล่าวในทำนองว่าให้ พ.ต.ท. มานะพงษ์ ถอนหมายจับ ซึ่งเขาไม่ยินยอม เพราะจะมีความผิดทั้งทางวินัยและอาญา
หลังจากนั้น ได้มีการเรียกผู้พิพากษาเวรเข้ามา รองอธิบดีสอบถามผู้พิพากษาเวรว่าเหตุใดจึงมีการออกหมายจับ และถามว่าทราบหรือไม่ว่า หากเป็นคดีคนสำคัญ ต้องปรึกษาผู้บริหารศาลตามระเบียบศาล ซึ่งผู้พิพากษาเวรตอบว่า "ไม่ทราบ" และขอดูระเบียบศาล ก่อนที่เลขาธิการศาลจะแทรกขึ้นมาว่า ระเบียบดังกล่าววางอยู่บนโต๊ะเวลาที่ผู้พิพากษาเข้าเวร แต่เมื่อให้เจ้าหน้าที่ไปหากลับไม่พบว่ามี
ให้ตำรวจออกนอกห้อง ก่อนถอนหมายจับ
เอกสารคำชี้แจงจาก พ.ต.ท. มานะพงษ์ ระบุว่า รองอธิบดีได้สั่งให้เขาและผู้บังคับบัญชาออกนอกห้อง หลังจากรอ 10 นาที เมื่อถูกเรียกกลับเข้าไป อธิบดีผู้พิพากษาศาลได้แจ้งให้ทราบว่าจะถอนหมายจับ ส.ว. และสอบถามความเห็นจาก พ.ต.ท. มานะพงษ์
"ข้าพเจ้าได้ตอบไปว่า หากไม่ได้มีการออกหมายจับนายอุปกิตฯ ก็เชื่อได้ว่าในอนาคตจะไม่ได้มีการดำเนินคดีกับนายอุปกิตฯ ทั้งที่มีพยานหลักฐานแจ้งชัด เนื่องจากเชื่อได้ว่าอาจมีการล้มคดีที่ได้มีการสอบสวนเกี่ยวกับนายอุปกิตฯ" พ.ต.ท. มานะพงษ์ ระบุ
หลังจากนั้นอธิบดีผู้พิพากษาศาลก็ตัดสินใจให้มีการถอนหมายจับ
ถ้าไม่ถอนหมาย "ผู้ใหญ่" น่าจะตำหนิ
หลังจากถอนหมายจับแล้ว รองอธิบดีได้เดินออกจากห้องไป เอกสารของ พ.ต.ท. มานะพงษ์ ระบุว่า อธิบดีได้เข้ามาขอโทษเขาและผู้บังคับบัญชา ที่รองอธิบดี ใช้กริยาวาจาที่ไม่สมควรตลอดเวลาที่พูดคุย และได้แจ้งให้ทราบว่าเพิ่งมารับตำแหน่งวันแรก
"หากไม่มีการถอนหมายจับ 'ผู้ใหญ่' น่าจะตำหนิอย่างแน่นอน" เอกสารฉบับนี้อ้างคำพูดของอธิบดีโดย พ.ต.ท. มานะพงษ์ ระบุว่า ไม่ทราบว่า ผู้ใหญ่คนนี้หมายถึงใคร
หลังจากนั้น ผู้พิพากษาเวร ได้เขียนข้อความการเพิกถอนหมายจับและหมายค้นในกระบวนการพิจารณาฉบับเดิม และมีการเขียนว่า ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกนายอุปกิต มาแจ้งข้อกล่าวหาใน 15 วัน หากไม่มีการออกหมายเรียก หรือออกหมายเรียกแล้วไม่มา ให้มาขอหมายจับใหม่
หลังจากนั้น พ.ต.ท. มานะพงษ์ ได้ขอคัดรายงานกระบวนการพิจารณาดังกล่าว
เอกสารระบุด้วยว่า ตั้งแต่ 3 ต.ค. 2565 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีการออกหมายเรียกนายอุปกิตมารับทราบข้อกล่าวหาแต่อย่างใด และสาเหตุที่ไม่ได้ร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เนื่องจากเกรงว่าผู้พิพากษาเวรจะเดือดร้อนจากการถูกแทรกแซงการใช้ดุลยพินิจจากผู้บังคับบัญชา
หลังจากนั้น ในเดือน ก.พ. ที่ผ่าน พ.ต.ท. มานะพงษ์ ถูกย้ายไปประจำที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท ส่วน พ.ต.อ. กฤศณัฏฐ์ธน ศุภณัฏฐ์ ผู้บังคับบัญชาของเขา ได้ถูกย้ายไปอยู่ที่ จ. ชัยภูมิ โดยเอกสารของ พ.ต.ท. มานะพงษ์ ระบุว่า เป็นการย้ายที่พวกเขา “ไม่สมัครใจ และไม่สามารถเกี่ยวข้องกับคดีของนายอุปกิตได้อีก”
ตำรวจแจงปมออกหมายเรียก ส.ว.คนดังล่าช้า
ความเคลื่อนไหวล่าสุด เว็บไซต์มติชนและเนชั่นทีวีรายงานตรงกันเมื่อวันที่ 12 มี.ค. โดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ต. คมสิทธิ์ รังไสย์ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 (บก.ปส.3) ที่กล่าวถึงกรณีหนังสือชี้แจง พ.ต.ท. มานะพงษ์ ดำเนินคดีกับเครือข่าย ตุน มิน ลัต และการยกเลิกหมายจับสมาชิกวุฒิสภารายหนึ่ง ว่า การดำเนินคดีกับ เครือข่ายตุน มิน ลัต เริ่มจาก พ.ต.ท. มานะพงษ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สว.กก.2 บก.สส.บช.น.
สำนวนที่ 1 เป็นคดีระหว่าง พ.ต.ท. มานะพงษ์ ผู้กล่าวหา กับ นายทุน มิน ลัต กับพวกรวม 10 คน ผู้กล่าวหามีการดำเนินการยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ต้องหา รวม 6 ราย ในฐานะเจ้าพนักงาน ผู้มีอำนาจสืบสวน (ชั้นการสืบสวนความผิดก่อนร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน) และต่อมา ผู้กล่าวหาได้มีการจับกุมตัวผู้ต้องหา รวม 4 ราย ก่อนจะส่งให้ บช.ปส.ดำเนินคดี (หลบหนี 2 ราย) และผู้กล่าวหามีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับวุฒิสมาชิกรายหนึ่ง เพิ่มเติม 1 ราย รวมเป็น 7 ราย
ต่อมา อสส. ได้พิจารณาสำนวนที่ 1 เห็นว่า คดีนี้เป็นความผิดตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร จึงอยู่ในอำนาจของอัยการสูงสุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 และได้มีคำสั่งมอบหมายให้ ตนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และมอบหมายให้พนักงานสอบสวน บก.ปส.3 เป็นพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานอัยการ โดยสำนวนแรกพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการได้มีสอบสวนร่วมกัน และมีความเห็นว่าพฤติการณ์ผู้ต้องหาในคดีเข้าข่ายเป็น องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 เห็นควรให้แจ้งข้อหาในความผิดตามกฎหมายดังกล่าวที่พบเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง จากนั้น คณะพนักงานสอบสวน และ คณะพนักงานอัยการสำนวนที่ 1 ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 9 ราย เนื่องจาก ผู้ต้องหาจำนวน 4 ราย มีการควบคุมตัวผู้ต้องหาใกล้ครบระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับกรณี ส.ว.คนดังที่ร้องทุกข์เพิ่มเติมในภายหลัง ได้มีการแยกดำเนินคดีเป็นอีกสำนวน
สำนวนที่ 2 เป็นการกล่าวหา สมาชิกวุฒิสภารายหนึ่งเป็นผู้ต้องหา ที่เพิ่มเติมในภายหลังในชั้นการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน ที่ได้มีการแยกดำเนินคดีเป็นอีกสำนวน ซึ่ง อสส.ได้พิจารณาสำนวนที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ยังคงเห็นว่า คดีส่วนนี้เป็นความผิดตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร เช่นเดียวกันกับสำนวนที่ 1 จึงอยู่ในอำนาจของอัยการสูงสุด ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 จึงมอบหมายให้ ผบก.ปส.3 เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และมอบหมายให้พนักงานสอบสวน บก.ปส.3 เป็นพนักงานสอบสวนทำการสอบสวน ร่วมกับพนักงานอัยการสำนักงานสอบสวน รวม 7 ท่าน ซึ่งมี นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เป็นหัวหน้าคณะพนักงานอัยการเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนและคณะพนักงานอัยการก็ได้ร่วมกันสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด อย่างรวดเร็ว
พยานหลักฐาน "ยังไม่สมบูรณ์"
สำหรับประเด็นที่เป็นข้อสงสัยที่ปรากฏในสื่อสาธารณะหลายสื่อ มีเนื้อหาระบุว่า ศาลได้ให้พนักงานสอบสวนไปออกหมายเรียกเนื่องจาก สมาชิกวุฒิสภารายหนึ่ง ภายใน 15 วัน แล้วเหตุใดพนักงานสอบสวนไม่ออกหมายเรียกตามที่ศาลสั่งการ ประเด็นดังกล่าว คณะพนักงานสอบสวนและคณะพนักงานอัยการ ได้พิจารณาร่วมกันตลอด เห็นว่า พยานหลักฐานในสำนวนหลายประการยังไม่มีความสมบูรณ์ เนื่องจากมีเอกสารที่ไม่ใช่ภาษาไทย จำนวนมากประมาณกว่า 1,000 แผ่น จะต้องจัดแปลให้เป็นภาษาไทย เพื่อที่จะพิสูจน์ความผิดได้ ซึ่งมีรายละเอียดพยานหลักฐานที่สำคัญมาก ประกอบกับ อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งการให้สอบสวนเพิ่มเติมในสำนวนที่ 1 ซึ่งมีรายละเอียดพยานหลักฐานเกี่ยวพันกับผู้ต้องหาในสำนวนที่ 2 ด้วย รวม 4 ประเด็น ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนและคณะพนักงานอัยการ ได้ดำเนินการไปแล้วหลายประเด็น
คงเหลือประเด็นที่สำคัญที่ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ อาทิ การสั่งให้สอบสวนเกี่ยวกับการซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายค่าไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2551-ปัจจุบัน การตรวจสอบบัญชีเงินฝากและเส้นทางการเงินของบัญชีที่เกี่ยวข้อง ประมาณกว่า 500 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าไฟฟ้า และพิจารณาว่า มีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับขบวนการเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มนี้หรือไม่ อย่างไร รวมทั้ง การตรวจสอบกรรมการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลในต่างประเทศ เพื่อใช้ในการแจ้งข้อเท็จจริงและแจ้งข้อหากับนิติบุคคลต่างประเทศภายในกำหนดอายุความ
ในชั้นนี้รายละเอียดในสำนวนไม่อาจเปิดเผยได้หมด เนื่องจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องในสำนวนอาจเป็นความผิดตาม มาตรา 26 ได้
เพจเฟซบุ๊ก The Reporters รายงานถ้อยแถลงของ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อ 11 มี.ค. ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการเน้นย้ำมาตลอด ว่าต้องทำความจริงให้ปรากฎ ตามพยานหลักฐาน เอาคนผิดมาลงโทษ ต้องไม่มีการช่วยเหลือใคร เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน ซึ่ง ผบ.ตร.รับนโยบาย และติดตามความคืบหน้าคดีกับ ผบก.ปส.3 มาตลอด พร้อมจะเข้าช่วยเหลือหากอัยการและคณะพนักงานสอบสวนร้องขอ
ส่วนประเด็นการโยกย้าย พ.ต.ท.มานะพงษ์ นั้น เป็นการแต่งตั้งตามวาระ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากคดี เนื่องจากคดีนี้ ตำรวจ บก.สส.บช.น.ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสำนวนแล้ว ตั้งแต่ที่อัยการสูงสุดอนุมัติเป็นคดีนอกราชอาณาจักร อีกทั้งอำนาจการแต่งตั้งระดับ สว.-รอง ผกก เป็นอำนาจของ ผบช. ซึ่งพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งการทำงาน ความรู้ความสามารถ การทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานและอาวุโสต่างๆ โดยมีการประเมินตามหลักเกณฑ์ มีผลคะแนน ออกมาชัดเจน จนมีการโยกย้ายตามความเหมาะสม เพื่อให้การทำงานของหน่วยมีความต่อเนื่อง ซึ่งการโยกย้าย พ.ต.ท.มานะพงษ์ฯ เป็น สว.สส.สน.พญาไท ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ไม่ได้เป็นการลดเกรด หรือกลั่นแกล้ง เพียงแต่เป็นเรื่องความเหมาะสมของหน่วย ที่ผู้บังคับบัญชาเห็นว่า จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อการทำงานในภาพรวมของหน่วย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
โฆษกศาลว่าอย่างไร
เพจเฟซบุ๊ก The Reporters รายงานคำชี้แจงของ นายสรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม เมื่อ 11 มี.ค. ว่า เห็นหนังสือที่ส่งต่อผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย แล้ว และเข้าใจว่า มีการรายงานให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ทราบแล้ว แต่ยังไม่มีมติ หรือรายงานอะไรออกมาเป็นพิเศษ
ส่วนของหนังสือชี้แจงที่ปรากฏมีการพาดพิงชื่อบุคคล เป็นผู้บริหารของศาลอาญา นั้น นายสรวิศกล่าวว่าเข้าใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว มีการรายงานข้อเท็จจริงไปบ้างแล้ว และมีการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงก่อนที่ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จะมายื่นหนังสือ ต่อ ก.ต. ให้ตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวแล้วเช่นกัน แต่ส่วนตัวยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องมติอะไรออกมาว่าจะเป็นยังไงต่อ
ส่วนที่ประชุม ก.ต.ในครั้งหน้า ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการพูดคุยในเรื่องนี้หรือไม่ เพราะยังไม่เห็นวาระอะไรเพิ่มเติม
โฆษกศาลยุติธรรม ยังกล่าวถึงขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนต่างๆ เข้ามาว่า ตามปกติจะมีการรายงานข้อเท็จจริงเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่ต้นเรื่อง คือ ศาลอาญา ส่งเรื่องเข้ามาที่ สำนักงานศาลยุติธรรม จากนั้น สำนัก ก.ต. ก็จะดูข้อเท็จจริงที่ได้รับมา เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในเบื้องต้น ว่าลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ถ้าเกิดเห็นว่า เป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจ การออกคำสั่งตามปกติ ที่สามารถทำได้ ก็อาจจะยุติเรื่องไป แต่หากเข้าข่ายของอาจจะมีมูลเรื่องของผิดวินัย ก็อาจจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง แล้วเสนอต่อประธานศาลฎีกาว่าควรจะยุติเรื่อง หรือ ควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
อย่างไรก็ตาม เรื่องร้องเรียนต่างๆเหล่านี้ จะยังไม่ต้องเข้าที่ประชุม ก.ต. โดยตรง เพราะปกติ ที่ประชุม ก.ต. จะเป็นชั้นสุดท้าย เพราะหากมีการสอบทางวินัยแล้วมีความเห็นว่าควรจะลงโทษ ถึงจะเข้าที่ประชุม ก.ต.แต่อาจจะมีบางกรณีหรือ บางเรื่อง อาจจะมี ก.ต.บางท่านหยิบยกขึ้นมาสอบถาม ข้อมูลจากที่ประชุม ก.ต.ก็เป็นไปได้ แต่ปกติเรื่องลักษณะนี้ ยังไม่ใช่กระบวนการที่จะ เสนอ เข้า ก.ต.อย่างเป็นทางการ







