ป.ป.ช. ย้ำเฝ้าระวังการทุจริตในนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต หลังยื่นข้อเสนอแนะ 8 ข้อต่อรัฐบาล

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ย้ำข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ 8 ข้อต่อนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าเป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อประชาชน ยืนยันยังเฝ้าระวังการทุจริต แต่ไม่มีอำนาจระงับยับยั้งโครงการ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้า
ความไม่แน่นอนของนโยบายเรือธงอย่างโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของคณะรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ยังเป็นคำถามของสังคม ขณะเดียวกัน นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกผู้สื่อข่าวว่า ให้รอฟังคำแถลงของ ป.ป.ช. เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรับฟัง
โดยในช่วงบ่ายของวันนี้ (7 ก.พ.) นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ออกมาแถลงข่าวเรื่อง ความคืบหน้าเรื่องข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลกรณีการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต
เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญต่อนโยบายดังกล่าว เนื่องจากสื่อมวลชนรายงานข่าวตั้งแต่เริ่มต้น และยังมีผู้ร้องเรียนเข้ามายัง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ จึงทำให้ ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าว
โดยสาระสำคัญของการแถลงข่าวในวันนี้ของนายนิวัติไชย ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ประกอบด้วย การชี้แจงเหตุผลของการเข้ามามีส่วนร่วมกับนโยบายดังกล่าวของ ป.ป.ช. ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ 8 ประการ และข้อกังวลต่อโครงการดังกล่าวในฐานะประชาชน
ล่าสุด นายเศรษฐา ระบุว่า ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ และพร้อมจะน้อมรับคำแนะนำดังกล่าวของ ป.ป.ช. เพื่อปิดช่องการทุจริตในโครงการนี้
เหตุใด ป.ป.ช. เข้ามาเกี่ยวข้องกับ "ดิจิทัลวอลเล็ต"
นายนิวัติไชย อธิบายว่า ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ในมาตรา 32 ซึ่งระบุไว้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจในการเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการในการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือการวางแผนงานโครงการในส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐเพื่อปกป้องและปราบปรามการทุจริต การกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ด้านยุติธรรม ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายเกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณค่อนข้างสูง และอาจจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนที่อาจจะสร้างภาระการเงินการคลังในระยะยาวได้

ที่มาของภาพ, Youtube/ ป.ป.ช.
ดังนั้น จึงทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลในการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อศึกษาถึงรายละเอียด ผลกระทบ ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว โดยได้มีการศึกษาข้อมูลข้อเท็จจริงจากเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับนโยบายของทางรัฐบาลกรณีดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานราชการ หน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลด้วย
จากการศึกษาพบว่ามีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณา 4 ประเด็นหลัก
1. ความเสี่ยงต่อการทุจริต เช่น ความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย ความเสี่ยงจากการทุจริตต่อกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับเงินจากโครงการ
2. ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและภาระทางการเงินการคลังในอนาคต และในกรณีที่มีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือประชาชนภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ
3. ความเสี่ยงทางด้านกฎหมาย การดำเนินการภายใต้แนวนโยบายดังกล่าว รัฐบาลควรตระหนักและใช้ความระมัดระวังอย่างเคร่งครัดและรอบคอบภายในบทบัญญัติของกฎหมายที่ได้ให้อำนาจไว้ รวมทั้งแนวปฏิบัติที่ชัดเจน โปร่งใส ปราศจากการทุจริตและประพฤติมิชอบ อาทิ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560, พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังภาครัฐ พ.ศ. 2561, พระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ.2491 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 ตลอดจนกฏหมายและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
4. ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เทคโนโลยีบล็อกเชน และประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง
บทสรุป 8 ข้อเสนอะแนะจาก ป.ป.ช. ถึง รัฐบาลเศรษฐา
ในการประชุมของคณะกรรมการฯ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรมีข้อเสนอแนะต่อนโยบายดังกล่าวนี้ ต่อคณะรัฐมนตรีสำหรับการพิจารณาเพื่อป้องกันการทุจริต หรือความเสียหายต่อประโยชน์ของรัฐหรือประชาชน โดยมีข้อเสนอแนะ 8 ข้อดังนี้
1. รัฐบาลต้องวิเคราะห์ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมว่าผู้ได้รับผลประโยชน์จะไม่ตกแก่พรรคการเมือง บุคคล หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพกว่ารายย่อย และบุคคลที่ไม่ใช่คนจนหรือกลุ่มเปราะบาง
2. การหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 กับการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566 เกี่ยวกับโครงการดังกล่าวนั้น มีความแตกต่างกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรดำเนินการตรวจสอบว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือไม่ มิฉะนั้น จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับพรรคการเมืองว่า ไม่ว่าจะหาเสียงไว้อย่างไร เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามที่ได้หาเสียงไว้ก็ได้
3. การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายของรัฐบาลต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ผลกระทบ และภาระทางการเงินการคลังในอนาคต ซึ่งโครงการนี้มีผลเสียมากกว่าผลดี การต้องกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ในขณะที่ตัวทวีคูณทางการคลังมีเพียง 0.4 เป็นการสร้างภาระหนี้แก่รัฐบาลและประชาชนในระยะยาว ซึ่งจะต้องตั้งงบประมาณในการชำระหนี้จำนวนนี้เป็นระยะเวลา 4-5 ปี กระทบต่อตัวเลขการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
4. คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างรอบคอบ ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ในมาตรา 172, พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง, พ.ร.บ.เงินคงคลัง ตลอดจนกฎหมาย คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
5. คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรประเมินความเสี่ยงในการดำเนินโครงการอย่างรอบด้าน ด้วยการกำหนดแนวทางมาตรการบริหารความเสี่ยง ป้องกันการทุจริต ตลอดจนมีกระบวนการตรวจสอบก่อน-ระหว่าง-หลังโครงการ
6. ในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตนั้น ต้องใช้ระยะเวลาและงบประมาณมาใช้เพื่อทดสอบระบบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการแจกเงินครั้งเดียวและให้ใช้ภายใน 6 เดือน
7. ข้อมูลภาวะเศรษฐกิจของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้ทำการศึกษา และตัวทวีคูณทางการคลัง รวมถึงตัวบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มีความเห็นตรงกันว่า ในช่วงเวลาที่ศึกษาอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ เพียงแต่ชะลอตัวเท่านั้น
ดังนั้น ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น การกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน, การกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุนของภาครัฐ และการเพิ่มทักษะแก่แรงงาน เป็นต้น
การดำเนินนโยบายที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่เข้าขั้นวิกฤต ควรพิจารณากลุ่มประชาชนเป้าหมายที่เปราะบางที่สุดที่ต้องการความช่วยเหลือตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี 2561 อาทิ กลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน
8. หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลควรช่วยเหลือประชาชนกลุ่มที่มีฐานะยากจนที่เปราะบาง ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้น โดยใช้งบประมาณปกติ
ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวได้มีการลงนามโดยประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว และจะส่งให้กับคณะรัฐมนตรี เพื่อนำไปใช้พิจารณาประกอบการดำเนินการโครงการดังกล่าวต่อไป
ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะดังกล่าวได้รับการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนจาก (ร่าง) ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล กรณีการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet" ที่ระบุร่างฉบับแก้ไขเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2567 ความยาว 117 หน้า ซึ่งสื่อมวลชนได้รายงานไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา
ป.ป.ช. ยังคงเฝ้าระวังโครงการต่อไป แม้จะไม่มีอำนาจยับยั้ง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เลขาธิการ ป.ป.ช. ย้ำว่าเป็นเพียงข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ และต้องการให้ประชาชนรับทราบเท่านั้น
"ทุกอย่างทำต้องมีเหตุผล มีข้อเท็จจริงประกอบกัน ตอบสังคมได้ ผมคิดว่าประชาชนมีเหตุมีผลเพียงพอที่จะใช้วิจารณญาณคิดว่าอะไรควรไม่ควร" นายนิวัติไชย กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขายังแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจจะมีต่อประชาชนในอนาคต เนื่องจากหากพิจารณาว่า เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยง สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือประชาชน
"ประชาชนอาจจะได้ 10,000 บาท แต่อีกหน่อยอาจถูกจัดเก็บภาษี จัดเก็บค่าน้ำค่าไฟ หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อนำไปชำระหนี้ ซึ่งอาจจะมากกว่า 10,000 บาทก็ได้ ประชาชนบางคนอาจจะบอกว่า ไม่เอา บางคนอาจจะเอา ก็แล้วแต่ความต้องการ แต่ก็แล้วแต่การดำเนินการของรัฐบาลต่อไป... ผมกังวลว่า ผมจะเป็นลูกหนี้ร่วมก็เท่านั้นเอง" นายนิวัติไชย กล่าวตอบสื่อมวลชนเมื่อถูกสอบถามถึงความกังวลต่อนโยบายดังกล่าว










