5 เดือนผ่านไป ดิจิทัลวอลเล็ตรัฐบาลเศรษฐา กลายพันธุ์ไปอย่างไรบ้าง

ที่มาของภาพ, thai news pix
รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน เปิดแถลงข่าวความชัดเจนโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ว่าจะถึงมือประชาชน 50 ล้านคน ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ด้วยแหล่งที่มางบประมาณ 3 แหล่ง โดยประชาชนจะใช้จ่ายเงินดิจิทัลผ่านช่องทาง "ซูเปอร์แอปฯ" ที่รัฐบาลจัดทำขึ้นใหม่
"รัฐบาลได้ใช้ความพยายามสูงสุดฟันฝ่าอุปสรรคและข้อจำกัดทั้งหลาย จนวันนี้ได้มาถึงวันที่รัฐบาลสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน" นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวในการแถลงข่าววันนี้ (10 เม.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังนั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ครั้งที่ 3/2567
นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า การดำเนินการในโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นไปตามตัวบทกฎหมายที่เกียวข้องทุกประการ และอยู่ในกรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด พร้อมยืนยันถึงความคุ้มค่าของการดำเนินการโครงการ ด้วยการให้สิทธิแก่ประชาชนจำนวน 50 ล้านคน ในวงเงิน 500,000 ล้านบาท อันเป็นการเติมเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเกิดการขยายตัว 1.2-1.6% โดยรัฐบาลจะได้รับผลตอบแทนคืนมา ในรูปแบบของภาษี และการวางรากฐานทางดิจิทัลของประเทศ
นายเศรษฐา กล่าวว่า จะเปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมลงทะเบียนในไตรมาส 3 ของปี 2567 และเงินจะส่งตรงถึงมือประชาชนในไตรมาส 4 ปีนี้
สำหรับโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตมีมติเห็นชอบวันนี้ จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือน เม.ย. นี้

ที่มาของภาพ, thai news pix
นายเศรษฐา กล่าวยอมรับว่า เรื่องของระยะเวลาในการเริ่มโครงการ ผิดไปจากความตั้งใจแรก จากเดิมที่คาดว่าสามารถเริ่มต้นได้ในช่วงต้นปี 2567 แต่เห็นว่าความล่าช้าเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะต้องฟังข้อแนะนำและข้อเสนอแนะของทุกภาคส่วน
นายกฯ ยังตอบคำถามเกี่ยวกับการที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตในนัดนี้ด้วยว่า ไม่น่าจะมีประเด็นทางกฎหมาย เนื่องจากมีการส่งตัวแทนมา พร้อมยืนยันว่ามติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
"มีอีกหลายท่านที่ไม่ได้มา ก็ไม่ได้เป็นอะไร ท่านบอกว่าติดภารกิจ ก็รับทราบ ยืนยันว่าชอบธรรมถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมีการส่งตัวแทนมา" นายเศรษฐากล่าว
แหล่งเงินที่ใช้ดำเนินการ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงรายละเอียดของแหล่งเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายว่า วงเงิน 500,000 ล้านบาท สามารถบริหารจัดการผ่านกระบวนการงบประมาณได้ทั้งหมด โดยเป็นการจัดงบประมาณปี 67 และปี 68 ควบคู่กันไป โดยปลัดกระทรวงการคลัง ได้แจกแจงที่มาดังนี้
- เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 จำนวน 152,700 ล้านบาท ซึ่งมีการขยายกรอบวงเงินไว้
- การดำเนินโครงการผ่านหน่วยงานของรัฐ จำนวน 172,300 ล้านบาท ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายให้กลุ่มประชาชนที่เป็นเกษตรกร จำนวน 17 ล้านคนเศษ โดยใช้ปีงบประมาณ 2568 ผ่านกลไกมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง 2561
- เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จำนวน 175,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากการบริหารจัดการของรัฐบาล โดยอาจรวมถึงงบกลางด้วย
ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในส่วนของแหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 นั้น มีเวลาให้รัฐบาลพิจารณาว่า รายการใช้จ่ายใดสามารถปรับเปลี่ยนได้ รวมทั้งงบกลางที่อาจจะมีการใช้เพิ่มเติม หากไม่เพียงพอ พร้อมยืนยันว่าแหล่งเงินทั้งหมดรวม 500,000 ล้านบาท เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง กฎหมายงบประมาณ และ พ.ร.บ.เงินตรา ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยมีข้อกังวล
"ณ วันที่เริ่มโครงการปลายปีจะมีเงิน 5 แสนล้านบาทอยู่ทั้งก้อน ไม่ได้มีการใช้เงินสกุลอื่น หรือใช้มาตรการอื่นแทนเงิน ยืนยันว่ามีเงิน 5 แสนล้านบาท ในวันเริ่มต้นโครงการ" ปลัดกระทรวงการคลังระบุ
หลักเกณฑ์ของโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ตั้งแต่ช่วงการหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 ของพรรคเพื่อไทย แจ้งที่มาของแหล่งเงินว่าจะมาจากการจัดเก็บภาษีในปี 2567 การบริหารจัดการงบประมาณและสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน รวมวงเงินงบประมาณ 560,000 ล้านบาท
ทว่านับตั้งแต่รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน เข้าปฏิบัติหน้าที่ นอกจากการแถลงหลักเกณฑ์ของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเป็นทางการในเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ยังปรากฏการให้ข่าวสาร และการให้ข้อเสนอแนะ-ข้อสังเกตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายวาระ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คณะกรรมการกฤษฎีกา รวมไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ที่มาของภาพ, thai news pix
เทียบเกณฑ์เดิม 10 พ.ย. 2566 vs คำประกาศหลักเกณฑ์ใหม่
ในการแถลงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ต่าง ๆ บีบีซีไทยขอสรุปคำแถลงข่าวจากคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตวันที่ 10 เม.ย. 2567 เปรียบเทียบกับคำประกาศหลักเกณฑ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2566 ดังนี้
1. วงเงินที่ใช้ดำเนินการ
เดิม: วงเงิน 500,000 ล้านบาท และอีก 100,000 ล้านบาท ใช้ในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ
ใหม่: วงเงิน 500,000 ล้านบาท
2. แหล่งเงินที่ใช้ดำเนินการ
เดิม: ออก พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท
ใหม่: แหล่งที่มา 3 แหล่ง
- ขยายกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 จำนวน 152,700 ล้านบาท
- ให้ ธกส. ดำเนินโครงการดูแลกลุ่มเกษตรกร 172,300 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะรับภาระใช้คืนงบประมาณในภายหลัง
- บริหารจัดการเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จำนวน 175,000 ล้านบาท (ส่วนหนึ่งมาจากงบกลาง)
3. แพลตฟอร์ม
เดิม: แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง"
ใหม่: จัดทำ "ซูเปอร์แอปฯ" ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สามารถใช้กับธนาคารอื่นได้
4. ผู้ได้รับอานิสงส์
เดิม: คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาท/เดือน มีเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รวม 50 ล้านคน
ใหม่: คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้พึงประเมินไม่เกิน 840,000 ต่อปีภาษี และมีเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รวม 50 ล้านคน
5. รัศมีการใช้จ่าย
เดิม: ภายในอำเภอ ตามที่อยู่ในบัตรประชาชน
ใหม่: ประชาชนใช้จ่ายกับร้านค้าได้ในระดับอำเภอ ส่วนการใช้จ่ายระหว่างร้านค้า ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเชิงพื้นที่
6. ระยะเวลาในการใช้จ่าย
เดิม: 6 เดือนหลังจากเริ่มโครงการ และเงินที่ถูกใช้และเข้าไปอยู่ในระบบแล้ว จะสามารถใช้จับจ่ายต่อได้จนถึงเดือน เม.ย. 2570
ใหม่: ไม่ระบุ
7. วันเริ่มโครงการ
เดิม: เดือน พ.ค. 2567
ใหม่: ไตรมาส 4 ปี 2567
8. เงื่อนไขการใช้จ่าย
เดิม: ซื้อสินค้าได้ทุกประเภท แต่ไม่สามารถใช้กับบริการ, ซื้อสินค้าออนไลน์, ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ กัญชา กระท่อม, ซื้อบัตรกํานัล บัตรเงินสด ทองคํา เพชร พลอย อัญมณี, ชำระหนี้, จ่ายค่าเล่าเรียน, จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันและก๊าซ และไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้
ใหม่: ซื้อสินค้าได้ทุกประเภท ยกเว้นสินค้าอบายมุข, สินค้าบริการ, น้ำมันเชื้อเพลิง และการซื้อสินค้าทางออนไลน์ และสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์จะกำหนดในระยะเวลาต่อไป
9. เงื่อนไขของร้านค้า
เดิม: ใช้ได้กับทุกร้านค้า ไม่จํากัดแต่ร้านที่อยู่ในระบบภาษี ร้านค้ารถเข็น ร้านโชว์ห่วย ร้านค้าที่อยู่บนแอปฯ เป๋าตัง ใช้ได้หมด แต่ต้องมีการลงทะเบียนรับสิทธิ และร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเท่านั้นที่จะขึ้นเงินได้
ใหม่: สามารถใช้ได้ที่ร้านค้าปลีกทุกประเภท ทั้งร้านสะดวกซื้อแบบสแตนด์อะโลนและในสถานีบริการน้ำมัน โดยไม่สามารถใช้ได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ และห้างค้าส่งขนาดใหญ่
ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นร้านที่อยู่ในระบบภาษี 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เฉพาะผู้ประเมินรายได้พึงประเมินที่ประกอบอาชีพค้าขาย
เงื่อนไขการขึ้นเงินของร้านค้า ร้านค้าไม่สามารถถอนเงินสดทันทีได้หลังจากค้าขาย แต่จะถอนได้ตั้งแต่รอบที่ 2 เป็นต้นไป เพื่อลดความเสี่ยงของการทุจริต และเพิ่มผลที่จะเกิดกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
การใช้ระหว่างร้านค้า ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเชิงพื้นที่ และขนาดของร้านค้าที่มีการแลกเปลี่ยน

ที่มาของภาพ, thai news pix
ย้ำสภาพคล่อง ธ.ก.ส. เพียงพอ
ส่วนประเด็นการดำเนินโครงการผ่านหน่วยงานรัฐ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การใช้เงินของ ธ.ก.ส. ในปีงบประมาณปี 2568 มีการตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของ ธ.ก.ส. แล้วสามารถทำได้ และสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. มีเพียงพอ ซึ่งจะต้องรอให้รายละเอียดของงบประมาณปี 2568 ออกมาก่อน
ส่วนการใช้คืนให้กับ ธ.ก.ส. เป็นกระบวนการทางงบประมาณที่รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณใช้คืนธนาคารของรัฐเป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามความเหมาะสมของงบประมาณในแต่ละปี
เปลี่ยนเกณฑ์เป็น 8.4 แสนบาทต่อปี เพื่อให้สอดคล้องสรรพากร
ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงเหตุผลการเปลี่ยนเกณฑ์รายได้จาก 70,000 บาทต่อเดือน เป็น 840,000 บาทต่อปี ว่าเพื่อให้สอดคล้องกับการประเมินของกรมสรรพากรเท่านั้น
รมช.คลังกล่าวด้วยว่า ตัวเลขที่ระบุว่าจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 1.2-1.6% นั้นตกกับปี 2568 เป็นหลัก พร้อมยืนยันว่า โครงการจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี ไปถึงเป้า 5% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้า
ส่วนการกำหนดให้ร้านค้ามีการใช้จ่าย 2 รอบเป็นอย่างต่ำ จึงจะสามารถถอนเงินได้ นายจุลพันธ์อธิบายว่า เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันและเพื่อให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจตามจุดประสงค์ของการดำเนินโครงการ โดยยกตัวอย่างการใช้จ่ายของประชาชนในรอบแรกที่จ่ายให้กับร้านค้า ร้านค้าจะถอนเงินไม่ได้ทันที แต่จะต้องนำเงินไปซื้อของจากร้านค้าอื่นอีกรอบ จึงจะสามารถขึ้นเงินได้











