ดนตรีกับชาตินิยม เพลงไทยบอกเล่าเรื่องราวความขัดแย้งไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุด อย่างไรบ้าง

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, เพลง UTHAITIPBOY จากศิลปินที่เรียกตนเองว่า "ยังกู (YOUNGGU)" มียอดเข้าชมมากกว่าหนึ่งล้านครั้ง
    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

คำเตือน: เนื้อหามีการพูดถึงเนื้อเพลงที่ใช้คำหยาบ ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านบางส่วนรู้สึกไม่สบายใจ

"นี่คือแผ่นดินที่เราภูมิใจ นับมาตั้งแต่วันที่เราทุกคนได้ลืมตา เอาแร็ปปลอม ๆ คืนไป เอาชีวิตคนไทยคืนมา"

นี่คือท่อนหนึ่งของเพลง "The Real Suvarnabhumi (สุวรรณภูมิที่แท้จริง)" ของ ทิฆัมพร เวชไทยสงค์ หรือ "อิลสลิก" (Illslick) แร็ปเปอร์ชื่อดังของไทย ซึ่งเผยแพร่ผ่านช่องยูทิวบ์เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ไม่กี่วันหลังการปะทะทางทหารระหว่างไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุดเริ่มต้นขึ้น เพลงดังกล่าวมีเนื้อหาตอบโต้แร็ปเปอร์ชาวกัมพูชา "แวนด้า" (VannDa) ซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว

แร็ปเปอร์ไทยอีกหลายคนยังได้ปล่อยเพลง "ดิส" หรือการผลิตเพลงเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ตัวบุคคลในวงการแร็ปเพื่อตอบโต้แร็ปเปอร์ชาวกัมพูชาด้วย เช่น รัธพงศ์ ภูรีสิทธิ์ หรือ "ยังโอม" (YoungOhm) เผยแพร่เพลง "Scam Lord" ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "เจ้าแห่งมิจฉาชีพ" รวมถึง พลสิทธิ์ ทวีรัตน์ หรือ "ยังกู" (YOUNGGU) ก็เผยแพร่เพลง "Uthaitipboy" (อุทัยทิพย์บอย) ซึ่งมีเนื้อหาตำหนิแร็ปเปอร์ชาวกัมพูชา กล่าวหาพาดพิงการใช้สารเสพติดและใช้ถ้อยคำเสียดสีแฟนสาวของแร็ปเปอร์คู่อริ ทั้งสองเพลงได้รับความนิยมสูง โดยมียอดรับชมผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากกว่าล้านครั้ง

ปฏิกิริยาจากวงการเพลงแร็ปได้รับการจับตามองเนื่องจากความใกล้ชิดของศิลปินสองฝั่งชายแดน อย่างไรก็ดี แวดวงเพลงประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงร็อก เพลงเพื่อชีวิต เพลงลูกทุ่ง และเพลงหมอลำ ล้วนปรากฏผลงานเพลงใหม่ที่ถูกแต่งขึ้นมาตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งสิ้น

บีบีซีไทยสืบค้นพบว่า หลังเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งล่าสุด มีเพลงใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนอย่างน้อย 40 เพลง ถูกผลิตและเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มยูทิวบ์ ซึ่งล้วนมีเนื้อหาสะท้อนความรู้สึกชาตินิยมในหลากหลายมุมมอง

เพลงไทยแต่งใหม่ หลังเกิดสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา มีเนื้อหาอย่างไรบ้าง

การปกป้องชาติไทยจากภัยคุกคาม

บีบีซีไทยพบว่าเกือบทุกเพลงที่ปล่อยออกมาในช่วงวันที่ 24 ก.ค. - 13 ส.ค. 2568 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปกป้องชาติและอัตลักษณ์ไทยจากภัยคุกคาม

เนื้อหาเรื่องการปกป้องอธิปไตยเหนือเขตแดนเห็นได้ชัดในเพลงจำนวนมาก เช่น เพลง "แผ่นดินของเรา" ซึ่ง "ผลิตโดย บริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร" เผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. มีเนื้อเพลงย้ำว่า "แผ่นดินของเรา ย่อมเป็นของเราชาติไทย" และ "ขอพลีชีวารักษาชาติไทย ชาติไทยคู่ฟ้า เลือดทาแผ่นดิน"

สองวันต่อมา เพลง "ส่งใจไปชายแดน" ของกมลพร ศศิพิมณ หรือ น้องใหม่ เมืองชุมแพ นักร้องหมอลำชื่อดัง ถูกเผยแพร่ เพลงนี้ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านเนื้อร้องที่ว่า "ทรายเม็ดเดียวอย่าหวังได้ เพื่อปกป้องอธิปไตย ไผมาล้ำต้องห้ำหั่น ผืนแผ่นดินมีเขตปัน มาหยามกันจั่งซี้ ไทยเฮานี้สิบ่ถอย"

คำสำคัญอย่างคำว่า "อธิปไตย" ยังพบได้ในเพลง "แซตใจจากชายแดน" ขับร้องโดย ดำ ดัสกร (ดัสกร คำแสน) และ ตัส ชนะชัย (พิพัฒนชัย คำนาดี) ซึ่งเนื้อร้องตอนหนึ่งระบุว่า "ใครหน้าไหนบังอาจ ล่วงเกินอำนาจอธิปไตย แผ่นดินผืนนี้ แค่เศษธุลี บ่ยอมให้ใคร"

หลายเพลงยังมีการหยิบยกอัตลักษณ์ต่าง ๆ ของความเป็นไทยและประวัติศาสตร์ชาติประกอบกับความรู้สึกหวงแหน

ตัวอย่างเช่น เพลง "ฉันจะกลับไป" โดยศิลปินที่เรียกตนเองว่า "โจ๊ะ1977" บรรยายว่า "ใต้ธงไทย ฉันสาบานไว้ต่อฟ้า จะไม่ถอยให้ใครมายึดที่หมาย จะขอยืนหยัดสู้ศัตรูจนตัวตาย ยอมพลีกายถวายชาติ และราชันย์"

ส่วนเพลง นี่คือแผ่นดินไทย จากผู้ใช้ยูทิวบ์ที่ใช้ชื่อว่า Mpp Studio Music ได้อ้างถึงอาณาจักรยุคก่อนสมัยใหม่ "ตั้งแต่ล้านนา สุโขทัย อยุธยา จนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เลือดนักรบไทยมันไหลในเส้น ไม่ว่าศึกไหนก็ต้องเอาให้สิ้น"

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, เพลง แผ่นดินของไทย เป็นเพลงแนวร็อกเพื่อชีวิต ขับร้องโดยศิลปินที่เรียกตนเองว่า "พยัพ คำพันธุ์" และ "น๊อตตี้ freedom" เผยแพร่ผ่าน "Freedom Music Official" เนื้อหายืนยันการปกป้องอธิปไตยเหนือเขตแดนของประเทศไทย

บันทึกความเดือดร้อนคนไทยชายแดน

เพลงจำนวนมากที่เผยแพร่หลังเหตุปะทะยังมีลักษณะคล้าย "จดหมายเหตุ" ซึ่งบรรยายเหตุการณ์ความขัดแย้งและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนและครอบครัว

เฉลิมพล มาลาคำ นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง เผยแพร่เพลง "จะจบเมื่อไหร่ไทยกับเขมร" โดยเนื้อเพลงกล่าวถึงเหตุการณ์การปะทะที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ โดยระบุว่า "จากอุบลฯ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จุดแรกเกิดเหตุก็คือปราสาทตาเมือนทม (สะกดตามเนื้อร้องโดยเฉลิมพล มาลาคำ) ยี่สิบสี่กรกฎา ตื่นเช้ามาเสียงปืนถล่ม ชาวบ้านกรีดร้องระงม ระเบิดตาเมืองทมมันยิงมั่วคัก ๆ"

เพลงดังกล่าวยังกล่าวถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น "โรงบาล(สะกดตามเนื้อร้อง)สถานที่ราชการ ต้องโดนสังหารคนที่ไม่รู้จัก แม่ลูกนอนกอดกันตาย เป็นตาสังเวชฮ้ายที่กันทราลักษ์" ซึ่งสะท้อนผลกระทบต่อชีวิตพลเรือนในพื้นที่ชายแดน

ขนิษฐา เบ้าหล่อเพชร หรือ "ฐา ขนิษ" ศิลปินจากค่ายก้อง ห้วยไร่ เผยแพร่เพลง "#26" โดยเนื้อเพลงเล่าเรื่องจากมุมมองของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เช่น "ด้วยความเดียงสา กระเป๋าพาดบ่าเช้า 26 ฝนห่านรก จากพวกรุกราน" และ "เด็กน้อยผู้เฒ่า หนีตายแต่เช้า เข้าหลุมหลบภัย จักแม่นว่าลูกผู้ใด๋ แล่นสวนทางไปเฝ้าแนวชายแดน"

ฉายภาพความเป็นศัตรูคู่ตรงข้าม

อีกหนึ่งเนื้อหาที่ปรากฏบ่อยครั้งในบรรดาเพลงที่เผยแพร่ออกมาในช่วงเวลาดังกล่าวคือ การขีดเส้นความเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชา

เพลง "หอกข้างแคร่" จากผู้ใช้บัญชียูทิวบ์ที่มีชื่อว่า "อ๊อฟ สเตทฟัช" ขับร้องเนื้อเพลงกล่าวว่า "ตะวันออกเฉียงใต้ห้านาฬิกา มีชนชาติที่ห้ามไว้ใจ เป็นหอกข้างแคร่ไม่รู้เมื่อไหร่จะลอบทำร้ายแบบไร้อารยธรรม"

ชื่อของประเทศกัมพูชาหรือที่ถูกเรียกว่า "เขมร" ถูกเอ่ยขึ้นมาโดยตรงในเพลง ส่งใจไปชายแดน ว่า "คุยดีแล้วเจรจาสองฝั่ง เขมรยังปลอกปลิ้นหลายลิ้นเหลี่ยมคม"

ขณะที่เพลง "จะจบเมื่อไหร่ไทยกับเขมร" ร้องท่อนหนึ่งในเพลงสไตล์หมอลำเรียกร้องให้มีการตอบโต้ท่าทีของประเทศเพื่อนบ้านว่า "เขมรเหิมเกริมยิ่งนัก ต้องจัดไปหนัก ๆ ให้รู้ว่าใครเป็นใคร"

ด้านศิลปินรุ่นใหม่อย่าง ยังโอม เลือกที่จะใช้เพลงของตนพุ่งเป้าโจมตีไปยัง "ผู้นำของประเทศ" เท่านั้นและกล่าวว่า สารในเพลงของเขา "ไม่เกี่ยวกับประชาชน"

ดังที่เนื้อเพลง SCAM LORD ร่ายว่า "The people ain't involved, I'm talkin straight to the motherf**king leader... Just those f**king leaders, yeah, the ones at the top (ประชาชนไม่เกี่ยว ผมพูดตรงไปถึงพวกผู้นำ แค่พวกผู้นำที่อยู่สูงสุด)"

วิจารณ์ผู้นำกัมพูชา

ชื่อของสมเด็จฮุน เซน ยังปรากฏอยู่เป็นการทั่วไปในเนื้อเพลงหลากหลายแนว

ช่อง เพลงคือเพื่อน Official ในแพลตฟอร์มยูทิวบ์เผยแพร่เพลง ฮุนเซ็น โดยใช้ชื่ออดีตผู้นำกัมพูชามาเสียดสี เนื้อเพลงเล่าเรื่องตัวละครชื่อเดียวกันร้องว่า "ตั้งแต่มีผัวชื่อฮุน ชีวิตฉันก็วุ่นเพราะมันชอบเซ็น มันชวนฉันมาอยู่เขมร แล้วให้ทำงานกับแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์"

ในเพลง The Real Suvarnabhumi ศิลปิน Illslick ร้องเพลงพุ่งเป้าถาม VannDa ว่า "ซื้อไมค์เงินตัวเองหรือว่าฮุนเซ็น"

เป็นที่น่าสังเกตว่าเพลงแร็ปหลายเพลงสะท้อนการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำกัมพูชา โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับระบบการปกครองและความไม่เป็นประชาธิปไตย

ศิลปินที่เรียกตนเองว่า "ยังกู" กล่าวถึงการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ในเพลง Uthaitipboy ของตนตั้งแต่ท่อนแรกของเพลงซึ่งร้องว่า "ฟักแวนด้า พวกแม่งโคตรจะ propaganda"

ส่วนเพลง "TRUTH" ของนครินทร์ จรูญวิทยา หรือ "ไมยราพ" (MAIYARAP) วิจารณ์ระบบการศึกษาของประเทศเพื่อนบ้านผ่านเนื้อเพลงว่า "หรือว่าที่บ้านมึงไม่ได้สอน เรื่องของมนุษยธรรม"

ขณะเดียวกัน เพลง Scam Lord ของยังโอมที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นก็มีเนื้อร้องเสียดสีรัฐบาลกัมพูชาผ่านการร้องเพลงตอบโต้ VannDa ว่า "This ain't about no one else, Iet me 1 on 1 with VannDa. You out here helping your corrupted leader spread propaganda (ไม่ได้พูดกับใครเลย ขอพูดกันตัวต่อตัวนะ VannDa คุณกำลังช่วยเหลือผู้นำจอมคอร์รัปชันของคุณเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ)"

นอกจากนี้ ท่อนหนึ่งของเพลงเดียวกันยังกล่าวว่า"I pray you get democracy someday. Pray for Cambodia (ฉันหวังว่าคุณจะมีประชาธิปไตยสักวัน อธิษฐานให้กัมพูชา)"

กลางความตึงเครียด เพลงรักยังปรากฏให้เห็น

ท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์ความขัดแย้ง เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาได้รับความนิยมจากผู้ฟังจำนวนมาก โดยเฉพาะเพลงที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างทหารแนวหน้ากับคนรัก

เพลง "แซตใจจากชายแดน" มีผู้เข้าชมผ่านยูทิวบ์มากกว่า 800,000 ครั้ง เนื้อหาเพลงเล่าถึงทหารแนวหน้าที่ต้องแชต (หรือแซต ตามสำเนียงภาษาอีสาน) บอกลาคนรักก่อนไปแนวหน้า

สำหรับเพลง "ฉันจะกลับไป" โดยศิลปิน โจ๊ะ1977 พูดถึงเรื่องราวของทหารแนวหน้าที่สื่อสารต่อคนรักและพ่อแม่โดยสัญญาว่าจะได้ "กลับไป" อยู่กันพร้อมหน้าเป็นครอบครัว

ขณะที่เพลง "พบรักที่บังเกอร์" ซึ่งมีที่มาจากการที่ ปิยชาติ คงถิ่น ผู้สื่อข่าวของไทยรัฐทีวี ขับร้องผ่านโซเชียลมีเดียจากแนวหน้า แล้วกลายเป็นไวรัลในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ค่ายเพลงภูไท มิวสิก จะนำมาผลิตเป็นผลงานเพลง โดยมียอดรับชมผ่านแพลตฟอร์ม TikTok กว่าล้านครั้ง และผ่านยูทิวบ์มากกว่า 200,000 ครั้ง

เนื้อหาเพลงพบรักที่บังเกอร์เล่าถึงประสบการณ์ผู้สื่อข่าวหนุ่มที่พบรักกับคนท้องถิ่นท่ามกลางสถานการณ์การขัดกันด้วยอาวุธว่า "อ้ายมาทำข่าว ได้มาพบเจ้า สาวช่องอานม้า แล่นหนีระเบิด หัวใจเตลิด แทบบ่เป็นท่า หลบจรวดของกัมพูชา จังได้มาเจอสาวน้ำยืน"

อย่างไรก็ดี แม้เนื้อหาหลักของเพลงจะดำเนินเรื่องด้วยเรื่องราวความรัก ทว่าทุกเพลงที่กล่าวมานี้ล้วนมีท่อนที่สอดแทรกเนื้อหาปลุกใจชวนให้รักชาติและปลุกอารมณ์ความเสียสละของ "คนข้างหลัง" เพื่อให้ "คนแนวหน้า" ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

เนื้อเพลงเพลงแซตใจจากชายแดนระบุว่า "รักษาใจเด้อนาง แชตบอกลาน้องไปจับปืน คำสั่งเตรียมพร้อมทะมึน ให้อ้ายเอาคืนผู้มารุกราน"

ขณะที่เพลงฉันจะกลับไป กล่าวว่า "แม้หากตาย ขอให้เธอได้รับรู้ ว่าฉันสู้เพื่อแผ่นดิน เพื่อลูกหลาน ธงไตรรงค์คงไว้ ตลอดกาล ไม่ยอมให้พวกรุกราน มายึดครอง"

ส่วนเพลงพบรักที่บังเกอร์ แม้จะไม่ได้สะท้อนแง่มุมความรักของทหาร แต่ก็กล่าวถึงการปฏิบัติการของทหารว่า "ยกมือท่วมหัว วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน้ำยืน ช่วยคุ้มครองภัย ทหารกล้าไทยชายแดนดงปืน บ่ให้เป็นของผู้อื่น ปกป้องผืนแผ่นดินชาติไทย"

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, เพลง พบรักที่บังเกอร์ โดย ปิยชาติ คงถิ่น เริ่มจาการเป็นไวรัลในแพลตฟอร์มติ๊กตอกก่อนห้องบันทึกเสียง ภูไทเร็คคอร์ด จะนำมาผลิตเป็นผลงานเพลง

เพลงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มีประวัติมากว่าค่อนศตวรรษ

แม้จะมีความเข้าใจโดยทั่วไปว่าเพลงเกี่ยวกับสงครามและความขัดแย้งมักผลิตขึ้นมาโดยรัฐเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐในยุคสมัยนั้น ๆ หรือองค์กรด้านอุดมการณ์ทางการเมือง ทว่าผศ.ดร.ขจร ฝ้ายเทศ จากภาควิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าพัฒนาการการเป็นเจ้าของสื่อทำให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ

"ในอดีต สื่อแพร่ภาพกระจายเสียงเป็นเครื่องมือของรัฐในการเผยแพร่ข่าวสารและแนวคิดทางการเมือง โดยเฉพาะผ่านการเปิดเพลงหรือรายการที่ออกอากาศซ้ำ ๆ เพื่อปลูกฝังความคิดให้กับประชาชน"

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อพื้นที่สื่อเปิดกว้างมากขึ้นพร้อมการเข้ามาของสถานีวิทยุท้องถิ่น เพลงลูกทุ่งจึงเริ่มมีพื้นที่ในสื่อแพร่ภาพกระจายเสียง และกลายเป็นช่องทางให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความรู้สึกและประสบการณ์ของตนเอง

ด้วยเหตุนี้ภาคเอกชนจึงได้มีการรังสรรค์เพลงเกี่ยวกับสงครามและความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับชาติ โดยเฉพาะกรณีไทย-กัมพูชา มาอย่างน้อยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 จากกรณีการสูญเสียเขาพระวิหาร

"มีบทเพลงหลายเพลงที่กล่าวถึงคดีเขาพระวิหาร เช่น เขาพระวิหาร ของ สุรพล สมบัติเจริญ, คดีเขาพระวิหาร ของคำรณ สัมบุณณานนท์ และ เขาพระวิหารเป็นของไทย ของก้าน แก้วสุพรรณ เพลงเหล่านี้สะท้อนความรู้สึกเสียใจของประชาชนต่อการสูญเสียดินแดน"

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารผ่านเพลงผู้นี้ชี้ว่า แม้ว่าเพลงในยุคนั้นจะถูกผลิตโดยภาคเอกชน ทว่าบางเพลงก็ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมของ "หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยา" ภาครัฐ เช่น เพลง "14 ครั้งยังอาลัย" ซึ่งเป็นเพลงแหล่โดย ศิลปินทวี ไมตรีจิต กล่าวถึงการสูญเสียดินแดนหลายครั้ง และตอนท้ายของเพลงกล่าวถึงกรณีเขาพระวิหารโดยตรง

ต่อมาในช่วงปี 2518–2519 มีความกังวลว่าไทยอาจกลายเป็นประเทศต่อไปในทฤษฎีโดมิโนที่จะกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้เกิดบทเพลงจำนวนมากที่กล่าวถึงบทบาทของทหารชายแดน

ผศ.ดร.ขจร ระบุว่าขณะนั้น "บทเพลงที่กล่าวถึงกัมพูชาในช่วงนั้นมักสะท้อนความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ มากกว่าการเผชิญหน้า"

หนึ่งในเพลงที่สะท้อนความรู้สึกเป็นมิตรต่อชาวกัมพูชาคือ เพลงสยามเมืองยิ้ม ซึ่งครูเพลงลพ บุรีรัฐ ผู้ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงแต่งให้ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ผู้ได้สมญานามราชินีลูกทุ่งไทยขับร้อง

เนื้อหาเพลงสะท้อนการเมืองระดับภูมิภาคที่มีบรรยากาศของการอพยพข้ามแดนว่า "คนเย็นใจซื่อได้ชื่อว่าไทย ร้อนมาจากไหน ชาติไทยไม่เคยหวงห้าม ข้ามเขตข้ามโขงถิ่นน้ำขุ่น มาพึ่งใบบุญเมืองสยาม เรายิ้มรับตามที่ท่านต้องการ"

ผศ.ดร.ขจร สรุปว่า "แม้จะเกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้ง เช่นกรณีเขมรแดง แต่บทเพลงยังคงแสดงออกถึงความเข้าใจและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ"

ขณะเดียวกัน นักวิชาการจาก ม.เกษตรศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า "ยิ้มสยาม" นั้นมีขอบเขตที่ชัดเจน เห็นได้จากเนื้อเพลงที่ปรามว่าต้อง "คนไทยใจซื่อ เขาถือแต่โบราณกาล แค่เพียงข้าวสุกหนึ่งจาน ใครลืมของท่านนั้น เนรคุณ" สะท้อนให้เห็นความไม่ไว้วางใจที่ฝังรากลึกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น

.

ที่มาของภาพ, ผศ.ดร.ขจร ฝ้ายเทศ

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร.ขจร ฝ้ายเทศ ภาควิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ยุคออนไลน์ขยายขอบฟ้าการสื่อสารสู่ประชาคมโลก

ผศ.ดร.ขจร ฝ้ายเทศ ชี้ด้วยว่า การเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยให้ศิลปินอิสระ โดยเฉพาะในภูมิภาคต่าง ๆ สามารถผลิตและเผยแพร่เพลงได้หลากหลาย โดยไม่ถูกจำกัดด้วยโครงสร้างอุตสาหกรรมเพลงแบบเดิม

"ศิลปินอิสระจำนวนมากจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์เพลงที่สะท้อนความรู้สึกของประชาชน และสามารถเข้าถึงผู้ฟังได้โดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์" เขากล่าวย้ำ

นักวิชาการผู้นี้ยังชี้ด้วยว่า การวิเคราะห์เนื้อหาเพลงในบริบทความขัดแย้งชายแดนควรเริ่มจากการพิจารณาว่าเพลงนั้นมุ่งสื่อสารกับกลุ่มใด

เขากล่าวว่า "วิธีการสังเกตคือดูว่าเพลงกำลังสื่อสารถึงใคร เช่น ทหาร ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน หรือประชาชนชาวกัมพูชา"

ขณะที่เพลงเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในอดีตมุ่งเน้นสื่อสารกับคนในชาติตามข้อจำกัดของเทคโนโลยีแพร่ภาพกระจายเสียงที่ถูกจำกัดด้วยเขตแดนของชาติเจ้าของสาธารณูปโภคนั้น ๆ ขณะที่ในปัจจุบันการผลิตเนื้อหาสื่อในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงเพลงและคลิปวิดีโอบนแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นกลยุทธ์ที่ทั้งไทยและกัมพูชาใช้เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์ในสายตาของประชาคมโลก

"การเผยแพร่เพลงในรูปแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเชิญผู้แทนทางทหารจากต่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์สถานการณ์ชายแดน" เขากล่าว

ก้อง ห้วยไร่ ศิลปินนักร้องลูกทุ่งหมอลำรุ่นใหม่ผลิตเพลง The Truth From Thailand เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2568 ซึ่งเนื้อหาเพลงส่วนใหญ่ถูกขับร้องเป็นภาษาอังกฤษ

สองวันต่อมา Pka Records ค่ายดนตรีกัมพูชาได้ปล่อยเพลง "ด๊อนท์ไทยทูมี (Don't Thai To Me)" ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่าอย่าทำพฤติกรรมไทยกับฉัน และมีการแปลหลากหลายภาษา เช่น ภาษาสเปน อารบิก และฝรั่งเศส เป็นต้น เพลงดังกล่าวเวอร์ชั่นภาษาจีน ถูกใช้ในการผลิตซ้ำประกอบคลิปวิดีโอของผู้ใช้แพลตฟอร์มติ๊กตอกกว่า 11,300 ครั้ง

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตวิดีโอผ่านแพลตฟอรมยูทิวบ์ช่องโจ๊ะ1977 ผลิตเพลง "แผ่นดินไทย" ในรูปแบบภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน ฮินดี เกาหลี ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน อินโดนีเซีย และรัสเซีย

เอไอเร่งปฏิกิริยาการสื่อสารด้วยดนตรี

นอกจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีในปัจจุบันได้เข้ามาช่วยในการแพร่กระจายสารแล้ว ผศ.ดร.ขจร ยังตรวจสอบพบว่า เนื้อเพลงของเพลงส่วนใหญ่เขียนโดยมนุษย์ แต่ทำนองดนตรีบางส่วนอาจถูกสร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (artificial intelligence - AI) ดังที่หลายเพลงระบุในคำบรรยายใต้วิดีโอที่เผยแพร่ทางยูทิวบ์ว่า ดนตรีสร้างโดยซูโนเอไอ (Suno AI)

บีบีซีไทยพบว่า มีอย่างน้อย 14 เพลงจากทั้งหมด 40 เพลงที่เผยแพร่หลังเหตุการณ์ปะทะ ระบุชัดว่าเป็นการผลิตดนตรีโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ร่วมด้วย

เพลงที่มียอดรับชมสูงสุดในจำนวนนี้ได้แก่เพลง "แผ่นดินกู" ซึ่งเผยแพร่โดยบัญชี "วงเปิด [OFFICIAL]" เพลงดังกล่าวเปิดเผยผ่านคำบรรยายใต้วิดีโอว่าเนื้อร้องประพันธ์โดย "ลูกบอล วงเปิด" ขณะที่การขับร้องและดนตรีสรรค์สร้างโดยเครื่องมือ Suno Ai ซึ่งเป็นเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เพื่อการสร้างสรรค์เพลงโดยเฉพาะ เพลงดังกล่าวนี้มีผู้เข้ารับชมผ่านยูทิวบ์แล้วกว่า 165,000 ครั้ง

ในขณะเดียวกัน เพลงต่าง ๆ ที่เผยแพร่จากศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น เฉลิมพล มาลาคำ ค่ายเพลงก้อง ห้วยไร่ ก็ประยุกต์นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดมิวสิกวิดีโอด้วย โดยเฉพาะฉากการสู้รบ

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, วิดีโอประกอบเพลงที่ชื่อว่า "กู ร. 31 ขอแลก" ของช่องยูทิวบ์ "องอาจ ร็อคอินดี้" ก็มาจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์

วัฒนธรรมเพลงสองชาติจะตัดขาดกันหรือไม่?

มองพ้นเพลงสงครามและความขัดแย้ง วัฒนธรรมดนตรีสองชาติเกิดการแลกเปลี่ยนสังสรรค์ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

"ทางกัมพูชาเองเขาก็ฟังเพลงไทยเยอะนะครับ เพลงเราก็ไปดังอยู่ฝั่งเขาเยอะ" ผศ.ดร.ขจร กล่าว

นอกจากการแลกเปลี่ยนสังสรรค์อย่างไม่เป็นทางการ หลายครั้งแวดวงดนตรีของประเทศทั้งสองมีจุดแลกเปลี่ยนในระดับรัฐ ดังเคยมีการจัด "มหกรรมฟรีคอนเสิร์ตสายสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา" ในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีพ.ศ. 2553 ร่วมด้วยศิลปินแถวหน้าของไทยและกัมพูชาแห่งยุค

ด้านอุตสาหกรรมการผลิตเพลง ตัวอย่างหนึ่งเห็นได้จากการเปิดตัว คณะ "ร็อกอังกอร์ อาร์สยาม" ซึ่งหนึ่งในเพลงที่มีการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ เพลง "สลันจุงเบย" ซึ่งขับร้องเป็นภาษาเขมรถิ่นไทยกว่าค่อนเพลง ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ค่ายเพลงอาร์สยามประกาศรุกตลาดบันเทิงอาเซียน ปี 2556

ต่อมาค่ายเพลงอาร์สยามยังจัดแสดง "คอนเสิร์ตไร้พรมแดน" ที่ประกอบด้วยการแสดงจากศิลปินไทย ลาว และกัมพูชา ข้อความประชาสัมพันธ์ของคอนเสิร์ตดังกล่าวในปี 2561 ระบุว่า "จัดมาแล้ว 3 ปี"

ในทางกลับกัน VannDa แร็ปเปอร์กัมพูชาผู้แสดงสดระหว่างพิธีปิดโอลิมปิกฤดูร้อนที่ประเทศฝรั่งเศส 2567 มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศไทยผ่านผลงานเพลง Sangkran Magic (มนต์สเน่ห์สงกรานต์) ต่อมาได้มีการร่วมงานกับศิลปินแร็ปไทยก่อนจะเกิดการประชันฝีปากอันเนื่องมาจากการปะทะบริเวณชายแดน 24 ก.ค. 68

Closing Ceremony - Olympic Games Paris 2024: Day 16
1PARIS, FRANCE - AUGUST 11: VannDa performs during the Closing Ceremony of the Olympic Games Paris 2024 at Stade de France on August 11, 2024 in Paris, France. (Photo by Xavier Laine/Getty Images)

ที่มาของภาพ, Xavier Laine/Getty Images

คำบรรยายภาพ, VannDa ในการแสดงในพิธีปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนประเทศฝรั่งเศส ปี 2567 ก่อนที่เพลงของเขาจะเป็นไวรัลในกลุ่มผู้ใช้ติ๊กตอกไทย

ผศ.ดร.ขจร อธิบายว่า ความนิยมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกตลาดมากกว่าการเมือง สะท้อนให้เห็นว่าดนตรีเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ได้ทั้งในทางสร้างสรรค์และทำลาย ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ใช้

"ดนตรีก็เหมือนไม้ท่อนหนึ่ง จะใช้ตากผ้าหรือใช้ตีหัวก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้จะเลือกใช้อย่างไร" เขากล่าว

ขณะเดียวกัน นักวิชาการจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตือนว่า "แม้ดนตรีจะปลอบประโลมใจได้ แต่ก็เปรียบเสมือนยาแก้ปวดที่บรรเทาอาการชั่วคราว ไม่สามารถรักษาสาเหตุลึก ๆ ได้"

ผศ.ดร.ขจร ยกตัวอย่างอคติที่ฝังลึกในความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า "คนไทยบางส่วนยังมองชาวกัมพูชาในฐานะลูกหลานพระยาละแวก ขณะที่ชาวกัมพูชาบางส่วนยังมองคนไทยว่าเป็นผู้แย่งชิงดินแดนไป"

เขากล่าวว่า "สิ่งที่น่าคิดคือ ต่อไปเราจะสามารถกลับไปพูดคุยกับชาวกัมพูชาได้เหมือนเดิมหรือไม่ เหมือนในยุคที่มีความร่วมมือระหว่างชาติ"

ผศ.ดร.ขจร ยกตัวอย่างความร่วมมือในวงการดนตรี โดยระบุว่า "แร็ปเปอร์ไทยและกัมพูชาเคยร่วมงานกัน เช่น VannDa เคยฟีเจอริ่งกับศิลปินไทย แต่หลังจากเกิดความขัดแย้ง การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย"