5 สิ่งสำคัญที่จีนต้องการประกาศแสนยานุภาพทางทหารผ่านขบวนพาเหรดที่ยิ่งใหญ่ "วันแห่งชัยชนะ"

Female soldiers in military uniform and hats march with rifles

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เทสซา หว่อง
    • Role, ผู้สื่อข่าวดิจิทัลภูมิภาคเอเชีย บีบีซีนิวส์

ในการเฉลิมฉลองการครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา จีนถือโอกาสเผยโฉมอาวุธ โดรน และยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ มากมายในขบวนพาเหรดอันยิ่งใหญ่ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการส่งสารที่ชัดเจนถึงสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตร

ในงานนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ต้อนรับผู้นำประเทศต่าง ๆ มากกว่า 20 ประเทศ รวมถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และคิม จอง-อึน ผู้นำของเกาหลีเหนือ ซึ่งทั้งสองประเทศต่างพึ่งพาการสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากจีนและในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย

ขบวนพาเหรดทางทหารอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้นับเป็นการแสดงถึงแสนยานุภาพที่เพิ่มขึ้นของสี จิ้นผิงบนเวทีโลก และศักยภาพทางทหารของจีน ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธ "Guam Killer" หรือ "เพชฌฆาตเกาะกวม" โดรน "Loyal Wingman" หรือ "นักบินผู้ภักดี" และแม้แต่หุ่นยนต์หมาป่า

นอกเหนือจากกระแสฮือฮาและอาวุธใหม่เอี่ยม เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง และนี่คือ 5 ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นจากพิธีสวนสนามดังกล่าว

1. จีนมีอาวุธมากมาย แต่จะสามารถนำไปใช้งานจริงได้ดีแค่ไหน ?

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการจัดแสดงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาคือ จีนสามารถผลิตอาวุธได้หลากหลายประเภทและอย่างรวดเร็วด้วย

สิบปีก่อน เทคโนโลยีทางทหารที่จีนนำมาจัดแสดงมักจะเป็นในระดับที่เรียกว่า "สำเนาเบื้องต้น" หรือเลียนแบบยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าของสหรัฐฯ ไมเคิล รัสคา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำโครงการเปลี่ยนแปลงกองทัพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางแห่งสิงคโปร์ กล่าว

แต่การสวนสนามครั้งนี้เผยให้เห็นอาวุธที่มีความหลากหลายและล้ำสมัยมากขึ้นอีก โดยเฉพาะโดรนและขีปนาวุธ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของจีน

อเล็กซานเดอร์ นีลล์ ศาสตราจารย์วุฒิคุณประจำสถาบันวิจัยทางนโยบายต่างประเทศ แปซิฟิกฟอรัม (Pacific Forum) ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างการบริหารอำนาจแบบบนลงล่างและทรัพยากรจำนวนมากของจีน ทำให้จีนสามารถผลิตอาวุธใหม่ ๆ ได้เร็วกว่าประเทศอื่นมาก

จีน ยังสามารถผลิตอาวุธได้ในปริมาณมหาศาล ทำให้ได้เปรียบในสนามรบและสามารถเอาชนะข้าศึกได้

"จีนมีความสามารถในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ เรือรบ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้... และรัฐก็สามารถออกคำสั่งเหล่าได้ แล้วก็ลุยเลย"

แต่กองทัพจีนจะบูรณาการระบบอาวุธเหล่านี้ได้ดีแค่ไหน ?

"พวกเขาสามารถอวดโฉมแพลตฟอร์มล้ำสมัยเหล่านี้ได้ แต่พวกเขามีความคล่องตัวในเชิงองค์กรที่จะนำอาวุธเหล่านี้ไปใช้ในแบบที่ต้องการได้หรือไม่?" คือคำถามของ ดร.รัสคา

เขาเสริมว่า เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะกองทัพจีนมีขนาดใหญ่แต่ก็ยังไม่ถูกทดสอบ เนื่องจากไม่ได้มีส่วนร่วมในสงครามครั้งใหญ่มานานหลายทศวรรษ

2. จีนกำลังมุ่งเน้นไปที่ขีปนาวุธเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ

จีน ได้นำขีปนาวุธออกมาจัดแสดงมากมาย รวมถึงขีปนาวุธรุ่นใหม่บางรุ่นด้วย

ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธตงเฟิง-61 (Dongfeng-61) ซึ่งสามารถบรรจุหัวรบนิวเคลียร์ได้หลายหัวในส่วนหัวของขีปนาวุธ และขีปนาวุธข้ามทวีปตงเฟิง-5C (Dongfeng-5C) ที่สามารถยิงจากทางตอนเหนือของจีน และโจมตีสหรัฐฯ ได้ รวมถึงขีปนาวุธพิสัยกลางตงเฟิง26D (Dongfeng-26D) ที่สามารถโจมตีฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ บนเกาะกวม ได้

A graphic with annotation for the DF-61 missile reads "China's new intercontinental missile capable of carrying nuclear warheads"
คำบรรยายภาพ, ขีปนาวุธ DF-61 ถูกนำมาเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในงานขบวนพาเหรด

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงขีปนาวุธต่อต้านเรือความเร็วเหนือเสียงหลายรุ่น เช่น YJ-17 และ YJ-19 ซึ่งสามารถเดินทางด้วยความเร็วสูง และสามารถหลบหลีกระบบต่อต้านขีปนาวุธได้อย่างคาดเดาไม่ได้

แล้วเหตุผลใด ที่จีน จึงมุ่งเน้นไปที่การจัดแสดงขีปนาวุธเช่นนี้

จีนได้เน้นพัฒนาขีปนาวุธและกองกำลังจรวด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ยับยั้งและเพื่อต่อต้านความเหนือกว่าของกองทัพเรือของสหรัฐฯ นีลล์กล่าว

กองทัพเรือสหรัฐฯ เป็นที่หนึ่งในโลกด้วยกองเรือบรรทุกเครื่องบินและกองเรือโจมตีที่ใหญ่ที่สุด และจีน ก็ยังคงตามหลังอยู่

แต่นีลล์ชี้ ให้เห็นว่า ผู้คนในแวดวงกลาโหมตะวันตกเริ่มโต้แย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ากองเรือโจมตีเหล่านี้มีความเสี่ยง เนื่องจากเป็น "เป้านิ่ง" สำหรับการโจมตีด้วยขีปนาวุธใด ๆ

ทางการจีน ไม่เพียงแต่เสริมสร้างการขีดความสามารถในการยับยั้งได้เท่านั้น แต่ยังสร้าง "ขีดความสามารถในการโจมตีครั้งที่สอง" อีกด้วย เขากล่าว ซึ่งเป็นความสามารถของประเทศในการโจมตีตอบโต้หากถูกโจมตี

อาวุธที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้แก่ อาวุธเลเซอร์ LY-1 ที่เป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก โดยเป็นเลเซอร์ขนาดยักษ์ที่สามารถเผาไหม้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้กระทั่งทำให้นักบินตาบอดได้ และเครื่องบินรบสเตลท์รุ่นที่ 5 หลากหลายรุ่น รวมถึงเครื่องบิน J-20 และ J-35

3. จีนกำลังก้าวหน้าขั้นสุดด้วยเอไอ และโดรน

จีนยังได้จัดแสดงโดรนหลากหลายรุ่น บางรุ่นขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) แต่รุ่นที่ดึงดูดสายตาผู้คนมากที่สุดคือ โดรนใต้น้ำขนาดยักษ์ AJX-002 หรือที่รู้จักกันในชื่อยานใต้น้ำไร้คนขับขนาดใหญ่พิเศษ (XLUUV) ที่มีความยาวสูงสุด 20 เมตร โดรนลำนี้อาจสามารถปฏิบัติภารกิจตรวจการณ์และลาดตระเวนได้

A graphic with annotation for the AJX-002 drone reads "A giant, 60-foot (18m) underwater nuclear-capable unmanned vehicle"
คำบรรยายภาพ, โดรนใต้น้ำขนาดยักษ์ AJX-002

จีน ยังได้จัดแสดงโดรนโจมตีล่องหน GJ-11 ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "นักบินผู้ภักดี" ซึ่งสามารถบินเคียงข้างเครื่องบินขับไล่ที่มีคนขับและช่วยในการโจมตีได้

นอกจากโดรนทางอากาศแบบทั่วไปแล้ว ยังมี "หุ่นยนต์หมาป่า" อีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า โดรนเหล่านี้สามารถใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การลาดตระเวน กวาดล้างทุ่นระเบิด ไปจนถึงการไล่ล่าทหารศัตรู

การจัดแสดงโดรนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงทิศทางกลยุทธ์ทางทหารที่ชัดเจนของจีน ซึ่งจีน "ไม่เพียงแต่ต้องการเสริมกำลัง แต่ยังต้องการแทนที่โครงสร้างแบบเดิม"

ดร.รัสคา กล่าวว่า จีนได้เรียนรู้บทเรียนจากสงครามในยูเครน ซึ่งเราสามารถ "โยนโดรนใส่ศัตรู" เพื่อทำลายการป้องกันของพวกเขาได้

"ความคล่องแคล่วในการโจมตีมีความสำคัญ" นีลล์กล่าวเสริม พร้อมชี้ให้เห็นว่าในการต่อสู้ที่รวดเร็ว การตัดสินใจต้องเกิดขึ้นภายใน "นาโนวินาที" เพื่อเอาชนะศัตรูและได้เปรียบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เอไอ (AI) สามารถทำได้

หลายประเทศยังคงกังวลเกี่ยวกับการนำเอไอ มาใช้ในระบบการทหารของตน และตั้งคำถามว่า "เรามั่นใจแค่ไหนที่จะใส่เอไอ เข้าไปในระบบสังหาร" เขากล่าวเสริม

แต่จีน กลับรู้สึกสบายใจมากกับเรื่องนี้ โดย ดร.รัสคา กล่าวว่า "พวกเขาเชื่อว่าสามารถควบคุมเอไอ ได้ และกำลังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะผสานเอไอ เข้ากับระบบของตน"

A graphic with annotation for the robot wolves reads "Can be equipped to perform different roles alongside soldiers, such as reconnaissance and transporting ammunition"
คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างของหุ่นยนต์หมาป่า

4. จีนอาจมีเทคโนโลยีที่โดดเด่น แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงได้เปรียบ

ขบวนพาเหรดทางทหารครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จีนกำลังไล่ตามสหรัฐฯ อย่างรวดเร็วในด้านเทคโนโลยีทางการทหาร และมีทรัพยากรเพียงพอที่จะสร้างคลังอาวุธขนาดใหญ่ได้

แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สหรัฐฯ ยังคงรักษาความได้เปรียบในแง่ยุทธการ หรือในเชิงปฏิบัติการ

ทั้งนี้ ดร.รัสคา กล่าวด้วยว่า กองทัพสหรัฐฯ "เหนือกว่า" เพราะมีวัฒนธรรมการบริหาร "จากล่างขึ้นบน" ที่หน่วยรบภาคพื้นดินสามารถตัดสินใจได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การรบได้ ทำให้กองทัพมีความคล่องตัวมากขึ้นในการรบ

A graphic with annotation for the GJ-11 stealth drone reads "Part of China's fleet of unmanned combat aerial vehicles"
คำบรรยายภาพ, โดรนล่องหน GJ-11

ในทางกลับกัน การทหารจีน ยังเป็นแบบ "บนลงล่าง" ซึ่ง "พวกเขาสามารถมีแพลตฟอร์มและระบบที่ดูฉูดฉาดได้ แต่พวกเขาจะไม่ขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อยจนกว่าจะได้รับคำสั่งจากเบื้องบน" เขากล่าวเสริม

"จีนคิดว่าเทคโนโลยีของตนจะสร้างการยับยั้ง พวกเขาเชื่อว่าจะยับยั้งสหรัฐฯ ได้... แต่ในระดับปฏิบัติการ มีบางกรณีที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาอาจยังไม่เก่งอย่างที่พูด" ดร.รัสคา กล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์ล่าสุด เช่น เหตุการณ์เมื่อเดือนที่แล้วที่เรือรบจีนพุ่งชนเรือขนาดเล็กลำหนึ่งของตนเอง ขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์

5. ขบวนพาเหรดทางทหารเป็นการโฆษณาขายอาวุธและเป็นการแสดงให้สหรัฐฯ เห็นถึงแนวร่วมที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

นีลล์ชี้ให้เห็นว่า เนื่องด้วยมีผู้นำจากกว่า 20 ประเทศเข้าร่วมงานนี้ ขบวนพาเหรดทางทหารที่เรียงรายไปด้วยอาวุธและรถถังจึงเปรียบเสมือนการโฆษณาขายอาวุธของจีนให้กับผู้ซื้อที่มีศักยภาพ

บางประเทศที่เข้าร่วมงาน เช่น เมียนมา เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากำลังซื้ออาวุธจากจีนในปริมาณมหาศาล แต่ ดร. รัสคา กล่าวว่า โอกาสในการขายอาวุธให้กับลูกค้ารายใหม่หรือเพิ่มคำสั่งซื้อก็เป็นวิธีที่รัฐบาลจีนสามารถขยายอิทธิพลไปทั่วโลกได้

A graphic with annotations that highlight President Xi and his wife, Russian Putin, North Korean leader Kim, Iranian President Pezeshkian, Azerbaijiani President Aliyev in a group photo
คำบรรยายภาพ, ผู้นำบางประเทศบางเข้าร่วมชมพิธีสวนสนาม ขณะที่ผู้นำตะวันตกส่วนใหญ่กลับไม่เข้าร่วม

ลูกค้าคนสำคัญคือผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางร่วมกับสี จิ้นผิง นั่นคือวลาดิเมียร์ ปูติน และคิม จอง-อึน

ทั้งสามแสดงจุดร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันขณะเดินไปร่วมขบวนพาเหรดและยืนบนเวทีด้วยกัน

นีลล์กล่าวว่า นั่นเป็นข้อความถึงสหรัฐฯ หากอเมริกาต้องการท้าทายพวกเขาอย่างแท้จริง มันหมายถึง "การต่อสู้กับพวกเขาในหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพพร้อมกัน เช่น คาบสมุทรเกาหลี ช่องแคบไต้หวัน และยูเครน"

"และหากคุณลองพิจารณาถึงการกดดันสหรัฐฯ ในทั้งสามด้าน สหรัฐฯ อาจล้มเหลวในหนึ่งในพื้นที่เหล่านั้น"