รัสเซียเร่งพัฒนาสุดยอดขีปนาวุธเหนือเสียง อานุภาพร้ายแรงจนปูตินบอกว่า "ทำลายทุกสิ่งเป็นผุยผง"

ที่มาของภาพ, KCNA via EPA
- Author, แฟรงก์ การ์ดเนอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวความมั่นคง
- เวลาอ่าน: 5 นาที
อาวุธขนาดยักษ์ที่สะท้อนแสงแดดจ้าในฤดูใบไม้ร่วง จนดูวาววับจับตากลางพิธีสวนสนามที่กรุงปักกิ่งของจีนในปี 2019 คือขีปนาวุธรุ่นล่าสุดที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนพัฒนาขึ้น และเพิ่งเปิดตัวออกสู่สายตาชาวโลก โดยอวดโฉมอยู่เหนือขบวนรถบรรทุกลายพรางที่เคลื่อนผ่านฝูงชนไปช้า ๆ
ขีปนาวุธรุ่นใหม่ดังกล่าวมีหัวแหลมเหมือนปลายเข็ม มีความยาว 11 เมตร และหนักถึง 15 ตัน ที่ด้านข้างมีตัวอักษรและตัวเลขเขียนไว้ว่า DF-17 ซึ่งหมายถึงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวด "ตงเฟิง" (Dongfeng hypersonic missile) นั่นเอง
การเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่นี้ มีขึ้นในวันชาติจีน (1 ต.ค.) เมื่อ 6 ปีที่แล้ว แม้สหรัฐฯ จะรู้มาก่อนแล้วว่า จีนแอบซุ่มพัฒนาอาวุธชนิดนี้อยู่ แต่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก เท่ากับได้ประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่า จีนกำลังแข่งขันกับสหรัฐฯ ในเรื่องของขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวด หรือขีปนาวุธ "ไฮเปอร์โซนิก" และได้แซงหน้าสหรัฐฯ ไปไกลแล้ว ทั้งยังเร่งพัฒนาอาวุธชนิดนี้รุ่นต่อ ๆ ไป อย่างไม่หยุดยั้ง
ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียงถึง 5 เท่า และความสามารถในการบังคับควบคุมทิศทางได้อย่างแม่นยำ ทำให้ขีปนาวุธตงเฟิงมีอานุภาพร้ายแรงอย่างยิ่ง จนสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีแห่งสงคราม ที่กองทัพทั่วโลกใช้สู้รบกันอยู่ในปัจจุบันได้ ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้นานาประเทศ แข่งขันพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวดกันอย่างดุเดือด

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

ที่มาของภาพ, Reuters
วิลเลียม ฟรีเออร์ นักวิจัยและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของชาติ จากสภาภูมิยุทธศาสตร์ (Council on Geostrategy) สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาของสหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีว่า "นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่กำลังเกิดขึ้นในวงกว้างทั่วโลก ระหว่างเหล่าตัวแสดงที่เป็นรัฐ (state actor) เราไม่ได้เห็นการแข่งขันแบบนี้มาเนิ่นนานแล้ว นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา"
การแข่งขันของมหาอำนาจ ระหว่างจีน รัสเซีย และสหรัฐฯ
พิธีสวนสนามในวันชาติจีนเมื่อปี 2019 ทำให้ทั่วโลกเริ่มคาดการณ์ถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคง ซึ่งจะมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนในไม่ช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวด เพราะตอนนี้จีนถือเป็นอันดับหนึ่งของโลกในด้านเทคโนโลยีไฮเปอร์โซนิก ตามมาด้วยรัสเซียในอันดับสอง แต่สหรัฐฯ นั้น ยังคงต้องพยายามไล่กวดให้ทันคู่พันธมิตรจีน-รัสเซีย ส่วนสหราชอาณาจักรยังไม่มีขีปนาวุธชนิดดังกล่าวเป็นของตนเอง
ฟรีเออร์อธิบายถึงสาเหตุของสภาพการณ์ดังกล่าวว่า จีนและรัสเซียก้าวไกลกว่าชาติอื่น ๆ ในเรื่องการพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก เนื่องจาก "ทั้งสองประเทศได้ตัดสินใจทุ่มงบประมาณมหาศาล ให้กับโครงการวิจัยและพัฒนาอาวุธชนิดนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา"
ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงจากสภาภูมิยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับเงินทุนอุดหนุนบางส่วน จากกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร และจากแวดวงอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของอังกฤษ ยังบอกว่าในช่วง 20 ปีแรก ของศตวรรษที่ 21 นี้ ชาติตะวันตกหลายประเทศมุ่งเน้นให้ความสำคัญ กับการต่อสู้ปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายจีฮัดภายในประเทศ หรือไม่ก็การทำสงครามกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในต่างประเทศ จนมองว่าตนเองแทบจะไม่มีภัยคุกคามด้านความมั่นคง จากศัตรูที่มีอาวุธล้ำสมัยและมีแสนยานุภาพทัดเทียมกันเลย

ที่มาของภาพ, KCNA/EPA-EFE/REX/Shutterstock
"ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ เราต่างพลาดที่จะสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของจีน ในการก้าวกระโดดขึ้นแท่นมหาอำนาจทางทหารของโลก" เซอร์ อเล็กซ์ ยังเกอร์ อดีตหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2020 หลังจากเกษียณอายุได้ไม่นาน
นอกจากนี้ยังมีชาติอื่น ๆ ที่แซงหน้าสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรไปเช่นกัน อย่างอิสราเอลก็มีขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวด Arrow 3 ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ยิงสกัดขีปนาวุธของฝ่ายศัตรู
ส่วนอิหร่านนั้นอ้างว่า ตนเองมีขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกในครอบครองแล้ว และได้ใช้ยิงโจมตีอิสราเอลระหว่างการสู้รบในช่วงสงคราม 12 วัน เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า การบังคับควบคุมขีปนาวุธดังกล่าวของอิหร่านยังทำได้ไม่ดีพอ จึงไม่ถึงขั้นที่จะนับว่าเป็นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกอย่างแท้จริง แม้จะมีความเร็วสูงมากก็ตาม
เกาหลีเหนือก็ได้ซุ่มวิจัยและพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของตนเองเช่นกัน โดยเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2021 ปัจจุบันเกาหลีเหนืออ้างว่า สามารถสร้างขีปนาวุธดังกล่าวที่ใช้งานได้จริงสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ด้านสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, และฝรั่งเศส ต่างก็เริ่มลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวดด้วย

ที่มาของภาพ, Morteza Nikoubazl/NurPhoto via Getty Images
ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ได้เสริมเขี้ยวเล็บในการป้องปรามศัตรูให้ตนเอง ด้วยการพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวด "อินทรีมืด" (Dark Eagle) ซึ่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่า "ขีปนาวุธนี้ย้ำเตือนให้ตระหนักถึงพลังอำนาจ และความมุ่งมั่นแห่งประเทศรวมถึงกองทัพของเรา เพราะมันคือตัวแทนแห่งจิตวิญญาณและความสามารถในการพิฆาตศัตรู ที่มาจากความมุมานะพยายาม ในการพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิกของกองทัพบกและกองทัพเรือ"
เร็วสุดยอด-เปลี่ยนทิศทางได้สูง
ความเร็วในระดับที่เหนือเสียงอย่างยิ่งยวดหรือ "ไฮเปอร์โซนิก" หมายความว่าขีปนาวุธจะต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วระดับ "มัค 5" (Mach 5) ขึ้นไป ซึ่งก็คือห้าเท่าของความเร็วเสียงหรือประมาณ 6,210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงในระดับธรรมดาหรือ "ซูเปอร์โซนิก" (supersonic) เดินทางช้ากว่าด้วยความเร็วเพียง 1,234 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกที่มีความเร็วสูงที่สุดของโลก ปัจจุบันได้แก่ขีปนาวุธอาวอนการ์ด (Avangard) ของรัสเซีย ซึ่งอ้างว่ามีความเร็วได้สูงสุดถึงระดับมัค 27 หรือประมาณ 33,313 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ข้อมูลที่ใช้อ้างอิงกันบ่อยในวงการทหารระบุว่า ขีปนาวุธอาวอนการ์ดมีความเร็วโดยประมาณที่ระดับมัค 12 หรือ 14,805 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับอัตราเร็ว 3.2 กิโลเมตรต่อวินาทีนั่นเอง
แม้ความเร็วจะห่างไกลกันหลายเท่า แต่พลังทำลายล้างของขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกและขีปนาวุธซูเปอร์โซนิก กลับไม่แตกต่างกันมากนัก แถมยังมีพลังทำลายล้างใกล้เคียงกับขีปนาวุธร่อนที่ความเร็วต่ำกว่าเสียงเสียด้วยซ้ำ "ทว่าการที่ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกถูกตรวจจับ ติดตาม และยิงสกัดได้ยาก คือคุณสมบัติที่ทำให้มันกลายเป็นอาวุธที่เหนือชั้นกว่าขีปนาวุธชนิดอื่น" ฟรีเออร์กล่าว

ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวด สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกแบบขับดัน-ร่อน (boost-glide missile) ที่ใช้จรวดขับดันให้ทะยานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก หรือในบางครั้งก็ขึ้นไปสูงกว่านั้น ก่อนจะพุ่งตัวตกกลับลงมาด้วยความเร็วสูงเหลือเชื่อ อย่างเช่นขีปนาวุธตงเฟิง รุ่น DF-17 ของจีน
อย่างไรก็ตาม ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกนั้นต่างจากขีปนาวุธทั่วไป เพราะจะไม่เดินทางเป็นวิถีโค้งแบบพาราโบลา แต่พาหนะนำร่อนของมันจะบังคับให้ขีปนาวุธเปลี่ยนทิศทางได้เสมอ จนเกิดวิถีการเคลื่อนที่แบบไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงท้ายก่อนพุ่งเข้าใส่เป้าหมาย
ส่วนขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกประเภทที่สอง คือขีปนาวุธร่อนแบบครูซ (cruise missile) ซึ่งบินเกาะระดับความสูงที่ไม่มากนัก โดยจะเน้นบินร่อนอยู่ใกล้พื้นดินตั้งแต่แรก เพื่อหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ขอบเขตการตรวจจับของเรดาร์
ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกทั้งสองประเภท ล้วนถูกยิงปล่อยและเร่งความเร็วขึ้นด้วยจรวดขับดันทั้งคู่ แต่เมื่อเร่งความเร็วจนถึงระดับเหนือเสียงยิ่งยวดแล้ว ระบบเครื่องยนต์ไอพ่นจากการอัดกระแสอากาศความเร็วเหนือเสียง (scramjet engine) จะถูกเปิดใช้งานเพื่อขับเคลื่อนขีปนาวุธไปสู่เป้าหมาย
ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกทั้งสองชนิดยังเป็น "อาวุธที่ใช้ได้สองแบบ" (dual-use weapon) ซึ่งหมายความว่าหัวรบของมัน อาจเลือกติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ หรือระเบิดอานุภาพทำลายล้างสูงแบบดั้งเดิมก็ได้
ขีปนาวุธที่สามารถเรียกได้ว่า เข้าขั้นเป็นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกอย่างแท้จริงในทางการทหาร จะต้องบังคับควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ได้ตามใจชอบหลังถูกยิงปล่อยออกไปแล้ว โดยทหารผู้ควบคุมขีปนาวุธดังกล่าว สามารถจะสั่งให้มันเปลี่ยนทิศทางได้อย่างฉับพลัน ในแบบที่ฝ่ายศัตรูไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ แม้ในขณะที่กำลังเข้าใกล้เป้าหมายด้วยความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวดก็ตาม
ความสามารถดังกล่าวทำให้ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกถูกตรวจจับและยิงสกัดได้ยาก เพราะเรดาร์ตรวจการณ์ภาคพื้นดินส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นมัน จนกว่าขีปนาวุธจะเข้าใกล้เป้าหมายการโจมตีในระยะประชิดแล้ว
"การบินต่ำกว่าขอบฟ้าเรดาร์หรือขอบเขตการตรวจจับของเรดาร์ ทำให้ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก สามารถหลบเลี่ยงไม่ให้ศัตรูตรวจจับได้ตั้งแต่ช่วงแรกหลังถูกยิงปล่อย และอาจจะปรากฏบนจอเรดาร์แค่ช่วงสั้น ๆ ในตอนที่เข้าใกล้เป้าหมายมากแล้ว ดังนั้นโอกาสในการยิงสกัดจึงมีน้อยมาก" แพทรีเซีย บาซิลชิก นักวิจัยในโครงการป้องกันขีปนาวุธ ประจำศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ (CSIS) ที่กรุงวอชิงตันของสหรัฐฯ กล่าว สถาบันวิจัยแห่งนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง รวมทั้งจากแวดวงอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ และบริษัทเอกชนแห่งอื่น ๆ ด้วย

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
บาซิลลิกมองว่าวิธีรับมือกับขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกอาจทำได้ในตอนนี้ คือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบตรวจจับขีปนาวุธจากในห้วงอวกาศ ซึ่งจะแก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดของเรดาร์ภาคพื้นดินไปได้มาก แต่ก็ยังมีเรื่องที่น่าห่วงกังวลอย่างยิ่ง เพราะการโจมตีอย่างรวดเร็วและตรวจจับได้ยาก ทำให้ต้องลุ้นกันว่าหัวรบที่มากับขีปนาวุธ จะเป็นระเบิดนิวเคลียร์อานุภาพร้ายแรงหรือไม่ ?
"ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีหรือรูปแบบการทำสงครามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไปมากนัก เมื่อเทียบกับเรื่องของกรอบเวลาหรือโอกาสในการรับมือที่ลดลงไปมาก" ทอม ชาร์ป อดีตผู้บัญชาการราชนาวีอังกฤษ และผู้เชี่ยวชาญการรบต่อต้านการโจมตีทางอากาศกล่าว
"หลักการพื้นฐานที่เราต้องติดตามระบุตำแหน่ง, ยิงใส่ศัตรู, และบังคับควบคุมขีปนาวุธให้เปลี่ยนทิศทางได้ในช่วงสุดท้าย เพื่อโจมตีเป้าหมายเคลื่อนที่อย่างเช่นเรือรบได้อย่างแม่นยำ ล้วนเป็นหลักการแบบเดียวกันทั้งสิ้นสำหรับขีปนาวุธทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นจรวดมิสไซล์รุ่นก่อน ๆ รวมทั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงหรือต่ำกว่าเสียงก็ตาม"
ชาร์ปยังอธิบายเพิ่มเติมว่า "สำหรับฝ่ายตั้งรับก็เช่นกัน พวกเขายังคงต้องพยายามตรวจจับ และติดตามระบุตำแหน่งของขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก เพื่อรบกวนการทำงานของมันหรือยิงทำลายเหมือนเดิม เพียงแต่ตอนนี้ฝ่ายตั้งรับมีเวลาในการตรวจจับและยิงสกัดน้อยลงเท่านั้น"
อย่างไรก็ตาม ความสามารถของขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกได้ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นกังวลอย่างยิ่ง เนื้อหาในรายงานฉบับหนึ่งของหน่วยวิจัยประจำสภาคองเกรส (CRS) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนก.พ.ของปีนี้ ระบุว่า "บรรดาเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมต่างแสดงความเห็นว่า การออกแบบโครงสร้างของระบบตรวจจับขีปนาวุธ ทั้งภาคพื้นดินและในห้วงอวกาศที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีความสามารถพอที่จะตรวจจับและติดตามขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกได้"
ทั่วโลกกลัวขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกกันเกินไปหรือไม่ ?
แม้คุณสมบัติของขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกจะดูน่าเกรงกลัวอยู่ไม่น้อย แต่ดร.สิทธาร์ถ เกาศัล จากราชสถาบันรวมเหล่าทัพ (RUSI) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและให้คำปรึกษาด้านการทหารของสหราชอาณาจักร กลับมองว่ามันอาจไม่ใช่ "ตัวเปลี่ยนเกม" ของการสงครามยุคใหม่อย่างแท้จริง
"สิ่งที่ทำให้ทั่วโลกตื่นเต้นกันอยู่ตอนนี้ คือความเร็วและความสามารถในการบังคับควบคุมขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งดึงดูดใจให้กองทัพนำไปใช้กับเป้าหมายมูลค่าสูง พลังงานจลน์มหาศาลที่พุ่งเข้ากระแทกอย่างรุนแรง ยังเป็นประโยชน์ต่อการเจาะทำลายเป้าหมายที่แข็งแกร่งหรือที่ฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งทำลายได้ยากด้วยอาวุธแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่"
ชาร์ปกล่าวเสริมว่า แม้ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกจะมีข้อดีมากมายดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ความเร็วสูงระดับมัค 5 หรือที่เหนือกว่านั้น ก็ยังพอมีหนทางในการรับมือได้ ซึ่งบางวิธีนั้นมีประสิทธิภาพสูงเลยทีเดียว
วิธีแรกคือการทำให้เป้าหมายของขีปนาวุธถูกติดตามและตรวจจับได้ยาก เช่นเรือรบนั้นสามารถเคลื่อนที่หลบหลีกได้รวดเร็ว และหนีไปได้ไกลในวงกว้าง "จนภาพถ่ายดาวเทียมที่ความละเอียดไม่สูงนัก ไม่สามารถระบุตำแหน่งของเรือได้อย่างแม่นยำ หากบันทึกภาพส่งมาช้าไปเพียง 2-3 นาที ส่วนการระบุตำแหน่งเป้าหมายด้วยภาพถ่ายดาวเทียม ให้ได้อย่างทันท่วงทีและถูกต้องนั้น มีราคาแพงและทำได้ยากมาก" ชาร์ปกล่าว
อย่างไรก็ตาม วิธีหลบเลี่ยงขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกแบบนี้ อาจใช้ไม่ได้ผลในอนาคต หากปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอรวมทั้งเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่คิดค้นขึ้นใหม่ ถูกนำมาใช้เสริมสมรรถนะในการติดตามตรวจจับเป้าหมายของอาวุธชนิดนี้
คำเตือนเรื่องภัยคุกคามจากรัสเซีย
แม้จีนและรัสเซียจะสามารถช่วงชิงความเป็นผู้นำในการพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก มาจากเหล่าพันธมิตรชาติตะวันตกได้สำเร็จ ทว่าผู้เชี่ยวชาญอย่างฟรีเออร์ก็ยังมองว่า "จีนนั้นมีโครงการพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ที่ทั้งน่าทึ่งและน่าเกรงขามอย่างแท้จริง แต่ในกรณีของชาวรัสเซียนั้น ควรจะระวังชั่งใจให้มากหน่อย ก่อนจะตกลงปลงใจเชื่อในสิ่งที่พวกเขาอวดอ้าง"
เมื่อเดือนพ.ย. ปี 2024 รัสเซียทดลองยิงขีปนาวุธพิสัยกลางรุ่นหนึ่ง เข้าใส่ย่านโรงงานอุตสาหกรรมของเมืองนีโปร (Dnipro) ในประเทศยูเครน โดยหวังจะใช้เป็นสนามทดสอบสมรรถนะของอาวุธดังกล่าวในสถานการณ์จริง ซึ่งฝ่ายยูเครนรายงานว่าขีปนาวุธนั้นเดินทางด้วยความเร็วระดับมัค 11 (ราว 13,580 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งถือเป็นความเร็วเหนือเสียงขั้นไฮเปอร์โซนิก
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย บอกว่าขีปนาวุธดังกล่าวชื่อว่า "โอเรชนิก" (Oreshnik) ที่หมายถึงต้นเฮเซลนัต และมีความเร็วที่ระดับมัค 10 ส่วนหัวรบที่ติดตั้งไว้กับขีปนาวุธ ก็สามารถแยกออกได้เป็นหลายชิ้นในช่วงสุดท้ายของการบิน และพุ่งเข้าทำลายเป้าหมายหลายแห่งได้อย่างแม่นยำ ด้วยระเบิดที่ถูกเหวี่ยงออกไปเป็นวิถีโค้งด้วยแรงเฉื่อย ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างมากในยุคสงครามเย็น

คนที่เคยได้ยินเสียงระเบิดของขีปนาวุธดังกล่าว บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า เสียงของมันไม่ดังมากนัก แต่เป็นเสียงระเบิดตกที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เท่ากับจำนวนหัวรบทั้งหกที่ขีปนาวุธปล่อยออกมา แต่เนื่องจากการเคลื่อนที่ของหัวรบมาจากแรงเฉื่อย ทำให้มันไม่อาจสร้างความเสียหายได้มากนัก จะว่าไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากการทิ้งระเบิดโจมตียูเครน ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกคืนอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามจากขีปนาวุธของรัสเซีย ถือเป็นภัยใหญ่หลวงต่อความมั่นคงของภูมิภาคยุโรป เนื่องจากรัสเซียได้ประจำการขีปนาวุธบางส่วนไว้ในแถบชายฝั่งทะเลบอลติก และที่ดินแดนในอาณัติอย่างเมืองคาลินินกราด (Kaliningrad) ซึ่งอยู่นอกอาณาเขตที่เป็นแผ่นดินใหญ่ของประเทศ ทำให้น่าห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากปูตินสั่งให้ใช้ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกที่ติดตั้งหัวรบอานุภาพร้ายแรง โจมตีกรุงเคียฟของยูเครนขึ้นมา ?

ผู้นำรัสเซียอ้างว่า จะผลิตขีปนาวุธโอเรชนิกจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากมันมีอานุภาพร้ายแรงอย่างยิ่ง จนสามารถทำลายเป้าหมายให้กลายเป็นผุยผงได้ในพริบตา
นอกจากขีปนาวุธโอเรชนิกแล้ว ปูตินยังอ้างว่ามีขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกรุ่นอื่น ๆ ในครอบครองด้วย เช่นขีปนาวุธคินซัล (Kinzhal) ของกองทัพอากาศ ซึ่งหมายถึงกริชหรือมีดสั้นในภาษารัสเซีย ปูตินบอกว่ามันพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วจนไม่อาจยิงสกัดได้ทัน และเคยใช้ขีปนาวุธคินซัลยิงใส่ยูเครนไปแล้วหลายลูก ทว่าข้อมูลจากสถานการณ์จริงกลับชี้ว่า คินซัลอาจไม่ใช่ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกอย่างแท้จริง และอาจเคยถูกยิงสกัดได้มาแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่ถึงกระนั้น ขีปนาวุธของรัสเซียที่ชาติตะวันตกหวั่นเกรงอย่างยิ่ง คือขีปนาวุธอาวอนการ์ดที่รวดเร็วระดับเหนือเสียงยิ่งยวด และสามารถบังคับควบคุมได้จริง รัสเซียเปิดตัวขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกรุ่นนี้เมื่อปี 2018 พร้อมกับ "สุดยอดอาวุธ" (superweapons) อีก 5 ชนิด ซึ่งปูตินอวดอ้างว่า อาวอนการ์ดเป็นขีปนาวุธที่ไม่อาจยิงสกัดหรือหยุดยั้งได้
ดร.เกาศัล จากสถาบัน RUSI ของสหราชอาณาจักร บอกว่าวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาขีปนาวุธอาวอนการ์ด "ก็เพื่อเอาชนะระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าโครงการผลิตอาวุธของรัสเซีย จะมีศักยภาพจำกัดในการผลิตอาวุธล้ำสมัยอย่างอาวอนการ์ด " ดร. เกาศัลกล่าว
ส่วนอีกซีกโลกหนึ่งในทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น การช่วงชิงความเป็นใหญ่ทางยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ร้อนแรงขึ้นทุกขณะ การสะสมขีปนาวุธของจีนถือเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในทะเลจีนใต้และน่านน้ำอื่น ๆ ในแถบดังกล่าว
ปัจจุบันจีนเป็นชาติที่มีแสนยานุภาพในด้านกำลังอาวุธไฮเปอร์โซนิกเข้มแข็งที่สุดของโลก โดยเมื่อปลายปี 2024 จีนได้เปิดตัวพาหนะนำร่อนของขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกรุ่นใหม่ GDF-600 ซึ่งสามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 1,200 กิโลกรัม ทั้งยังสามารถบรรจุหัวรบย่อย และพุ่งทะยานได้เร็วถึงระดับมัค 7 หรือราว 8,642 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของอังกฤษ พัฒนาไปถึงไหนแล้ว ?
ในฐานะที่สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวร 5 ชาติ ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) การที่ยังไม่มีขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเป็นของตนเอง ทำให้ล้าหลังอย่างยิ่งในการแข่งขันทางเทคโนโลยีการทหาร แต่เมื่อไม่นานมานี้ สหราชอาณาจักรได้เริ่มพยายามไล่กวด เพื่อตามให้ทันมหาอำนาจชาติอื่น ๆ ในเรื่องนี้แล้ว
เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมและห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ (DSTL) ประกาศว่าทีมนักวิทยาศาสตร์อังกฤษได้เดินหน้ามาถึง "ช่วงเวลาสำคัญ" หลังประสบความสำเร็จในการทดสอบระบบขับดันขีปนาวุธ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือสามฝ่าย ระหว่างรัฐบาลสหราชอาณาจักรกับภาคเอกชนด้านการป้องกันประเทศและรัฐบาลสหรัฐฯ
ภายในช่วงระยะเวลา 6 สัปดาห์ ของการทดสอบระบบขับดันในขณะเครื่องยนต์อยู่นิ่ง ซึ่งมีขึ้นที่ศูนย์วิจัยแลงลีย์ขององค์การนาซาที่รัฐเวอร์จิเนีย การทดสอบประสบความสำเร็จถึง 233 ครั้ง จนนายจอห์น ฮีลลีย์ รัฐมนตรีกลาโหมของสหราชอาณาจักรเอ่ยปากว่า นี่คือเหตุการณ์ที่เป็น "หมุดหมายสำคัญ" ในเส้นทางสู่การพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งยังจะต้องใช้เวลาอีกนานหลายปี

ที่มาของภาพ, REUTERS/Valentyn Ogirenko
นอกจากจะเร่งรัดโครงการพัฒนาอาวุธดังกล่าวแล้ว ฟรีเออร์ยังเห็นว่า ชาติตะวันตกควรจะมุ่งเน้นสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกให้ดีด้วย "เพราะการสู้รบกันด้วยขีปนาวุธนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน คุณจะต้องเน้นจำกัดวงของความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ได้มากพอ ๆ กับการพัฒนาขีดความสามารถ ให้เข้าทำลายฐานยิงปล่อยของศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณทำได้ทั้งสองอย่างนี้ ทั้งการป้องกันตนเองและการโจมตีตอบโต้ ก็มีแนวโน้มว่าศัตรูจะไม่กล้าเป็นฝ่ายเริ่มหรือเปิดฉากทำสงครามก่อน"
ส่วนชาร์ปนั้นกล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า "จุดสำคัญที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในเรื่องของขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ก็คือทั้งสองข้างของสมการสงคราม ต่างก็ยังเป็นฝ่ายที่บุกโจมตีหรือตั้งรับได้ยากทั้งคู่ และยังไม่มีฝ่ายใดที่พัฒนาตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบในตอนนี้"

































