การทูตหรือโรงละคร ? เหตุใดสัมพันธ์ทรัมป์และคิม จอง-อึน จึงดูเหมือนเข้ากันได้ดี

A close-up of the two leaders leaving a room. Only their backs are visible. Kim Jong Un has his hand on the back of Donald Trump. They are both wearing black coats. In the background US flags are visible right next to North Korean flags. The picture is quite dark making the hand and Trump's head stand out.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ (ซ้าย) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ อาจมุ่งหน้าสู่การประชุมสุดยอดแบบพบหน้าร่วมกันอีกครั้ง แต่ใครกำลังใช้งานใครอยู่กันแน่
    • Author, ซังมี ฮัน
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาเกาหลี
    • Reporting from, กรุงโซล เกาหลีใต้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ยืนยันแล้วว่าเขาจะไม่พบกับคู่หูอย่าง คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ระหว่างการเดินทางเยือนทวีปเอเชีย โดยระบุว่าไม่สามารถ "จัดเวลาที่ลงตัวได้"

หนึ่งวันก่อนทรัมป์มาถึงเกาหลีใต้เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค เกาหลีเหนือได้ทดสอบขีปนาวุธร่อนบริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันตก

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ทรัมป์บอกว่าเขา "เต็มใจที่จะพบ" คิม และเสนอว่าจะกลับไปยังเกาหลีเหนืออีกครั้ง

เป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว ที่โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ได้เดินทางเข้าไปในเกาหลีเหนือ ในช่วงปี 2018-2019 ระหว่างการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ วาระแรกของเขา ทรัมป์ได้พบคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือถึง 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้นำทั้งสองมีการสื่อสารใด ๆ ระหว่างกันหรือไม่

สหรัฐฯ ยังคงมีเป้าหมายในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ในคาบสมุทรเกาหลี แต่คิม ซึ่งปฏิเสธจะชะลอความต่อเนื่องในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ ปัดตกเรื่องนี้โดยเรียกมันว่าเป็น "ความหมกมุ่นอันว่างเปล่า" ที่ชาติตะวันตกควรละทิ้งไป

ส่วนทรัมป์เองก็ยอมรับถึงความยากในการติดต่อเข้าถึงชาติที่เร้นลับนี้ "ผมคิดว่าพวกเขาเป็นมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์แห่งหนึ่ง" ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่ผ่านมา "พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์มากมาย แต่กลับไม่มีโทรศัพท์ใช้มากเท่าใดนัก"

ทว่าเมื่อเดือนที่แล้ว คิม จอง-อึน ได้ประกาศออกมาอย่างน่าประหลาดใจถึงความตั้งใจของเขาในการกลับมาพูดคุยกับทรัมป์ โดยบอกว่า เขามี "ความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับประธานาธิบดีทรัมป์"

US President Donald Trump is seen shaking the hand of North Korea's leader Kim Jong Un. Trump is dressed in a navy suit with a red tie, Kim Jong Un is wearing a black suit. The two men are facing each other, they are surrounded by six photographers and camera men who are trying to capture the moment. The photographers are in motion, their dynamic poses indicate the importance of this moment. In the background there are white marble steps, and a blurred image of a small green bush.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เกาหลีใต้ระงับไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าเยี่ยมชมหมู่บ้านปันมุนจอม ซึ่งเป็น "หมู่บ้านพักรบ" ในเขตปลอดทหาร (Demilitarised Zone) ซึ่งเป็นสถานที่ที่การประชุมสุดยอดทรัมป์-คิม จัดขึ้นเมื่อปี 2019

นักวิเคราะห์บางคนมองว่า สหรัฐฯ น่าจะยังคงเจรจากับเกาหลีเหนือต่อไป แม้ว่าทรัมป์และคิมจะไม่ได้พบกันในครั้งนี้ก็ตาม

ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ ซึ่งแสดงตนเป็นผู้สร้างสันติภาพของโลก ก็จับจ้องที่จะคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เดินทางไปเยือนมาเลเซีย ประเทศแรกของการเยือนเอเชีย เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา หลังจากทั้งสองชาติปะทะกันตามแนวชายแดนเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนหลายสิบคน ซึ่งเป็นเหตุปะทะที่ร้ายแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

หลังจากนั้น ทรัมป์อ้างว่าเขายุติสงครามมา 8 สงครามในช่วง 8 เดือน "ผมไม่ควรกล่าวว่า นี่เป็นงานอดิเรก เพราะมันเรื่องที่จริงจังยิ่งกว่านั้น แต่มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ผมเก่งกาจและเป็นสิ่งที่ผมเต็มใจจะทำมัน" ทรัมป์กล่าว

"จะยังคงมีความต้องการที่จะให้เกิดสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ 'ร้อนแรงที่สุด' ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ รวมไปถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ให้กลับสู่ปกติ และแม้กระทั่งแก้ไขปัญหานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ" คิม แจ-ชุน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยโซกัง ระบุ

โช ฮัน-บอม นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเกาหลีเพื่อการรวมชาติ เห็นสอดคล้องกัน โดยระบุว่าเกาหลีเหนืออาจเป็น "ปริศนาส่วนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่"

"ถึงแม้ว่ามันจะไม่ถูกแก้ไขอย่างสมบูรณ์ มันอาจเป็นทางลัดไปสู่รางวัลโนเบล เพราะมันสามารถสร้างให้เกิดภาพที่ว่าประเด็นความมั่นคงเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งได้ถูกแก้ไขแล้ว" เขาอธิบาย

A group of men is seen walking on a red carpet, red flags waving behind them. The men are Russia's President Putin, China's President Xi, North Korea's leader Kim and Pakistan's Prime Minister Sharif. The men are dressed in black suits, apart from Pakistan's prime minister who is wearing a light grey suit. Xi Jinping is waving to the crowds standing behind a railing on the left side of the picture.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เมื่อเดือน ก.ย. 2025 คิม จอง-อึน, ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ปรากฏตัวพร้อมกันระหว่างพิธีสวนสนามทางการทหารเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2

เกาหลีเหนือแข็งแกร่งขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์และคิมพบกันครั้งสุดท้ายในปี 2019

"ระบอบเกาหลีเหนือได้เข้าสู่ห้วงเวลาแห่งเสถียรภาพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว" ศาสตราจารย์ คัง อิน-ดยอก จากมหาวิทยาลัยคยองนัม ซึ่งทำงานให้กับรัฐมนตรีกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 กล่าว

เมื่อเดือน ก.ย. 2025 คิม จอง-อึน, ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ปรากฏตัวพร้อมกันในพิธีสวนสนามทางการทหารเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 เหนือญี่ปุ่น

ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้สร้างพันธมิตรทางทหารกับรัสเซียอีกด้วย เมื่อปีที่แล้ว สองชาติที่ต่างก็ถูกตะวันตกคว่ำบาตรเหมือน ๆ กัน ได้ลงนามในสนธิสัญญาการป้องกันประเทศร่วมกัน เห็นพ้องต่อการ "ส่งกำลังทหารและความช่วยเหลืออื่นในทุกวิถีทางโดยทันที" หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเผชิญการ "ถูกรุกราน"

ต่อมาในเดือน ม.ค. 2025 เจ้าหน้าที่ทางการชาติตะวันตกหลายชาติบอกกับบีบีซีว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารราว 11,000 นายเพื่อให้ร่วมกับรัสเซียต่อสู้กับยูเครน และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เกาหลีเหนืออาจได้รับความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีและการเงินเป็นการตอบแทน

ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ในทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือที่มีกับจีนยังแข็งแกร่งขึ้น ด้วยมูลค่าการค้าระหว่างกันที่เพิ่มขึ้น 33% เป็น 1.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ตามข้อมูลของศุลกากรจีน

นักวิเคราะห์กล่าวด้วยว่า ในส่วนจีนนั้นได้รักษาระยะห่างจากเกาหลีเหนือเนื่องจากความสัมพันธ์ทางการทหารกับรัสเซียที่ลงลึกขึ้น แต่ตอนนี้ทั้งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ต่างก็กระตือรือร้นที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับรัฐบาลเกาหลีเหนือ ในขณะที่จีนก็กำลังมองหาทางที่กระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดขึ้น

และในระเบียบโลกใหม่นี้ เมื่อเทียบกับในช่วงปี 2018-2019 ความมุ่งหวังต่อการยกเลิกการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ อาจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนสำหรับคิม จอง-อึน อีกต่อไป ศ.คังกล่าว

รายงานเพิ่มเติมโดย เกรซ ชอย และ โอลกา ซอว์ซุก บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส