สงครามยูเครน : มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่รัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์

- Author, ทีมวารสารศาสตร์เชิงภาพ
- Role, บีบีซี นิวส์
เหตุระเบิดที่ทำให้สะพานเชื่อมไครเมีย-รัสเซีย ถล่มลงมาบางส่วนเมื่อวันที่ 8 ต.ค. ถือเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่ในการเดินหน้าทำสงครามในยูเครน และถือเป็นอีกเรื่องน่าอับอายสำหรับรัสเซียหลังยูเครนยึดพื้นที่คืนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
คำถามที่อยู่ในใจหลายคนคือ รัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่หากยูเครนสามารถบุกตอบโต้และได้เปรียบในสงครามครั้งนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อ 7 ต.ค. ประธานาธิบดีโวโรดีมีร์ เซเลนสกี ระบุระหว่างให้การสัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เจ้าหน้าที่ทางการรัสเซียเริ่ม "เตรียมผู้คนในสังคมของพวกเขาให้พร้อม" สำหรับความเป็นไปได้ที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็เสริมว่าเขาไม่เชื่อว่ารัสเซียพร้อมที่ใช้มัน
"พวกเขาไม่พร้อมที่จะทำมัน จะใช้มัน (อาวุธนิวเคลียร์) แต่พวกเขาเริ่มที่จะสื่อสาร[กับประชาชน] พวกเขาไม่รู้ว่าจะใช้หรือไม่ ผมคิดว่าแค่การพูดถึงมันก็เป็นเรื่องอันตรายแล้ว" ปธน.เซเลนสกี ระบุ
นี่คือบทวิเคราะห์โดย กอร์ดอน คอเรรา ผู้สื่อข่าวด้านความมั่นคงบีบีซี จากเมื่อวันที่ 7 ต.ค.
เงามืดของอาวุธนิวเคลียร์เริ่มปกคลุมความขัดแย้งในครั้งนี้ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่สงครามเริ่มต้นขึ้นแล้ว และนั่นเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ตั้งใจไว้
เขาพูดถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์เวลาที่แผนปฏิบัติการเผชิญกับอุปสรรค ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ไม่สามารถล้มรัฐบาลยูเครนได้โดยทันทีหลังการบุกรุกเมื่อเดือน ก.พ. และก็พูดถึงอีกครั้งในตอนนี้ที่ปฏิบัติการโต้กลับของกองทัพยูเครนทำให้รัสเซียต้องถอนทัพ
เขาหวังว่าการเตือนว่าอาวุธเหล่านี้มีอานุภาพรุนแรงแค่ไหนจะทำให้คู่ต่อสู้เกรงกลัวและก็ทำให้พวกเขาคิดทบทวนใหม่ว่าจะโต้กลับรัสเซียมากน้อยแค่ไหน
นอกจากนี้ การพูดถึงอาวุธนิวเคลียร์เป็นการสื่อสารกับประชาชนในประเทศด้วย ขณะที่ประชาชนรู้สึกกังวลเรื่องการเรียกกำลังพลสำรองบางส่วนและที่ปูตินเองออกมาอ้างว่านาโตกำลังข่มขู่รัสเซีย การพูดถึงอาวุธนิวเคลียร์เป็นการบอกคนในประเทศว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะแย่อย่างไร ประเทศก็ยังมีความสามารถในการป้องกันตัวเองอยู่
ตามหลักการของกองทัพรัสเซีย พวกเขาจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ก็ต่อเมื่อรัสเซียเองโดนคุกคาม น่าสนใจว่าปูตินกำหนดกรอบการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในลักษณะของการป้องกันประเทศ เพื่อตอบโต้ในสิ่งที่เขาอ้างว่าเป็นภัยคุกคามด้านอาวุธนิวเคลียร์จากชาติตะวันตก
ก่อนหน้านี้ ปูตินบอกว่านี่ไม่ใช่การ "ขู่เล่น ๆ" โดยบอกว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หากว่า "บูรณภาพแห่งดินแดน" ตกอยู่ในความเสี่ยง คำถามสำคัญคือ รัสเซียมองว่าดินแดนของตัวเองครอบคลุมไปไกลแค่ไหนหลังจากที่พวกเขาเพิ่งทำประชามติและผนวก 4 ดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครนเป็นของตัวเอง
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ชี้ว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียจะไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ หรือถึงขั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น
แม้ว่าเราจะไม่สามารถสรุปได้เลยว่ามันจะไม่เกิดขึ้นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาปูตินรู้สึกว่าความมั่นคงของรัฐถูกคุกคาม สิ่งที่ชาติตะวันตกจะจับจ้องเป็นพิเศษจะเป็นที่พฤติกรรมของรัสเซีย ไม่ใช่สำนวนภาษาที่พวกเขาใช้ และก็จะมุ่งมั่นทำตามยุทธศาสตร์ที่พวกเขาวางมาต่อไป
เมื่อเดือน ก.ย. ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศ "ระดมกำลังพลบางส่วน" ไปยังสมรภูมิยูเครน พร้อมขู่จะใช้ "สรรพกําลังทั้งหมดที่เรามี" เพื่อปกป้องดินแดนของรัสเซีย จนก่อให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า หากพิจารณาจากคำเตือนครั้งก่อน ๆ ของนายปูติน ก็น่าจะพอตีความได้ว่า ท่าทีล่าสุดของเขาน่าจะเป็นคำเตือนเพื่อป้องปรามไม่ให้ประเทศอื่นเข้าไปข้องเกี่ยวในสงครามยูเครนให้มากไปกว่านี้ ไม่น่าจะเป็นการส่งสัญญาณถึงความต้องการใช้อาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด
โลกเรามีอาวุธนิวเคลียร์มาเกือบ 80 ปีแล้ว และหลายประเทศมองว่ามันคือเครื่องมือในการป้องปรามการโจมตีจากศัตรู และช่วยรับประกันความมั่นคงของชาติ
รัสเซียมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่เท่าใด

จำนวนอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดที่ประเทศต่าง ๆ มี เป็นตัวเลขโดยประมาณ แต่สหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (Federation of American Scientists หรือ FAS) คาดว่า รัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์จุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์อยู่ 5,977 หัว ในจำนวนนี้ราว 1,500 หัวเป็นหัวรบที่ปลดประจำการแล้ว และกำลังจะรื้อถอนออกไป
หัวรบนิวเคลียร์ที่เหลืออีกราว 4,500 หัวนั้น ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี เช่น ขีปนาวุธทิ้งตัว หรือจรวด ซึ่งสามารถเล็งเป้าโจมตีได้จากระยะไกล อาวุธเหล่านี้มักมีความเกี่ยวข้องกับการทำสงครามนิวเคลียร์
ส่วนที่เหลือเป็นอาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็กและมีอานุภาพการทำลายล้างน้อยกว่า ซึ่งมีพิสัยยิงสั้นสำหรับใช้ในสนามรบหรือในทะเล
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่า รัสเซียมีอาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกลที่พร้อมใช้งานอยู่หลายพันลูก
บรรดาผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ปัจจุบันรัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ที่ "ประจำการอยู่" กล่าวคือติดตั้งอยู่ที่ขีปนาวุธ และครื่องบินทิ้งระเบิด หรือเรือดำน้ำอยู่ราว 1,500 หัว
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
เทียบกับชาติอื่น
ปัจจุบันมี 9 ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส อินเดีย อิสราเอล เกาหลีเหนือ ปากีสถาน รัสเซีย สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร อยู่ในกลุ่ม 191 ชาติที่ร่วมลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty หรือ NPT)
ภายใต้สนธิสัญญานี้ ประเทศที่ร่วมลงนามจะต้องลดการสะสมหัวรบนิวเคลียร์ และในทางทฤษฎีจะต้องมุ่งขจัดอาวุธที่มีอยู่ให้หมดสิ้นไป ซึ่งที่ผ่านมาได้ช่วยลดจำนวนการสะสมหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลกลงนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 และ 1980 เป็นต้นมา
อินเดีย อิสราเอล และปากีสถาน ไม่เคยร่วมลงนามใน NPT ขณะที่เกาหลีเหนือถอนตัวออกมาในปี 2003
อิสราเอลเป็นเพียงประเทศเดียวจากทั้ง 9 ประเทศที่ไม่เคยยอมรับอย่างเป็นทางการว่าดำเนินโครงการอาวุธนิวเคลียร์
ยูเครนไม่เคยมีอาวุธนิวเคลียร์ และถึงแม้จะมีข้อกล่าวหาจากประธานาธิบดีปูติน แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ายูเครนพยายามที่จะครอบครองอาวุธชนิดนี้
อาวุธนิวเคลียร์มีอานุภาพทำลายล้างเพียงใด
อาวุธนิวเคลียร์ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเสียหายขั้นสูงสุด
ระดับความรุนแรงของการทำลายล้างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น
- ขนาดของหัวรบ
- การระเบิดอยู่เหนือพื้นดินแค่ไหน
- สภาพแวดล้อมของจุดที่เกิดระเบิด

อย่างไรก็ตาม แม้แต่หัวรบนิวเคลียร์ขนาดเล็กที่สุดก็อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาว
ระเบิดปรมาณูที่คร่าชีวิตผู้คนราว 146,000 คนในเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีขนาด 15 กิโลตัน
ในขณะที่หัวรบนิวเคลียร์ในปัจจุบันอาจมีขนาดได้ถึง 1,000 กิโลตัน
คาดว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะตายลงทันทีในจุดที่ถูกระเบิดนิวเคลียร์ถล่มโดยตรง
โดยหลังจากเกิดแสงสว่างจ้าจากระเบิดที่อาจทำให้ตาบอดได้นั้น ก็จะมีลูกไฟขนาดยักษ์ตามมาพร้อม ๆ กับคลื่นกระแทกจากแรงระเบิดที่จะทำลายอาคารบ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เป็นวงกว้างหลายกิโลเมตร
การป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์คืออะไร
การป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์มาจากทฤษฎีที่ว่า การมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในการครอบครองจำนวนมาก จะช่วยป้องกันประเทศจากการโจมตีของศัตรู กล่าวคือยุทธศาสตร์นี้จะทำให้ศัตรูไม่กล้าใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีก่อน เพราะจะต้องเผชิญการโต้กลับอย่างรุนแรงด้วยอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน
แม้หลายประเทศจะมีการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีชาติใดใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการเผชิญหน้าทางทหารมาตั้งแต่ปี 1945
นโยบายของรัสเซียเองก็ยอมรับให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ได้เฉพาะการป้องปรามการโจมตีจากศัตรู และกำหนดเหตุผลในการใช้เอาไว้ 4 กรณี คือ
- มีการยิงขีปนาวุธทิ้งตัวโจมตีดินแดนของสหพันธรัฐรัสเซียและชาติพันธมิตร
- มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงชนิดอื่นต่อสหพันธรัฐรัสเซียและชาติพันธมิตร
- มีการโจมตีที่ทำการรัฐบาลและทหารที่สำคัญของสหพันธรัฐรัสเซียซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์ของชาติ
- มีการรุกรานสหพันธรัฐรัสเซียโดยใช้อาวุธธรรมดาสามัญที่เป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริงต่อการดำรงอยู่ของรัฐ












