มะเร็ง: "อายุ 26 หมอบอกให้ตัดมดลูก" สำรวจสาเหตุคนรุ่นใหม่เป็นมะเร็งกันมากขึ้น

Piyaluck Pantaeak

ที่มาของภาพ, Piyaluck Pantaeak

คำบรรยายภาพ, "อยากจะบอกว่าทุกคนควรไปตรวจภายใน รวมถึงตรวจมะเร็งในจุดต่าง ๆ ด้วย อย่าคิดว่าเราอายุยังน้อยคงไม่เป็นอะไร ดูเราเป็นตัวอย่าง เพราะเราก็แค่อายุ 26 เท่านั้น อาการก็ไม่มี อยู่ที่ดวงเท่านั้น ที่ไปตรวจเจอ" ลงเอยเขียนไว้ในโพสต์บนเฟซบุ๊กของเธอ
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

"ตอนนั้นอายุ 26 ปี ไม่ได้คิดอะไรเลย แค่อยากลองตรวจภายในดู" ปิยะลักษณ์ พันตาเอก หรือ ลงเอย ในวัย 30 ปี เริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเธอให้บีบีซีไทยฟัง

ณ วันที่ไปฟังผล ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่แพทย์ขอตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม เธอยังเดินทางไปโรงพยาบาลเพียงคนเพียว "เพราะคิดว่าไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว"

"พอเรารู้ผลจากปากหมอว่าเป็นนะ ว่าใช่นะ ช็อกเลย แต่ไม่ร้องไห้เลย ตอนที่ฟังหมอคือน้ำตาไหลไม่ออกเลยค่ะ คิดว่าไม่จริงหรอก"

Piyaluck Pantaeak

ที่มาของภาพ, Piyaluck Pantaeak

คำบรรยายภาพ, ลงเอยในวัย 30 ปี ที่รักษาโรคมะเร็งปาดมดลูกจน 'หาย' แล้ว

วันนั้น ลงเอยได้ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปากลดลูกระยะ 1 เกือบเข้าระยะที่ 2 ตามข้อมูลทางสาธารณสุขนั้น มะเร็งระยะที่หนึ่งมีลักษณะคือ ก้อนเนื้อหรือแผลมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่ลุกลาม หรือลุกลามอยู่เฉพาะในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต้นกำเนิดมะเร็ง ส่วนระยะที่สอง ก้อนเนื้อหรือแผลมีขนาดใหญ่ขึ้น การลุกลามมีไม่มากและอาจมีการลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองใกล้เนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่เป็นมะเร็ง

ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นปี 2567 สะท้อนว่าคนไทยป่วยเป็นมะเร็งรายใหม่ปีละกว่า 140,000 คน และเสียชีวิตราว 83,000 ราย ในจำนวนนั้น โรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย 5 อันดับแรกคือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเม็ดเลือดขาว ตามลำดับ

คนรุ่นใหม่เป็นมะเร็งมากขึ้นทั่วโลก

การศึกษาที่เพิ่งตีพิมพ์บนวารสาร BMJ Oncology เมื่อปี 2023 พบว่า อัตราการเกิดมะเร็งในผู้ใหญ่อายุต่ำกว่า 50 ปีทั่วโลกเพิ่มขึ้น 79% ระหว่างปี 1990 ถึง 2019 โดยจำนวนผู้เสียชีวิตจากมะเร็งในกลุ่มอายุเดียวกันเพิ่มขึ้น 28%

การศึกษานี้วิเคราะห์มะเร็ง 29 ประเภทใน 204 ประเทศ

ในทำนองเดียวกัน รายงานจาก The Lancet Public Health ระบุว่า อัตราการเกิดมะเร็ง 17 ชนิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในคนแต่ละรุ่นของชาวสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม "เจนเอ็กซ์" และ มิลเลเนียลหรือเจนวาย (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1965-1996)

ขณะเดียวกัน รายงานล่าสุดของ American Cancer Society (ACS) ระบุว่า อัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในหญิงผิวขาวที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เพิ่มขึ้นปีละ 1.4% เทียบกับ 0.7% ในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ระหว่างปี 2012 ถึง 2021

นอกจากนี้ รายงานของ BMJ Oncology ยังพบว่า มะเร็งประเภทอื่น ๆ เช่น มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็มีอัตราการเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาวเช่นกัน

ผ่าหน้าอก-ไม่ตัดเต้า-เสริมซิลิโคน ผลกระทบที่ไปไกลกว่าการรักษามะเร็ง

Alisa Deesirisathien

ที่มาของภาพ, Alisa Deesirisathien

คำบรรยายภาพ, ภาพของกิ๊กขณะเข้ารับการให้คีโมฯ ในปี 2565

อลิสา ดีสิริเสถียร หรือ กิ๊ก วัย 30 ปี คืออดีตผู้ป่วยมะเร็งอีกคน

เธอพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่สองในวัย 28 ปี แม้แพทย์เจ้าของเคสจะบอกกับเธอว่าก้อนเนื้อร้ายนี้สามารถผ่าตัดได้ "แต่ก็กลัวอยู่ดี คำว่ามะเร็งมันน่ากลัวอยู่แล้ว แล้วด้วยเราอายุแค่เท่านั้น เราเห็นข่าวมาเยอะก็ตกใจ"

กิ๊กเล่าว่าระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นรู้ว่าเป็นมะเร็งจนรักษาเสร็จใช้เวลารวมราวหนึ่งปีกว่า แต่สำหรับเธอ ในความโชคร้ายก็ยังพอมีความโชคดีอยู่บ้าง

ตอนนั้นเธอทำงานอยู่ในโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามแห่งหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในแพทย์ศัลยกรรมหน้าอกนั้น เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านมมาก่อน ก่อนที่จะหันมาสนใจด้านการเสริมหน้าอก

"เจ้านายเลยบอกว่าอย่างนั้นผ่ากับที่นี่ไหม เพราะมีหมอคนนี้อยู่ เหมือนช่วยเราในการผ่าตัด"

กรณีของเธอจึงเป็นการนำข้อมูลการรักษาเรื่องมะเร็งทั้งหมดจากโรงพยาบาลที่เธอรักษามะเร็ง มาให้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเสริมหน้าอกที่มีความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมอยู่แล้วเป็นผู้ผ่าให้ ส่วนการรักษามะเร็งตามขั้นตอนอื่น ๆ นั้นก็เป็นไปกับโรงพยาบาลเดิม

"เคสกิ๊กเลยเป็นการผ่าแบบคว้านเอาเนื้อข้างในออกหมด แต่เก็บหัวนมไว้ อารมณ์ประมาณว่าเราเอาเนื้อข้างในออกมาหมดเลย แต่เปลือกเรายังเอาไว้อยู่ แล้วก็เสริมซิลิโคนไปเลย"

สำหรับกิ๊กนั้น ในขั้นตอนการผ่าตัดครั้งแรก เธอถือว่าตัวเองโชคดีมากที่เธอมีโอกาสได้เก็บรูปของหน้าอกเอาไว้ ทว่าในเวลาต่อมา ระหว่างเข้ารับการให้คีโมและเธอเองก็ติดเชื้อโควิด-19 ในตอนนั้น ทำให้แผลผ่าตัดเกิดการติดเชื้อ สุดท้ายแพทย์เลยแนะนำให้เอาซิลิโคนออกมาก่อน

"จริง ๆ ก็ใส่กลับเข้าไปได้นะคะ แต่แค่กิ๊กไม่ได้ใส่เข้าไปแล้ว เพราะมันต้องดูแลตัวเอง กิ๊กก็ขี้เกียจ เลยปล่อยไว้อย่างนี้ อีกอย่างกิ๊กก็ไม่ได้ซีเรียสเรื่องที่หน้าอกมันจะหายไปข้างหนึ่งอยู่แล้วเท่าไหร่" เธอเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเต้านมทั้งแบบทั้งเต้าหรือบางส่วน ล้วนอาจต้องแบกรับผลกระทบเชิงลบทางจิตใจที่เกี่ยวข้องกับรูปร่างของพวกเธอ

กรณีมะเร็งเต้านมกับซิลิโคนนั้น ยังมีอีกเคสหนึ่งที่แพทย์เจ้าของไข้อย่าง นพ.อนิรุทธ์ นิรนาท หรือหมอหมู ศัลยแพทย์มะเร็งวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม และเป็นผู้ก่อตั้งเพจ 'หมอหมูสู้มะเร็ง' เล่าให้บีบีซีไทยฟัง

เขาเล่าว่าตนเองเคยรักษาเคสหนึ่ง เป็นผู้หญิงในวัยสามสิบ ซึ่งเท่าที่ซักประวัติยังไม่มีลูก ซึ่งเธอคลำเจอก้อนบริเวณหน้าอก หลังจากที่ไปผ่าตัดเสริมซิลิโคนมา

"ปกติแล้วคนที่เต้านมใหญ่ หรือก้อนอยู่ในจุดที่ลึก ๆ หน่อย แล้วเขาไม่ได้เอามือคลำเต้านม เขาจะไม่เจอ แค่เคสนี้เหมือนซิลิโคนมันดันขึ้นมาช่วย แล้วพอเสริมซิลิโคนมาเต้านมเขาค่อนข้างบาง เลยทำให้คลำได้ง่าย"

ในการรักษาที่ต้องมีการตัดชิ้นเนื้อร้ายออกนั้น นพ.อนิรุทธ์ ประเมินว่าการพยายามผ่าตัดโดยเก็บเต้านมเอาไว้ให้กับคนไข้น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

"ถ้าในอนาคตเขาจะมีแฟน ก็ไม่สูญเสียความมั่นใจอะไร ถ้าในอนาคตจะมีลูก เขาก็ยังมีเต้านมสองข้างไว้ให้นมลูก"

บีบีซีไทยสำรวจงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางจิตใจของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเต้านมบนวารสารทางวิชาการที่มีความน่าเชื่อถือและมีกระบวนการสอบทานงานวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ (peer-review) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2015, 2020, 2023 และ 2024 โดยพบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเต้านมทั้งแบบทั้งเต้าหรือบางส่วน ล้วนอาจต้องแบกรับผลกระทบเชิงลบทางจิตใจที่เกี่ยวข้องกับรูปร่างของพวกเธอ

"การตัดเต้านมมีผลกระทบอย่างมากต่อร่างกาย อารมณ์ และสังคมของผู้หญิงวัยหนุ่มสาวที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม" คือข้อความสรุปจากงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่เข้าไปสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่มีอายุระหว่าง 18-50 ปี จำนวน 10 คน ในประเทศซีเรีย ซึ่งผู้ป่วยต้องเผชิญกับความยากลำบากในเชิงโครงสร้างพื้นฐานหากพวกเธอต้องการเข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าอกหรือตกแต่งหน้าอกในภายหลัง

หมดโอกาสมีลูก แต่เหลือโอกาสมีชีวิต

กลับมาที่ ลงเอย ผู้ตรวจเจอมะเร็งปากมดลูกในวัย 26 ปี หลังจากที่เธอเริ่มทำใจได้และบอกสถานการณ์ที่เป็นอยู่กับครอบครัว รวมถึงแฟนที่คบมาเป็นเวลานาน กระบวนการรักษาก็เริ่มต้นขึ้น

นอกจากก้อนมะเร็งได้เข้าใกล้ระยะที่สองแล้ว แพทย์ยังบอกกับเธอว่า "เจอเชื้อดุ" ซึ่งหมายความว่าแม้ก้อนมะเร็งจะไม่ได้ใหญ่มาก และก็ถูกตัดออกไปพร้อมกับตอนที่คว้านปากมดลูกออกไปตรวจชิ้นเนื้อแล้ว "แต่คุณหมอเขาไม่ได้รับปากใด ๆ ทั้งสิ้น [ว่าทำแค่นั้นแล้วจะพอ] เขาจำเป็นที่จะต้องตัดทั้งมดลูกออกไปเลย" ร่วมกับการทำคีโมฯ

เธอเล่าให้บีบีซีฟังว่า ตอนแรกที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ถามแพทย์ว่าขอให้เธอมีลูกก่อนได้หรือไม่ แล้วค่อยมาตัดมดลูกทีหลัง เนื่องจากเธออยากมีลูก และก็คบกับแฟนคนนี้มานานแล้ว อย่างไรก็ดี เธอบอกว่าตัวเลือกนี้มีความเสี่ยง มีความเป็นไปได้ที่ท้องไปแล้วอาจมีข้อผิดพลาดตามมาจนต้องยุติการตั้งครรภ์

"เราก็ไม่กล้าเสี่ยง แล้วเราไม่รู้ด้วยว่าในระยะเวลาที่เราตั้งท้อง มะเร็งที่มันเติบโตอยู่ในตัวเรามันจะโตไปแค่ไหน ก็ตัดสินใจแล้ว คือผ่าตัด จบก็จบ"

เราถามเธอว่า เธอในวัยสาวที่อยากจะมีลูกและไม่เคยคิดเรื่องการเป็นมะเร็ง มองอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

"ถามว่าโชคดีหรือโชคร้าย อาจจะโชคดี เพราะเราเจอตั้งแต่แรก ๆ แต่เราก็จะแย่หน่อย เพราะยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ลูกจะมีก็ไม่ได้มี เพราะที่ตั้งใจไว้ ที่วางแผนเอาไว้ มันก็ไม่ได้"

การต่อสู้-ผลข้างเคียง-กำลังใจ

สำหรับลงเอย ตอนที่เธอเข้ารับการรักษาและต้องนอนพักที่โรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง เธอมักพบว่าเธอเป็นผู้ป่วยที่เด็กที่สุดในเคสผู้ป่วยมะเร็งในโรงพยาบาลที่เธอรักษาอยู่ และเมื่อเทียบกับผู้ป่วยคนอื่น ๆ ที่มีอาการข้างเคียงเช่นการอาเจียน แต่เธอกลับไม่เป็นเช่นนั้น

อาการแพ้ของเธอมาในรูปแบบอาการบวม ทั้งตัวบวม มือบวม และทุกครั้งที่มาเข้ารับคีโมฯ ซึ่งสำหรับเธอต้องนอนโรงพยาบาลราว 5 คืน น้ำหนักตัวเธอจะเพิ่มขึ้นถึง 2 กิโลกรัม ซึ่งแพทย์เจ้าของเคสบอกว่า เธอแพ้ยาคีโมฯ กับน้ำเหลืองที่ผสมกัน

ลงเอยเล่าต่อไปว่า อาการแพ้ไม่ใช่เรื่องที่เธอกลัวที่สุด แต่เป็น "หลังจากให้คีโมฯ เสร็จรอบแรก ผมเราค่อย ๆ ร่วง ตื่นมากองเต็มที่นอน ร่วงเต็มพื้น ตอนนั้นรู้สึกแย่มาก เครียดมาก ตัดสินใจโกนผม แม่เป็นคนโกนผมให้"

Piyaluck Pantaeak

ที่มาของภาพ, Piyaluck Pantaeak

คำบรรยายภาพ, ภาพของลงเอยระหว่างเข้ารับการรักษามะเร็ง เธอเล่าว่าตัวเองไม่ได้มีอาการแพ้แบบที่พบได้ทั่วไปเช่นการอาเจียน แต่มีอาการตัวบวม และผมร่วง

สำหรับกิ๊ก อาการผมร่วงเป็นสิ่งที่เธอต้องเผชิญเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี เธอไม่ได้มีอาการแพ้ใด ๆ และไม่อาเจียน

"จริง ๆ มันจะมีช่วงที่ท้อนะคะ ตอนที่ท้อที่สุดสำหรับกิ๊ก คือตอนให้คีโมฯ เราจะรู้สึกว่าร่างกายเราผิดปกติยังไงก็ไม่รู้ มันจะรู้สึกว่าไม่โอเค"

อย่างไรก็ดี ทั้งเธอและลงเอย ซึ่งพูดคุยกับบีบีซีไทยด้วยน้ำเสียงที่สดใสและเข้มแข็ง ต่างพูดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า สิ่งที่ทำให้พวกเธอสู้จนชนะมาได้คือความเข็มแข็ง กำลังใจ และครอบครอบ

"เหมือนมะเร็งมันแพ้ความสุข กิ๊กคิดอย่างนั้น เลยรู้สึกว่าจะเครียดไม่ได้ เรารู้สึกว่าเรายังอยากใช้ชีวิตต่อ เรายังไม่ได้อยากตายตอนนี้ แล้วเราจะมาหมดกำลังใจ ห่อเหี่ยวตัวเองทำไม" กิ๊กพูด

สำหรับลงเอย เธอบอกว่า "ถ้าสมมติว่าเราเข้มแข็งก่อน คนรอบข้างก็ไม่พลอยขวัญเสียไปด้วย คือเราตกใจช็อกแล้วก็จริง แต่มันก็ต้องใช้ชีวิตต่อ แล้วคนที่บ้านเขาก็เป็นคนเข้มแข็งกันมากด้วย เราก็คงได้ความเข้มแข็งจากพ่อแม่เรามา มันก็เลยสู้ได้ แล้วก็เป็นคนคิดบวกด้วย คือโรคนี้ที่สำคัญเลยว่าถ้าเราอ่อนแอ ยอมแพ้ กูแบบจะตาย อย่างนี้ มันอยู่ไม่ได้แน่ แต่พอเราแบบไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ดี มันทำให้ไม่เป็นอะไรเยอะ คือรักษาตามกระบวนการของเขา ใจสู้อย่างเดียวเลย"

เหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงเสี่ยงเป็นมะเร็งมากขึ้น ?

นพ.วิกรม เจนเนติสิน ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา จากโรงพยาบาลเมดพาร์ค และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก "หมอมะเร็งไทยแลนด์ หมอนาย" อธิบายกับบีบีซีไทยว่า โดยปกติแล้วมะเร็งมักเกิดจากปัจจัย 3 อย่างคือ 1. ปัจจัยภายใน จากความเปลี่ยนแปลงของยีนบางอย่างในตัวที่ทำให้คนไข้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าคนอื่น 2. ปัจจัยภายนอก เช่น สิ่งแวดล้อม พฤติกรรม อาหารการกิน อากาศ ความเครียด การออกกำลังกายน้อย เป็นต้น และ 3. ปัจจัยที่เรายังให้คำตอบไม่ได้

แม้ปราศจากตัวเลขสถิติการเป็นมะเร็งในคนรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการของฝั่งไทย แต่ นพ.วิกรม แบ่งปันประสบการณ์ว่า เขาเองในฐานะแพทย์ "เห็นว่าคนเริ่มเป็นอายุน้อยลงจริง ตรวจดูแล้วก็ไม่ได้มีปัจจัยภายใน"

เขาตั้งข้อสังเกตว่าที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเด็กสมัยใหม่ได้รับสิ่งกระตุ้นมาแต่เล็ก จึงสะสมปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์จากที่เป็นเซลล์ดีให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้

"เนื่องจากเรามีเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีนก่อมะเร็งมากขึ้นในปัจจุบัน และเจอเร็วขึ้น เมื่อก่อนมะเร็งเป็นโรคของการสูงอายุ ต้องอายุเยอะ ๆ แล้ว เซลล์มันถึงจะเปลี่ยนแปลงจากเซลล์ปกติไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ แต่ปัจจุบันเนื่องจากเรามีปัจจัยกระตุ้นมากขึ้นในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะอาหารการกิน ความเร่งรีบ หรือมลภาวะอากาศ หรือทุกอย่าง มันก็กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากยีนปกติไปเป็นยีนก่อมะเร็งได้มากขึ้น"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แฟรงก์ ฟริเซลล์ ศัลยแพทย์ด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนักในนิวซีแลนด์ เรียกร้องให้มีการวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของไมโครพลาสติกในมะเร็งลำไส้

ปัจจุบัน นักวิจัยทั่วโลกกำลังเร่งค้นหาสาเหตุว่าทำไมตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งในคนรุ่นใหม่จึงเพิ่มขึ้น

จนถึงขณะนี้ ปัจจัยด้านอาหาร เช่น การบริโภคเนื้อแดงและโซเดียมในปริมาณสูง และรับประทานผลไม้และนมน้อย รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์และการใช้ยาสูบ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ต้องสงสัย ตามรายงานของ BMJ Oncology และ The Lancet

องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุด้วยว่า โรคอ้วนมีความเชื่อมโยงอย่างมากกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็ง เนื่องจากก่อให้เกิดการอักเสบและความผิดปกติของฮอร์โมน

รายงานของ The Lancet ชี้ว่า ในสหรัฐฯ มะเร็ง 10 ใน 17 ชนิดที่พบเพิ่มขึ้นในคนวัยหนุ่มสาวมีความเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น มะเร็งไต รังไข่ ตับ ตับอ่อน และถุงน้ำดี

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ยังไม่สามารถอธิบายกรณีทั้งหมดได้

นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาปัจจัยอื่นที่อาจเป็นสาเหตุเพิ่มเติม บางคนให้เหตุผลว่าการได้รับแสงไฟจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือไฟถนนอย่างต่อเนื่อง อาจรบกวนระบบนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ รังไข่ และต่อมลูกหมาก

การศึกษาบางชิ้นยังระบุว่า การทำงานเป็นกะซึ่งต้องสัมผัสกับแสงในเวลากลางคืนเป็นเวลานาน อาจลดระดับเมลาโทนินและกระตุ้นการเติบโตของมะเร็ง

ในเดือน มิ.ย. 2023 ศัลยแพทย์ด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก แฟรงก์ ฟริเซลล์ ในนิวซีแลนด์ เรียกร้องให้มีการวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของไมโครพลาสติกในมะเร็งลำไส้ โดยเสนอว่ามันอาจทำลายชั้นเมือกป้องกันของลำไส้ใหญ่ ซึ่งเปรียบได้กับ "การเจาะรูเล็ก ๆ ในถุงยางอนามัย"

นักวิจัยบางคนเสนอว่าสารเติมแต่งในอาหารแปรรูปขั้นสูง เช่น อิมัลซิไฟเออร์และสีผสมอาหาร อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในลำไส้และความเสียหายต่อดีเอ็นเอ ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารเชื่อมโยงกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงมะเร็งเต้านมและมะเร็งเม็ดเลือด ตามรายงานของ American Association for Cancer Research

การใช้ยาปฏิชีวนะที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 45% ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจ เนื่องจากมันส่งผลต่อสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีเคยเสนอในรายงานปี 2019 ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะอาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งปอด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งตับอ่อน มะเร็งไต และมะเร็งเม็ดเลือดหลายชนิด

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "มนุษย์โดยรวมทั่วโลกกำลังสูงขึ้น... และมีความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างความสูงกับมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่"

แม้แต่ความสูงของผู้คนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละรุ่นก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งของอัตราการเกิดมะเร็งที่เพิ่มขึ้น มัลคอล์ม ดันล็อป ศาสตราจารย์ด้านศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักแห่งมหาวิทยาลัยเอดินบะระ สกอตแลนด์ และผู้ร่วมเขียนรายงาน BMJ Oncology ระบุว่า

"มนุษย์โดยรวมทั่วโลกกำลังสูงขึ้น... และมีความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างความสูงกับมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่" เขากล่าว โดยอธิบายว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากจำนวนเซลล์ที่มากขึ้น การได้รับฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ และพื้นที่ผิวของลำไส้ใหญ่ที่กว้างขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดการกลายพันธุ์

ดร.ดันล็อป ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมมะเร็งชั้นนำของโลก เชื่อว่ามะเร็งที่เกิดขึ้นในวัยหนุ่มสาวมาจากหลายปัจจัยที่รวมกัน มากกว่าจะเกิดจากสาเหตุเดียว และการระบุปัจจัยเหล่านี้เป็นเรื่องยาก

"ปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่ยังไม่เคยถูกทดสอบผ่านการทดลองแบบสุ่มที่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม" เขากล่าว

นอกจากนี้ เขายังระบุว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งในกลุ่มคนอายุน้อย "ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากความเสี่ยงโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ตาม"

ตามข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (National Cancer Institute) ระบุว่าประมาณ 80% ของผู้ป่วยมะเร็งได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป

"ไม่เคยสูบบุหรี่ แต่หมอบอกว่าปอดดำ"

Panisa Aemocha/BBC

ที่มาของภาพ, Panisa Aemocha/BBC

คำบรรยายภาพ, แนน คณิตา (สงวนนามสกุล) ได้รับของขวัญต้อนรับปีใหม่ 2025 เป็นคำเตือนจากแพทย์ที่ดูแลอาการเรื่องภาวะนอนไม่หลับของเธอว่า "ปอดดำรู้ตัวไหม"

บีบีซีไทยได้พูดคุยกับกรณีของหญิงสาวคนหนึ่งวัย 36 ปี ผู้ไม่เคยสูบบุหรี่ แต่กลับพบว่าปอดของเธออาจไม่ได้ "ปกติดี" แบบที่ตัวเองคิด

แนน คณิตา (สงวนนามสกุล) ได้รับของขวัญต้อนรับปีใหม่ 2025 เป็นคำเตือนจากแพทย์ที่ดูแลอาการเรื่องภาวะนอนไม่หลับของเธอว่า "ปอดดำรู้ตัวไหม"

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นง่าย ๆ จากการที่แนนไปเข้ารับการรักษาเรื่องอาการนอนไม่หลับอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นเธอก็ไปตามนัดของแพทย์เจ้าของเคสตามปกติ จนช่วงเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว เธอบอกแพทย์เพิ่มเติมไปว่าช่วงนี้เธอนอนได้ดีขึ้นเพราะเป็นไข้หวัดใหญ่

แนนยอมรับว่าตัวเองไม่เคยรู้ว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่นั้นอาจรุนแรงและลงไปอักเสบในปอดได้ เธอจึงไม่ได้ไปหาหมอและกินยารักษาตามอาการ วันนั้นแพทย์ที่ดูแลเรื่องอาการนอนไม่หลับของเธอจึงได้เขียนใบส่งตัวให้เธอเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งระหว่างรับการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่นั้นก็มีการเอกซเรย์ปอดของเธอสองครั้ง

เมื่อรักษาจนได้กลับบ้าน แนนก็ยังมาหาหมอเรื่องอาการนอนไม่หลับของเธออยู่ และเป็นแพทย์คนนี้ที่เตือนเธอเรื่องข้อสังเกตอาการปอดดำจาฟิลม์เอกซเรย์ของเธอ

แนนเล่าว่า ตอนแรกแพทย์คนดังกล่าวคิดว่าเธอสูบบุหรี่ จึงถามเธอไปเช่นนั้น แต่เธอตอบกลับไปว่าตัวเองไม่เคยสูบมาก่อน

แพทย์คนนั้นถามต่อมาว่าได้เอาตัวเองไปอยู่รอบ ๆ คนที่สูบบุหรี่บ้างไหม แนนตอบกลับไปว่า "ก็น่าจะอยู่ เพราะพ่อก็สูบ พี่ก็สูบ น้องก็สูบ ตอนอยู่บ้าน แต่แนนอยู่คอนโด แต่หลาย ๆ ครั้ง เวลาเรามีแขกรับเชิญมาคอนโด เขาก็สูบ หรือบางทีเราไปทำงานในกองถ่าย มัน 80% เลยที่พวกเขาสูบ หลายครั้งก็มีหน้าเซ็ต หลายครั้งก็ในสตูดิโอเลย หรือเป็นบุหรี่ไฟฟ้า"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ข้อมูลจากคณะมนตรียุโรปแห่งสหภาพยุโรป พบว่า ผู้ที่สูดควันบุหรี่มือสอง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 25-30% และเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นสูงสุด 16%

เธอถามแพทย์คนนั้นต่อไปว่า อาจเป็นความผิดพลาดของฟิลม์เอกซเรย์ได้หรือไม่ เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเธอเพิ่งป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ และในโพสต์ที่เธอเขียนแชร์เรื่องราวที่เธอเผชิญบนเฟซบุ๊กจนกลายเป็นไวรัลมีผู้แชร์โพสต์ของเธออกไปกว่า 10,000 ครั้ง ก็มีบางคนที่เข้ามาคอมเมนต์ว่าฟิลม์เอกซเรย์ปอดของเธอ "ไม่ได้ดำขนาดนั้น" หรือในทำนองว่าเธอร้อนรนเกินไป

แนนเล่าให้บีบีซีไทยว่า แพทย์คนนั้นตอบเธอว่า อาจมีความเป็นไปได้สองอย่างคือเป็นความผิดพลาดของการเอกซเรย์ แต่เนื่องด้วยแนนรักษาโรคต่าง ๆ กับโรงพยาบาลเดิมมาเสมอ และสองปีที่แล้วเธอก็มีอาการไซนัส และได้ถ่ายเอกซเรย์ปอดของตัวเองเอาไว้ด้วยเช่นกัน เมื่อแพทย์คนนั้นนำแผ่นเอกซเรย์มาเปรียบเทียบกับปอดของเธอในปัจจุบันแล้วก็บอกกับเธอว่า "ก่อนหน้านั้นมันไม่ได้เป็นเฉดดำ เขาบอกว่าเขารู้สึกว่าถ้าคุณไม่ได้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย ผ่านไปปีเดียว แล้วมายิงเอกซเรย์ มันก็จะไม่มีทางดำแบบนี้ มันก็จะเป็นใส ๆ"

แนนเล่าให้เราฟังว่า ตอนที่โพสต์ของเธอกลายเป็นไวรัล และเริ่มมีคนที่เข้ามาโจมตีเธอ เธอเองก็สับสน แต่เธอก็คิดว่า "แต่จริง ๆ มันก็ไม่ใช่หน้าที่เขา [แพทย์รักษาอาการนอนไม่หลับ] ที่เขาจะต้องมาบอก เพราะเขาเป็นหมอระบบประสาท แต่เขาเตือน ซึ่งเขาก็พูดว่าเขาไม่จำเป็นต้องบอกเราก็ได้ เขาจะวินิจฉัยว่าเป็นปกติก็ได้ แต่เขาเตือนเพราะสภาพแวดล้อมการทำงานของแนน 80% อยู่ท่ามกลางควันบุหรี่ไฟฟ้า"

ในวินาทีที่เธอเริ่มตระหนักว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แพทย์คนดังกล่าวก็แนะนำให้เธอไปตรวจปอดทุก 6 เดือนเพื่อเช็คว่าปอดของเธอปกติดีจริงอย่างที่คนไม่สูบบุหรี่ปกติควรจะเป็นหรือไม่

ความรู้สึกแรกที่แนนบอกกับบีบีซีไทยหลังจากรับรู้สิ่งเหล่านั้นคือ "ไม่รู้ ไม่เคยรู้เรื่องนี้ สอง ก็ไม่ใช่คนสูบ แล้วจะมาปอดดำได้ยังไง แล้วทำไมจะต้องเป็นผู้ประสบภัยที่จะต้องมานั่งเช็คปอด หมอเขียนลงไปว่าเราควรจะต้องเช็คปอดทุก 6 เดือน โอเค อาจจะต้องไปหาความเห็นทางการแพทย์เพิ่มแหละ แต่ทั้ง ๆ ที่ไม่สูบ มันควรจะปกติตั้งแต่แรก มันไม่ถูกถามไถ่เรื่องนี้แต่แรก และมันไม่ควรเสียเงินแต่แรก"

เธอบอกว่าเธอเอาแต่คิดว่าตัวเอง "อยู่ตรงนั้นมานานแค่ไหนแล้วนะ หมายถึงอยู่ในสภาพที่อยู่ในสตูดิโอที่ข้างหลังเขาดูดบุหรี่ไฟฟ้ากันมานานแค่ไหนแล้วนะ… เราไปออกกองที่ผู้กำกับบางคนก็ดูดบุหรี่ในกองมานานแค่ไหนแล้วนะ เราไปออกกองที่ควันบุหรี่วนเวียนรอบ ๆ มันมีผู้กำกับบางคนที่ดูดพ่นบุหรี่ใส่หน้าเด็ก มีผู้ช่วยหลายคนที่พ่นหน้าเซ็ตอยู่ แล้วพูดว่าไม่เป็นไรหรอกพี่ อันนี้เป็นกลิ่นผลไม้ มันไม่เหม็น มันไม่เหม็นจริง มันหอม แต่เราสูดดมมันเข้าไป ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าการได้ไปมันไม่ดี เพราะเราเฉย ๆ เราไม่รู้จริง ๆ เราไม่ได้คิดถึงมัน เราผิดเองนะ เรารู้สึกว่าเรื่องคนเตือนบุหรี่มือสอง ผ่านมาแล้วมันผ่านไป มันไม่ได้ตกตะกอน"

Panisa Aemocha/BBC

ที่มาของภาพ, Panisa Aemocha/BBC

คำบรรยายภาพ, "เราอนุญาตให้ตัวเองอยู่ในสังคม 'ได้เลยมึง สูบได้เลยมึง กูไม่ติดอะไร'" แนนกล่าว

"ในมุมเรา พอเราเป็นคนไม่ได้สูบ เราไม่เคยต้องสนใจเรื่องคนรับหรือคนสูบเลย เราอนุญาตให้ตัวเองอยู่ในสังคม 'ได้เลยมึง สูบได้เลยมึง กูไม่ติดอะไร'"

ข้อมูลจากคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป พบว่า ผู้ที่สูดควันบุหรี่มือสอง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 25-30% และเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นสูงสุด 16% ควันบุหรี่มือสองยังทำให้เป็นมะเร็งปอด แม้ในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ และอาจเชื่อมโยงกับมะเร็งอื่น ๆ เช่น มะเร็งเต้านม

องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 1.2 ล้านคนต่อปี จากควันบุหรี่มือสอง กว่า 1 ใน 4 ของผู้เสียชีวิต จากควันบุหรี่มือสองเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพ แต่คือวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม

ปัจจุบันมะเร็งคือโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งในมุมของฝั่งสาธารณสุขนั้น ทั้ง นพ.วิกรม และ นพ.อนิรุทธ์ ต่างเห็นตรงกันว่า นโยบายจากภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยผู้ป่วยได้ดีที่สุดคือการเพิ่มการคัดกรองมะเร็งให้ตรวจพบได้เร็วขึ้น

นพ.วิกรม อธิบายว่า ที่ผ่านมาความพยายามลดตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งอาจยังไม่ประสบความสำเร็จ "เนื่องจากว่าบางอย่างเรายังไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจน และบางอย่างยังไม่สามารถห้ามได้ เช่นห้ามกินเหล้า ห้ามสูบบุหรี่ เราก็ห้ามไม่ได้"

"[สิ่งที่ทำ] ในระดับนโนบายได้ง่ายกว่าคือการคัดกรอง ปัจจุบันปัญหาของเราคือ 60% ของคนไข้มะเร็งใหม่ เป็นระยะลุกลาม ซึ่งมันรักษายากและรักษาไม่หาย แล้วก็สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะฉะนั้นถ้าเราเปลี่ยนตัวเลขนี้กลับกันว่า 60% เป็นระยะต้น 40% เป็นระยะลุกลาม ผมว่าเราน่าจะช่วยประหยัดงบประมาณในการรักษาคนไข้ได้เยอะ รวมถึงมันมีโอกาสหายขาดได้ ทำให้จีดีพีมันกลับคืนมาได้ เพราะคนที่ป่วยก็กลับมาทำงานได้"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การตรวจคัดกรองมะเร็งคือสิ่งที่ทั้งแพทย์ อดีตผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นมะเร็ง ที่บีบีซีไทยได้สัมภาษณ์ พูดตรงกันว่ามีความสำคัญอย่างมาก ไม่ใช่แค่สำคัญต่อโอกาสรักษาจนหาย แต่เพื่อป้องกันค่าเสียโอกาสต่าง ๆ ที่อาจตามมา

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในปี 2021 ระบุว่า ค่ารักษามะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามในไทยพุ่งแตะ 4,800 ล้านบาทต่อปี ในปี 2018

งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า การรักษาผู้ป่วยในช่วง 5 ปีแรก มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน 309,890 - 2,335,300 บาท ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคและผลข้างเคียงจากการรักษา

โดยกรณีที่โรคกลับมาเป็นซ้ำและเสียชีวิต ส่งผลให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายสูงสุด คิดเป็น 70% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเป็นปัจจัยหลักของต้นทุนทางเศรษฐกิจ คิดเป็น 64% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

จากข้อมูลปี 2018 ค่าใช้จ่ายรวมของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ในไทย อยู่ที่ 4,772 - 4,852 ล้านบาทต่อปี โดยผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีแบบ 3 มิติ มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแบบ 2 มิติ อย่างไรก็ตาม การป้องกัน เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและการฉีดวัคซีน HPV อาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและจำนวนผู้ป่วยได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ นักวิจัยชี้ว่า มะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามยังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่สำคัญ การเข้าถึงการรักษาและแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยและลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุขไทยในอนาคตได้

หมอหมูเป็นแพทย์อีกหนึ่งคนที่รับรู้ปัญหาตรงนี้ดี เขาไม่เพียงเป็นแพทย์ด้านมะเร็งที่เปิดเพจหรือสร้างกลุ่มขึ้นมาให้ความรู้กับผู้ป่วย แต่เมื่อกลุ่มของเขาเติบโตได้ประมาณหนึ่ง หมอหมูสังเกตว่าเริ่มมีการขอบริจาคเพื่อช่วยเหลือค่าเดินทางของผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีความยากลำบากทางเศรษฐกิจ เพราะแม้ผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ภายใต้สิทธิการรักษาที่รับรองโดยรัฐ แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากที่มองไม่เห็น

สุดท้ายเขาจึงตั้งมูลนิธิขึ้นมาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง รวมถึงเคยจัดกิจกรรมปั่นจักรยานระดมทุนทั่วประเทศ รวม 77 จังหวัด เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งยากไร้ที่ได้รับความลำบากและขาดแคลนฐานะด้านการเงินตามโรงพยาบาลต่าง ๆ จำนวน 9 โรงพยาบาล เมื่อปี 2566

เขาทิ้งท้ายว่าสำหรับประเทศไทย การตรวจคัดกรองให้เจอได้เร็วขึ้น ก็เท่ากับมีโอกาสหายมากขึ้น เช่นเดียวกับการพัฒนาเรื่องเครื่องมือหรือยาไปพร้อม ๆ กัน

สำหรับแนน ที่ยังต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยควันมือสอง บอกกับบีบีซีไทยว่า "ครั้งถัดไปที่มีใครมาสูบใกล้ ๆ ก็จะบอกแล้ว ไม่เกรงใจแล้ว"

ทั้ง ลงเอย กิ๊ก และแนน ต่างพูดกับบีบีซีไทยว่า ตนอยากฝากออกไปถึงสังคมเช่นกันว่า การไปตรวจให้เจอไว้แต่เนิ่น ๆ นั้นสำคัญที่สุด

ลงเอยเล่าว่า หลังจากที่เธอโพสต์เรื่องราวของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย มีเพื่อนเกือบ 10 คนไปตรวจ และบางคนพบก้อนเนื้อจริง ๆ

"ส่วนใหญ่คิดว่าอายุยังน้อย ไม่เป็นหรอก แต่พอเจอเคสเราไปตรวจกันหมด อยากบอกทุกคนว่า ไปตรวจเถอะ"