เรารู้อะไรแล้วบ้าง หลังพบว่า เงินกองทุนประกันวินาศภัยแทบหมดเกลี้ยง

A woman leaves a bank with documents as people beat the deadline for the last day of payment for private medical insurance coverage for COVID-19 coronavirus illness and death, in Bangkok on March 19, 2020.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

กองทุนประกันวินาศภัยกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในวงการสื่อเศรษฐกิจอีกครั้งเมื่อปลายเดือนที่แล้ว หลังกองทุนออกประกาศคำชี้แจง เรื่องการปรับเปลี่ยนรอบการขออนุมัติการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ฯ จนสื่อเศรษฐกิจต่างรายงานอ้างอิงคำสัมภาษณ์ของ นายชนะพล มหาวงษ์ ผู้จัดการกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) ที่กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนฯ เหลือเงินเพียง 3-4 ล้านบาทเท่านั้น และต้องเลื่อนการจ่ายหนี้คืนให้ประชาชนออกไปจนกว่าจะหาเงินมาเพิ่มเติมได้

ในคำชี้แจงดังกล่าว กองทุนฯ ชี้ถึงเหตุการเป็นหนี้ฉับพลันจากบริษัทที่ล้มลงในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมแจกแจงว่า นับตั้งแต่ปี 2566 จนถึงเดือน ก.พ. 2567 กองทุนฯ จ่ายเงินให้เจ้าหนี้เฉลี่ยเดือนละ 350 - 400 ล้านบาท คิดเป็น 7,000 - 8,000 กรมธรรม์ต่อเดือน

เกิดอะไรขึ้นบ้าง เกี่ยวกับธุรกิจนี้และกองทุนประกันวินาศภัย บีบีซีไทยประมวลข้อมูลมาอธิบาย ดังนี้

เมื่อย้อนกลับไปดูรายงานงบการเงินของกองทุนประกันวินาศภัยที่เผยแพร่เป็นสาธารณะ บีบีซีไทยพบว่า รายงานล่าสุดเป็นของ สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2565 ซึ่งระบุว่า มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 6,091 ล้านบาท โดยมีตัวเลขเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพียง 1,869 ล้านบาท

นับตั้งแต่ปี 2551 มีบริษัทประกันภัยที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยรวม 14 บริษัท ในจำนวนนี้มี 4 บริษัทสำคัญที่ปิดตัวลงอันเป็นผลจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 อย่าง ได้แก่

  • บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เดอะ วัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด (มหาชน)

โดยบริษัทดังกล่าวถูกเพิกถอนใบอนุญาตในปี 2565 กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้กองทุนประกันวินาศภัยมีหนี้สินเพิ่มขึ้นถึง 60,000 ล้านบาท โดยมีเจ้าหนี้รวมเกือบ 700,000 ราย

Billionaire Charoen Sirivadhanabhakdi, chairman of Thai Beverage Pcl, applauds during a charity event in Bangkok, Thailand, on Wednesday, Oct. 15, 2014.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการ บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

ข้อมูลจากที่ประชุมรับฟังความคิดเห็น กรณีการแก้ปัญหาเชิงระบบของการประกันภัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และการจ่ายเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยล่าช้า พบว่า ในช่วงปี 2563 - 2565 มีการขายกรมธรรม์ประกันภัยโควิดรวม 50 ล้านฉบับ ภายใต้รูปแบบที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “เจอ-จ่าย-จบ”

ข้อมูลล่าสุด พบว่า จากบริษัทที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตทั้งหมด 14 ราย กองทุนประกันวินาศภัยชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 3 บริษัท ยังเหลืออีก 7 บริษัทที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ขณะที่อีก 4 บริษัท อยู่ระหว่างการชำระบัญชีของบุคคลภายนอกและรอการนำส่งมาให้กองทุนประกันวินาศภัยชำระหนี้ต่อไป

ตัวเลขล่าสุดในเดือน มี.ค. 2567 ได้มีการรับรองมูลหนี้รอการจ่ายเงินทั้งสิ้นในเดือน มี.ค. จำนวน 4,777 คำขอ คิดเป็นจำนวน 6,368 กรมธรรม์ คิดเป็นยอดมูลหนี้รอการจ่ายเงินของ 4 บริษัทที่ล้มลงในช่วงโรคโควิดระบาด ทั้งสิ้น 7,298 ล้านบาท

รัฐบาลมีแนวทางช่วยล้างหนี้อย่างไร

ความพยายามส่งเสียงให้ภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยกองทุนฯ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ วันนี้ตอนที่กองทุนฯ ขาดสภาพคล่องอย่างสาหัส แต่ปะทุมาจริง ๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2564 ตอนที่มียอดผู้ป่วยโควิดที่ติดเชื้อหรือเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว จนบริษัทประกันฯ ขาดสภาพคล่อง และต้องปิดตัวไปหลายราย

ช่วงปลายปี 2565 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนักว่า กำลังมีการศึกษาเรื่องความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในการร่วมแก้ปัญหาให้กับกองทุนฯ ซึ่งมีทั้งการเพิ่มยอดเงินส่งสมทบจากบริษัทประกันฯ สองทางคือ 1. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ 2. กองทุนประกันวินาศภัย โดยให้เปลี่ยนไปส่งเงินสมทบให้กับกองทุนทั้งหมดแทนระยะหนึ่งเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงแนวทางอีกประการ คือการนำเงินสะสมส่วนหนึ่งของ คปภ. ออกมาปล่อยกู้ให้กับกองทุนประกันวินาศภัย โดยไม่คิดดอกเบี้ย และแนวทางสุดท้าย คือหลังจากเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของกองทุนฯ ได้แล้ว ก็ให้กองทุนฯ กู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินแทน

จากปลายปี 2565 สู่ปลายปี 2566 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังอย่าง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ออกมาประกาศว่า จะมีการหารือถึงแนวทางแก้ไขธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยอีกครั้ง กับนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งนั่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังด้วย

โดยพูดถึงแนวทางช่วยเหลือเรื่องการปรับเพิ่มเงินทุนสมทบจาก 0.5% เป็น 2.50% ซึ่งยังไม่มีการหารือและการหาเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอีกราว 3,000 - 4,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนฯ ต่อมาฝั่งกองทุนฯ ชี้ว่าได้มีการยื่นแผนขอบรรจุวงเงินในแผนบริหารหนี้สาธารณะในวงเงิน 3,000 ล้านบาท ต่อสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติ การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 1 และรับทราบตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับบริหารหนี้สาธารณะเสนอ แผนดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และกองทุนประกันวินาศภัยยังได้มีหนังสือถึงสำนักงบประมาณ เพื่อดำเนินการขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามมาตรา 80 (11) เพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี เม็ดเงินเหล่านี้ล้วนยังไม่เพียงพอต่อการจัดการหนี้สินหลายหมื่นล้านบาทให้เสร็จสิ้นได้ ผู้จัดการกองทุนประกันวินาศภัย กล่าวว่า หากจัดเก็บเงินสมทบที่ระดับ 0.5% อาจ “ต้องใช้เวลา 40-50 ปี ในการจ่ายคืนสินไหมทั้งหมด”

มากไปกว่านั้นคือ ทางเลือกเรื่องการไปกู้ธนาคารพาณิชย์ก็จะติดเรื่องการมีหนี้มูลค่ามหาศาลเมื่อเทียบกับความสามารถในการหารายได้ซึ่งไม่สมดุล นอกจากนี้ หากทางกองทุนฯ จะออกพันธบัตรเพื่อระดมทุน ก็ยังติดปัญหาเรื่องต้องแก้กฎเกณฑ์ให้บริษัทประกันภัยที่ซื้อพันธบัตรไป สามารถใช้พันธบัตรดังกล่าวมาเป็นทุนสำรองได้

ทั้งนี้ นอกจากมติของ ครม. ที่ออกมาเมื่อวันที่ 13 ก.พ. บีบีซีไทยยังไม่พบว่า มีประกาศใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมผ่านกระทรวงการคลัง

People sit and wait up to receive the COVID-19 vaccine booster vaccine at a vaccination center inside a stadium in Bangkok, Thailand, 03 December 2022.

ที่มาของภาพ, Getty Images

แกะโครงสร้างอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย

A visitor is inspecting the MINI Cooper Countryman Highlands Edition car on display at the 45th Bangkok International Motor Show in Nonthaburi Province, on the outskirts of Bangkok, Thailand, on March 30, 2024.

ที่มาของภาพ, Getty Images

แม้ปัญหาหนี้ที่กองทุนประกันประกันวินาศภัยต้องแบกอยู่นั้นเชื่อมโยงอยู่กับประกันที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างประกันโควิด เจอ-จ่าย-จบ

แต่จากตัวเลขในปี 2565 จากสมาคมประกันวินาศภัย พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้คือ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจสูงถึง 49% และประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ อีก 7% รองลงมาคือ ประกันภัยความเสี่ยงด้านทรัพย์สิน อุบัติเหตุ และสุขภาพ ที่มีสัดส่วน 12%, 11% และ 6% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากแนวโน้วทางธุรกิจแล้วจะพบว่า ทั้งการประกันภัยรถยนต์ยังคงมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการประกันภัยเบ็ดเตล็ด ที่มีส่วนการประกันภัยสุขภาพอยู่ด้วยก็มีแนวโน้มเติบโตเช่นกัน แม้ว่าจะมีประเด็นเกี่ยวกับการเรียกร้องสินไหมทดแทนจาการประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิดก็ตาม

ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ของธุรกิจสามอันดับแรกได้แก่ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ทิพยประกันภัย จํากัด (มหาชน) และ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จํากัด (มหาชน) โดยมียอดเบี้ยประกันรับโดยตรง (Direct Premium) ในปี 2565 สูงถึง 4.1 หมื่นล้านบาท, 3.22 หมื่นล้านบาท และ 2.49 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ยังมีสุขภาพทางการเงินเข้มแข็งดี

แต่ความกังวลก็ยังอยู่ที่ส่วนธุรกิจวินาศภัย จากรายงานประจำปีจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย ในปี 2565 พบว่า ธุรกิจประกันวินาศภัยไทยขาดทุนจากการรับประกันภัยสูงถึง 4.96 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีการขาดทุนจากการรับประกันภัยมูลค่า 8,609 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนประกันภัยเกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19

อย่างไรก็ตาม รายงานประมาณการการเติบโตของอุตสาหกรรมประกันโดยรวมของ GlobalData ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2023 ชี้ว่า ภายในปี 2027 อุตสาหกรรมประกันทั่วไปของไทยจะมีมูลค่าสูงขึ้นไปแตะตัวเลข 3.73 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นด้วยสัดส่วน 5.7% ต่อปี ตัวเลขมูลค่าของธุรกิจประกันภัยทั่วไปของไทยในปี 2023 อยู่ที่ 2.85 แสนล้านบาท โดยมีแรงส่งสำคัญจากฝั่งรถยนต์

หน้าที่ของกองทุนประกันวินาศภัยคืออะไร

ตลอดครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยทำประกันมากขึ้นตามข้อมูลสถิติเบี้ยประกันชีวิตและประกันวินาศภัย (ประกันอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากประกันชีวิต) ตั้งแต่ปี 2512 - 2565 พบว่า เบี้ยประกันชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 458 ล้านบาท เป็น 6.11 แสนล้านบาท (คิดเป็น 7,818 เท่า) และประกันวินาศภัย เพิ่มขึ้นจาก 78 ล้านบาท เป็น 2.74 แสนล้านบาท (คิดเป็น 599 เท่า)

เม็ดเงินเกือบเก้าแสนล้านบาทก้อนนี้เป็นของภาคประชาชนและเอกชนได้รับการปกป้องและคุ้มครองโดยรัฐบาลผ่านกฎหมายสองฉบับคือ พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 โดยกฎหมายทั้งสองฉบับมีการปรับปรุงอยู่หลายครั้ง

กฎหมายทั้งสองฉบับมีใจความเรื่องความมั่นคงและเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกันคือ การให้จัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อเป็นทุนในการใช้จ่ายในธุรกิจประกัน ทั้งสองกองทุนต่างมีกลไกการได้มาซึ่งเงินทุนเหมือนกันในช่วงต้นคือ หากผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจนพ้นอายุความแล้ว ให้บริษัทต่าง ๆ นำส่งเงินดังกล่าวเข้ากองทุน ก่อนจะมีเงื่อนไขเงินอื่น ๆ อาทิ เงินที่ได้จากการกู้ยืมหรือการออกตราสารทางการเงิน ไปจนถึงเงินสนับสนุนของรัฐบาล

ปัจจุบัน ทั้งกองทุนประกันชีวิตและกองทุนประกันวินาศภัยต่างมีอีกหน้าที่สำคัญคือ คุ้มครองประชาชนหรือภาคเอกชนที่ซื้อประกันในฐานะ “เจ้าหนี้” ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ ในกรณีที่บริษัทประกันถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

นี่คือ เหตุการณ์ปกติเวลาประชาชนซื้อประกันและบริษัทที่ขายประกันนั้นเกิดไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้และปิดตัวลง เงินช่วยเหลือจากกองทุนจะเข้ามาอุดช่องตรงนี้

จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับกองทุนประกันวินาศภัยในปัจจุบัน จึงทำให้มีข้อกังวลจากผู้ซื้อประกันว่า ภาครัฐจะดำเนินการอย่างไรกับภาวะที่เหลือเงินในกองทุนนี้ไม่มากนัก