เปิดคำบอกเล่าจากผู้แปรพักตร์ เกาหลีเหนือรับรู้การมีอยู่ของเพศวิถี LGBTQ หรือไม่

Two North Korean male soldiers were caught kissing on South Korean CCTV near the North-South border.

ที่มาของภาพ, TV CHOSUN 'GOLDEN PUNCH'

คำบรรยายภาพ, กล้องวงจรปิดของฝั่งเกาหลีใต้บริเวณชายแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ บันทึกภาพทหารเกาหลีเหนือสองคนกำลังจูบกันเอาไว้ได้
    • Author, ฮัน ซัง-มี
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาเกาหลี

เป็นเวลา 10 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Commission of Inquiry-COI) ขององค์การสหประชาชาติ ได้เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือ ซึ่งเปิดเผยอย่างชัดเจนถึงการกระทำอันโหดร้ายอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ

รายงานฉบับดังกล่าว ระบุว่ามีการละเมิดสิทธิอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมทรมาน บังคับใช้แรงงาน คุมขัง ค่ายขังนักโทษการเมือง การประหารชีวิตต่อสาธารณะ รวมทั้งการละเมิดสิทธิการเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนการเคลื่อนไหวทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เกาหลีเหนือได้ใช้บังคับกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายปกป้องวัฒนธรรมเปียงยาง กฎหมายรับรองการศึกษาของเยาวชน และกฎหมายต่อต้านวัฒนธรรมและอุดมการณ์ที่ไม่ก้าวหน้า ซึ่งมีการจำกัดเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของพลเมืองเพิ่มเติมขึ้นอีก

แต่หากขยับไปอีกก้าวหนึ่ง ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งในเกาหลีเหนือที่ไม่มีใครเหลียวแล นั่นคือ ชนกลุ่มน้อยทางเพศ

เกาหลีเหนือเป็นอีกประเทศที่ก็มีกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) เช่นกันและถือเป็นส่วนน้อยของสังคม ซึ่งผู้คนในเกาหลีเหนือมักจะสับสนในอัตลักษณ์ทางเพศของพวกเขาและเธอ กลุ่มคนหลากหลายทางเพศดำรงชีวิตอย่างทุกข์ทรมานและกดดันตัวเองโดยไม่รู้ถึงเหตุผลของระบบที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มมากกว่าตัวบุคคล

รายงานจากบีบีซีแผนกภาษาเกาหลีจะพาไปดูชีวิตและสิทธิมนุษยชนของพวกเขาที่อยู่ในเกาหลีเหนือ ซึ่งแทบจะไม่เป็นที่รู้จักในโลกภายนอก

พบกับผู้แปรพักตร์ LGBTQ คนแรกของเกาหลีเหนือ

จาง ยองจิน นักเขียนนิยาย ตัดสินใจแปรพักตร์ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือเพื่อปิดฉากชีวิตแต่งงานที่ยากลำบาก
คำบรรยายภาพ, จาง ยองจิน นักเขียนนิยาย ตัดสินใจแปรพักตร์ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือเพื่อปิดฉากชีวิตแต่งงานที่ยากลำบาก

จาง ยอง-จิน นักเขียนนิยายเรื่องยาว ย้ายมาใช้ชีวิตที่เกาหลีใต้ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และเขาถูกบังคับให้เปิดเผยตัวตนทางเพศผ่านการให้สัมภาษณ์กับสื่อ บีบีซีเกาหลีรู้จักเขาผ่านสื่อทั้งในและต่างประเทศหลายสำนัก แต่เมื่อได้พบกับเขาตัวจริงในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เขาได้แสดงความบริสุทธ์ในตัวตนให้เราได้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความหลงไหลในตัวเอง” ที่ไม่ธรรมดาของเขาโดดเด่นเป็นพิเศษ

“ชีวิตที่ไร้รักคือ ชีวิตที่ล้มเหลว เมื่อปราศจากรักแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้มีชีวิต” เขากล่าว

“ผมไม่ออกเดทกับคนที่สูงน้อยกว่า 178 ซม. เขาดูเหมือนไม่ใช่ผู้ชายในสายตาผม ผมยังดูแม้กระทั่งความยาวของนิ้วด้วยว่าต้องมีความเรียวและยาว”

เกณฑ์ในการเลือกคู่รักของเขาบ่งบอกถึงความช่างเลือกของยอง-จิน แต่นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วเขาคือ “เด็กที่คนชื่นชอบ” ในโลกของพวกเขา เพราะมีผู้ชายที่ต้องการติดต่อเขาอยู่เสมอซึ่งมาจากทั่วโลก ทั้งจากเกาหลี สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และไทย ยองจินบอกด้วยว่า มีหนุ่มเกาหลีวัย 20 ปี ซึ่งอายุน้อยกว่าเขาถึง 7 ปี มาติดพันจนถึงเมื่อไม่นานมานี้

ยิ่งเราได้พูดคุยกับยองจินมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับรู้ได้ว่าเขามีความรักให้กับตัวเองอย่างยิ่ง การตีตราว่า เขาเป็นผู้แปรพักตร์และอายุ 60 แล้ว ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับยองจินเลย เขาบอกกับเราว่า ถ้าเขาได้รู้ตัวตนทางเพศของตัวเองเร็วกว่านี้ เขาอาจจะไม่ลี้ภัยออกจากเกาหลีเหนือและอาจจะอยู่อย่างมีความสุขที่บ้านเกิดกับแม่และพี่ชายน้องชาย

ทว่าหลังจากเดินทางมาถึงเกาหลีใต้ โลกของเขาได้แปรเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้บังเอิญไปอ่านนิตยสารและเข้าใจว่า “ผู้ชายก็สามารถชอบผู้ชายได้” และเขาผู้ที่เคยต่อสู้ทุกข์ทรมานไม่ได้มีอยู่อีกต่อไป

“ชีวิตที่ไร้รักคือ ชีวิตที่ล้มเหลว เมื่อปราศจากรักแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้มีชีวิต” ยองจิน กล่าว

ที่มาของภาพ, JANG YOUNG-JIN/BBC

คำบรรยายภาพ, “ชีวิตที่ไร้รักคือ ชีวิตที่ล้มเหลว เมื่อปราศจากรักแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้มีชีวิต” ยองจิน กล่าว

‘ชีวิตระทมทุกข์โดยไม่รู้สาเหตุ’

ยองจิน ตัดสินใจแปรพักตร์มายังเกาหลีใต้เพื่อยุติชีวิตแต่งงานที่แสนทรมาน เขาทั้งรู้สึกหงุดหงิด สับสน และไม่มีความสุขอย่างไร้เหตุผล เขาแต่งงานภายใต้แรงกดดันและไม่รู้เลยว่าทำไมตัวเขาเองไม่อยากจะใช้ชีวิตร่วมกับภรรยา เขาได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาล[เพื่อปรึกษา]กับพ่อตา แต่ก็ไม่สามารถหาสาเหตุหรือเหตุผลใด ๆ ได้เลย

“อยู่มาวันหนึ่ง ภรรยาผมร้องไห้และบอกว่า ‘ฉันเรียนหนักและทำงานหนักมาก แต่ฉันไม่รู้ว่าฉันมาเจอคนแปลกหน้า (สามี) อย่างคุณได้อย่างไร และทำไมถึงทุกข์ทรมานเช่นนี้’ นั่นเป็นตอนที่ผมตัดสินใจว่า ผมต้องปล่อยผู้หญิงคนนี้ไป จากนั้นผมก็ไปที่ศาลประชาชนเพื่อขอหย่า แต่กลับถูกด่าสาดกลับมา พวกเขาบอกว่า การหย่าเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตโดยเด็ดขาดเพียงเพราะเราไม่มีลูก”

ยองจินบอกว่า เขาไม่รู้ว่า ทำไมเขาถึงรังเกียจภรรยาของเขามากนักตอนที่เขาอยู่ในเกาหลีเหนือ เขาเคยไปหาหมอที่ รพ. แต่ก็หาสาเหตุไม่เจอ
คำบรรยายภาพ, ยองจินบอกว่า เขาไม่รู้ว่า ทำไมเขาถึงรังเกียจภรรยาของเขามากนักตอนที่เขาอยู่ในเกาหลีเหนือ เขาเคยไปหาหมอที่ รพ. แต่ก็หาสาเหตุไม่เจอ

เขาเติบโตมาพร้อมกับการได้ยินคำพูดเช่นว่า “เธอน่ารัก เธอดูเหมือนเด็กผู้หญิง เกิดอะไรขึ้นกับเด็กผู้ชายคนนี้ที่น่ารักได้ขนาดนี้” ยองจินยังเล่าด้วยว่า เขาแอบชอบเพื่อนผู้ชายวัยเด็กชื่อ ซอน ชอล ซึ่งมีบุคลิกสูงและหล่อเหลามากจนถึงขั้นที่อาจถูกเลือกให้ไปเป็นนักแสดงของวิทยาลัยศิลปะการแสดงเปียงยางได้ แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงชอบซอน ชอล มากนักในเวลานั้น และเขาบอกว่าเขายังคิดถึงซอน ชอล อยู่เสมอ

ยองจิน บอกด้วยว่า เขาไม่อาจจะลืมวันที่ซอน ชอล แต่งงานได้เลย เขาร้องไห้แบบไม่หยุดกลางสายฝนลูกเห็บที่บ้านหลังใหม่ของเพื่อนชายคนนั้น เขาหาคำตอบไม่ได้เลยว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกโกรธและเสียใจมากขนาดนั้น ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อทุกคนแต่งงานกันหมดแล้ว ซอน ชอล มาเยี่ยมที่บ้านของยองจินและค้างคืน เขาอยากจะเข้าไปในห้องของชอน ซอล ความคิดนั้นทำให้เขาหัวใจเต้นแรงและเขาก็ตาเบิกกว้างนอนไม่หลับทั้งคืน ยองจินรู้สึกหงุดหงิดมากที่ซอน ชอล นอนกรนและหลับอย่างไม่สนใจ

ตอนที่ยองจินทำงานในกองทัพ เขาได้รับการเอ็นดูจากทหารรุ่นพี่ด้วยเพราะรูปร่างหน้าตาของเขาที่หล่อเหลา ในช่วงฤดูหนาวบรรดารุ่นพี่จะแข่งกันมาอยู่ใกล้ชิดยองจินเพื่อกอดและนอนด้วยกัน ในบางครั้งเหล่ารุ่นพี่ก็จูบยองจินและถูไถใบหน้าไปที่เขา และบางครั้งก็ใช้มือหนา ๆ ล้วงเข้าไปในกางเกงของยองจิน

ผู้แปรพักตร์ LGBTQ คนนี้ยังเล่าด้วยว่า เขามักจะวิ่งไปที่ผู้บังคับบัญชากองร้อยของเขาที่ใจดีและมีบุคลิกมาดแมนก่อนเข้าไปสวมกอด ทั้งหมดที่ยองจินเล่ามานั้น เขาบอกว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปตามธรรมชาติภายในกองทัพเกาหลีเหนือ เขายังย้ำด้วยว่า เหตุผลที่เขาอดทนอยู่ในกองทัพโดยไม่ได้ลาพักเลยเป็นเวลา 10 ปี นั้นเป็นเพราะ “สหายร่วมปฏิวัติ” เหล่านี้

ในตอนแรก ผู้สื่อข่าวบีบีซีเกาหลีเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องเล่าเก่า ๆ อย่างไรก็ดี เรื่องราวในกองทัพเกาหลีเหนือที่ได้ยินมาจากคนรุ่นจางมาดัง (Jangmadang Generation หรือคนรุ่น MZ หรือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเกาหลีเหนือที่คล้ายกับชาวมิลเลนเนียลหรือเจนซีของเกาหลีใต้) ที่อายุประมาณ 30 ต้น ๆ ซึ่งแปรพักตร์จากเกาหลีเหนือเมื่อปี 2019 และตอนนี้อาศัยอยู่ในเกาหลีใต้ ก็ไม่ต่างไปจากนั้นมาก

สหายร่วมปฏิวัติ

ทหารเกาหลีเหนือฝึกซ้อมที่บริเวณจตุรัสคิม อิล-ซุง ในกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, ทหารเกาหลีเหนือฝึกซ้อมที่บริเวณจตุรัสคิม อิล-ซุง ในกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ

คำให้การที่ 1 กองทัพเปียงยางในช่วงทศวรรษที่ 2010

ตามการเปิดเผยของ ลี ซอง-ฮยอก ซึ่งรับใช้กองทัพในกรุงเปียงยาง ผู้ชายวัยผู้ใหญ่ในเกาหลีเหนือ จะจับมือกันหากพวกเขามีความใกล้ชิดสนิทสนม และด้วยการที่ในเกาเหลีเหนือไม่มีความรู้หรือไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน (homosexuality) พวกเขาจึงคิดว่าไม่เป็นปัญหาหากมีความใกล้ชิดในลักษณะนี้ ประเด็นสำคัญก็คือ มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้ชายจะจับมือถือแขนและสวมกอดกัน และเชื่อว่านี่ยังคงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสนิทของ “สหายร่วมปฏิวัติ” ในกองทัพ

“ในหน่วยของเรา มีผู้ชายอยู่ด้วยกัน 120 คน พวกเราทุกคนถอดเสื้อผ้า และนอนลงใกล้ ๆ กัน และเบียดชิดตอนนอนด้วยกันแบบนั้น เมื่อมีคนหนุ่ม ๆ เข้ามาใหม่ในกองทัพ พวกเขาน่ารักมาก ดังนั้น พวกเขาจะกอดกัน ใช้แขนโอบลำตัวซึ่งกันและกัน และกอดรัดกัน และเพราะกองทัพไม่มีผู้หญิง ถ้ามีเด็กผู้ชายน่ารัก ๆ เข้ามา ทุกคนจะวาดภาพว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นผู้หญิงและแสดงความพึงพอใจ แต่นั่นไม่ใช่เพราะว่าอัตลักษณ์ทางเพศของพวกเขาผิดแปลก มันเป็นเพราะว่าพวกเขาอดทนอยู่กับการเป็นทหารมา 10 ปีในที่ ๆ ไม่มีผู้หญิงเลย และไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาชอบเด็กหนุ่มคนนั้น ดังนั้น ผมจึงไม่คิดว่ามันแปลกแต่อย่างใด ในกองทัพ ทุกคนต้องแบ่งปันร่างกายของตัวเอง และเมื่อถึงเวลาที่ยากลำบาก พวกเขาต้องให้เลือดให้เนื้อซึ่งกันและกัน เมื่อใกล้ชิดกันมาก ก็จะไม่เกิดการปฏิเสธกันในเรื่องเหล่านี้”

“ดังนั้น หากคุณมองไปที่เกาหลีเหนือ คุณจะไม่มีวันเข้าใจเลยหากคุณใช้สายตาแบบคนเกาหลีใต้ คุณต้องมองเกาหลีเหนือด้วยมุมมองของคนที่นั่นเพื่อที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้เร็วขึ้น ในเกาหลีเหนือ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเพศทางเลือก (คนรักเพศเดียวกัน) เลย มันไม่ใช่แม้แต่ความรู้สึกทั่วไป เขาแค่เรียกคนแบบนั้นว่า เป็นพวกป่วยและเป็นขันที แต่คำว่าชนกลุ่มน้อยทางเพศหรือ ? คนรักเพศเดียวกันหรือ ? ถึงจะดูซีรีส์เกาหลีมาหลายรอบ ผมก็ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วทำไมผมเป็นแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะแปลกหรือเปล่า หากผมทำแบบนี้ต่อไป ผมอาจจะปิดตัวเอง อาจจะมีคนที่เป็นแบบนั้น แต่คงจะมีคนเกาหลีเหนือน้อยมากที่รู้จัก ผมไม่สามารถพูดได้ว่ามันเป็น 0% แต่ผมคิดว่ามันแทบจะไม่มีอยู่เลย”

เขาอธิบายด้วยว่า ในสังคมของเกาหลีเหนือ การที่ผู้ชายชอบผู้ชาย และผู้หญิงชอบผู้หญิง จะถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ “ผิดปกติ” “สิ่งต้องห้ามทางจริยธรรม” หรือ “บางสิ่งบางอย่างที่มีแต่สัตว์เท่านั้นที่ทำ”

“เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องแบบนี้ คนเกาหลีเหนือจะพูดทำนองว่า ‘พวกเขาถูกรังเกียจขนาดไหนกัน ? ถ้าไม่มีผู้ชายแล้ว พวกเขาคงทำตัวแบบนั้นกันเอง’ และผู้ชายก็มักจะพูดว่า ‘พวกเขาต้องไม่มีใครเอาขนาดไหน? ถ้าไม่มีผู้หญิง พวกเขาคงทำตัวแบบนั้นกันเองและสบถต่อกัน’”

“มีแผนกจิตเวชในโรงพยาบาล แต่คุณจะเห็นได้ว่าจิตแพทย์เองก็ไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้เลย มันเป็นไปไม่ได้เลย และถ้าพวกเขาเจอ (คนรักเพศเดียวกัน) คน ๆ นั้นต้องถูกนำตัวไปขังคุกทันทีและถูกลงโทษด้วยข้อหาอาชญากรรมอื่น ๆ กระทั่งเจ้าหน้าที่ทางการเกาหลีเหนือก็คิดว่า เรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้ และหากเรื่องนี้เป็นประเด็นทางสังคม นโยบายหรือสารต่าง ๆ คงมีออกมาแล้ว พวกเขาคงสั่งปราบปรามปัญหานี้อย่างรุนแรง แต่มันไม่มีอะไรแบบนั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า คุณไม่สามารถจะมีความรู้สึกแบบนั้นได้เลยในเกาหลีเหนือ”

“และตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.2 มีข่าวที่เกาหลีเหนือว่า ฝรั่งเศสประกาศให้ผู้หญิงแต่งงานกับผู้หญิงได้ ผู้ชายแต่งงานกับผู้ชายได้ และประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินคือ ‘คอยดูจุดจบของสังคมทุนนิยมที่ป่วยและเน่าเฟะ มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำกันเหรอ และตอนนั้นเอง ทุกคนก็คิดว่า ท้ายที่สุดแล้ว ทุนนิยมไม่ใช่สถานที่สำหรับการใช้ชีวิต’”

ในข้อเท็จจริง ฝรั่งเศสมีกฎหมายที่อนุญาตการแต่งงานของบุคคลเพศเดียวกันเป็นประเทศที่ 13 ของโลก โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2013

‘ฉันเสแสร้งว่าเป็นชาย’

คำให้การที่ 2 หมู่บ้านแถบชายแดนเกาหลีเหนือและจีนในช่วงทศวรรษที่ 1980

จากคำให้การของ พัค ซุน-จา ผู้แปรพักตร์เกาหลีเหนือวัยกว่า 50 ปี ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนหลากหลายทางเพศนั้นมีอยู่ในเกาหลีเหนือในช่วงปี 1980 ในฐานะคนกลุ่มน้อยของสังคม

พัคสนิทสนมกับคิม เพื่อนในวัยเด็กของเธอ คิมซึ่งสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุ 14 และมีพรสวรรค์มากมาย ตกหลุมรักพี่ชายของพัค และร่ำไห้เมื่อตอนที่พี่ชายพัคต้องเข้ากรมทหาร หลังจากนั้นตอนที่คิมอายุ 20 ปี เธอหลงรักผู้หญิงเกาหลีที่อยู่ในญี่ปุ่น เธอมอบเครื่องบันทึกเสียงราคาแพงของที่บ้านให้ผู้หญิงคนนั้นเป็นของขวัญ หลังจากนั้นคิมก็คุกเข่าต่อหน้าพ่อและพี่ชายและขอให้พวกเขาให้อภัย โดยต่อมาคิมบอกพัคว่า เธอเสียใจที่ทำลงไป

ในเวลาต่อมา คิมพบผู้หญิงเกาหลีอีกคนหนึ่งที่แก่กว่าเธอ 8 ปี ตอนที่เธออายุ 24 เพื่อนบ้านหญิงได้แอบเห็นคิมและหญิงคนสนิทของเธอ กลิ้งไปมาในห้องด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่า ในเวลานั้นบ้านของคนเกาหลีเหนือเป็นบ้านสไตล์โซเวียตที่อยู่ติด ๆ กัน และมีหน้าต่างกระจกขนาด 12 ซม. อยู่เหนือประตู เพื่อนบ้านคนนั้นได้ยินเสียงแปลก ๆ ตอนเดินผ่าน เธอจึงลอบมองผ่านช่องหน้าต่าง ก่อนที่วิ่งไปฟ้องหัวหน้าหน่วยประชาชน

women kiss

“หัวหน้าหน่วยประชาชนได้ยินเรื่องนั้นและบอกเธอว่าอย่าโกหกนะ เพราะมันจินตนาการไม่ออก และไม่ว่ามันจะร้ายแรงแค่ไหน เธอก็ไม่ควรแต่งเรื่องแบบนั้นขึ้นมา หลังจากนั้นเพื่อนบ้านก็พาหัวหน้าประชาชนมาที่บ้านของเธอ หัวหน้าหน่วยคนนี้เป็นผู้หญิง เมื่อเธอเห็นว่าผู้หญิงสองคนกำลังทำแบบนั้นด้วยกัน เธอตื่นกลัวและรายงานเหตุนี้ ดังนั้น คิมและเพื่อนหญิงคนสนิทจึงถูกจับโดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคง”

“วันหนึ่ง ตอนที่คิมอายุ 25 เธอมาที่บ้านเยี่ยมหาที่บ้านของฉันและบอกฉันว่าเธอผ่าตัดหน้าอก และเมื่อฉันถามว่าทำไม เธอตอบว่าเธอมีเนื้องอก พี่สาวฉันก็เปิดเสื้อเธอขึ้นมาและมองดูก่อนพูดว่า เธอมีนม (หน้าอก) ไหม เป็นผู้ชายเหรอ ทำไมทำตัวเป็นผู้ชาย ? และเราก็หัวเราะแล้วก็ผ่านเรื่องนั้นไป”

“และตอนที่ฉันพบเขาอีกทีตอนอายุ 45 เสียงของเขาดูเป็นผู้ชายมาก ฉันเลยบอกว่าเสียงเธอดูต่ำแปลก ๆ เพราะเธอสูบบุหรี่หรือเปล่า เขาก็ตอบมาแบบตลก ๆ ว่า จริง ๆ แล้วเขาเกิดมาเป็นผู้ชายแน่นอน แต่แม่ของเขาไม่รู้อัตลักษณ์ทางเพศของเขา เขาควรจะตัดอวัยวะเพศของเขาในช่องคลอดทันทีที่เขาเกิด แต่พ่อแม่เขาทำไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุว่าทำไมเขาต้องลงเอยแบบนี้”

“ไม่มีการรับรู้ว่า มีบุคคลที่หลากหลายทางเพศ” ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ?

LGBTQ community

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

กลุ่มคนหลากหลายทางเพศในเกาหลีเหนือ ซึ่งแทบจะไม่ได้รับรู้โลกภายนอก ใช้ชีวิตอย่างถูกกดขี่และถูกปฏิเสธการมีอยู่โดยไร้คำอธิบาย การคุมขัง ทรมาน ทำร้าย และประหารชีวิต เป็นรูปแบบทั้งหมดของการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ หรือกลุ่มคนเพศหลากหลายที่เป็นกลุ่มคนส่วนน้อยในเกาหลีเหนือก็ทุกข์ทรมานจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน ?

ผู้เชี่ยวชาญในเกาหลีใต้ประเมินว่า สังคมเกาหลีเหนือเป็นระบบรวมกลุ่มที่ไม่รับรู้ถึงตัวตนของแต่ละบุคคล ไม่มีการตระหนักรู้ในตัวเอง และไม่มีการรับรู้ถึงอัตลักษณ์ ขอบเขตของการรับรู้ความหลากหลายนั้นจำกัดมาก และเมื่อเจตจำนงในการแสดงออกซึ่งความต้องการของผู้คนถูกทำลายตั้งแต่ต้น ผู้คนก็ใช้ชีวิตไปโดยกดเก็บความต้องการและอารมณ์ของตัวเองไว้ ความเป็นไปเช่นนี้ดูเหมือนว่าเกิดจากบรรยากาศของระบอบเกาหลีเหนือเอง ที่ไม่รับรู้ความแตกต่างหลากหลายและเลือกปฏิบัติอย่างไม่เลือกหน้า

จอน จู-รัม ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโซลซิตี กล่าวกับบีบีซีว่า “ในเกาหลีเหนือ เพศหลากหลายถูกมองว่า เป็นพวกต่อต้านสังคม สิ่งนี้ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสังคมทุนนิยมเท่านั้น เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และผิดศีลธรรม ดังนั้น จึงเป็นธรรมชาติมากที่พวกเขาจะปฏิบัติต่อการรักเพศเดียวกันว่าเป็นอาชญากร และไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้”

นักวิชาการเกาหลีใต้กล่าวต่อไปว่า “มีพฤติกรรมที่เป็นความสัมพันธ์ของคนเพศหลากหลาย (รักเพศเดียวกัน) อย่างแน่นอน แต่เราจะเห็นว่าระดับของการรู้ว่านั่นเป็นเพศวิถีแบบหนึ่งนั้น ไม่เคยถูกนำมาถกเถียง อย่างเช่น ประเด็นอัตลักษณ์ทางสังคมหรือวิธีที่เราจะเข้าใจกลุ่มคนที่มีเพศวิถีแบบนี้” ศ.จู-รัมกล่าว และเสริมว่า “เมื่อผมสอบถามผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือเกี่ยวกับเรื่องนี้ แน่นอนว่าจะมีคำตอบอย่างเช่น 'พวกเขาคงจะถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตายไป' แต่ก็มีนักเรียนจำนวนมากที่รู้สึกไม่สบายใจกับประเด็นที่ถูกถามนี้หรือไม่ก็ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ความถูกผิด (ของความรักเพศเดียวกัน) ที่หยั่งรากอยู่ในสังคมเกาหลีเหนือ ค่อนข้างเห็นได้อย่างชัดเจน”

แล้วสถานการณ์ปัจจุบันของชนกลุ่มน้อยทางเพศในเกาหลีเหนือถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยหรือไม่ ?

ชิน ฮี-ซอก ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากองค์กร Transitional Justice Working Group (TJWG) ตอบว่า “การเลือกปฏิบัติหรือการกดขี่ที่มีสาเหตุจากรสนิยมทางเพศของ LGBTQ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามจากกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ”

เขากล่าวด้วยว่า เกาหลีเหนือ ยังมีพันธกิจที่ต้องปฏิบัติตามบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยทางเพศคือการกระทำที่ละเมิดกฎหมายสากล เกาหลีเหนือยังลงนามในกติกาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งมีบทบัญญัติว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่มีเหตุผลถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย” นอกจากนี้ การเข้าร่วมกับสหประชาชาติเมื่อปี 1991 ยังถือว่าเกาหลีเหนือให้ความตกลงโดยปริยายที่จะปฏิบัติตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ระบุต่อไปว่า “เนื่องจากเกาหลีเหนือเป็นประเทศปิด ดังนั้น จึงแทบไม่มีใครรู้เกี่ยวกับประเด็นเรื่องรักเพศเดียวกันเลย” และ “ในรายงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเกาหลีเหนือในปี 2023 มีข้อความอยู่เพียงบรรทัดเดียวเกี่ยวกับการประหารชีวิตแบบลับ ๆ และมีรายงานก่อนนี้ว่า มีคู่รักเลสเบียนเชื้อสายเกาหลี ถูกประหารชีวิตอย่างเปิดเผยในเมืองชองจิน”

ผู้เชี่ยวชาญจาก TJWG วิเคราะห์ต่อด้วยว่า “ในกรณีการปราบปรามคนกลุ่มน้อยทางเพศในเกาหลีเหนือ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมายหลายกรณี ไม่เพียงจากรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการกระทำของคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้น จึงดูเหมือนว่าผู้แปรพักตร์หลายคนไม่ได้มองเห็นประเด็นเหล่านี้ หรืออาจจะลังเลที่จะเปิดเผยต่อสาธารณะแม้ว่าจะลี้ภัยมาอยู่เกาหลีใต้แล้วก็ตาม”

“มันต้องใช้เวลาอย่างมากที่จะเปลี่ยนการรับรู้ แต่เราจำเป็นต้องมีหลักการที่แข็งขันมากขึ้นว่า ทำไมเรื่องนี้จึงเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชน และเหตุใดจึงพวกเขาจึงไม่ควรถูกกดขี่ พร้อมกับหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง” เขากล่าว

“อย่างแรกเลย เพราะข้อมูลข่าวสารในเกาหลีเหนือนั้นจำกัดมาก การเข้าถึงข้อมูล การรวบรวม การรวมกลุ่มจึงเป็นเรื่องจำเป็น และหลังจากนั้น นานาชาติจำเป็นต้องมีมาตรการที่จะยกประเด็นนี้ไปพูดกับเกาหลีเหนือได้อย่างไร รวมทั้งทำให้เกิดการแก้ไขสิ่งเหล่านั้น”

การทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน รอบที่ 4 ภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) ของสหประชาชาติ จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย. นี้ นี่เป็นระบบที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติจะทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิก 193 ประเทศ ทุก ๆ 4 ปี 6 เดือน และออกคำแนะนำต่อมาตรการการแก้ไข โดยประเทศสมาชิกทั้งหมด รวมถึงเกาหลีเหนือ มีหน้าที่ตอบสนองต่อการสอบสวนเรื่องสิทธิมนุษยชนในแต่ละรอบ

ภาพวาดประกอบ: คิม ฮเยจิน

ออกแบบกราฟิก: อันโดร ไซนี