อุ่นอาหารอย่างไรให้ปลอดภัย กินแล้วไม่มีท้องเสีย-อาหารเป็นพิษ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, นาซานิน โมตาเมดี
- Role, บีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซีย
การอุ่นอาหารที่ปรุงสำเร็จเอาไว้แล้ว หรือการอุ่นของเหลือจากมื้อก่อน ๆ มารับประทานอีกครั้ง อาจมีความเสี่ยงเรื่องอันตรายต่อสุขภาพแฝงอยู่ได้ แต่หากปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ คุณจะอุ่นใจได้ว่าอาหารที่กินเข้าไปนั้น ปราศจากเชื้อก่อโรคที่จะทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษอย่างแน่นอน
สิ่งต้องห้าม
อย่าวางอาหารทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกินไป
ไม่ควรวางอาหารทิ้งไว้นอกตู้เย็นนานเกิน 2-4 ชั่วโมง เพราะสปอร์ของเชื้อแบคทีเรีย "บาซิลลัส ซีเรียส" (bacillus cereus) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะอาหารเป็นพิษ สามารถทวีจำนวนเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ส่วนอาหารจำพวกข้าวสุก อย่างเช่นข้าวสวยหรือข้าวผัดนั้น ไม่ควรวางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกิน 1 ชั่วโมง
อย่าเอาข้าวสุกที่ซื้อมาจากร้านอาหาร เก็บไว้อุ่นกินซ้ำเป็นครั้งที่สอง
อาหารจำพวกข้าวที่หุงสุกแล้ว อย่างเช่นข้าวสวย ข้าวอบหน้าต่าง ๆ หรือข้าวผัดนั้น หากซื้อหามาจากร้านอาหารที่ปรุงสำเร็จไว้ก่อนแล้วหลายชั่วโมง มักจะถูกอุ่นซ้ำมาแล้วหลายครั้ง ก่อนจะตักขายให้ลูกค้าที่ซื้อกลับไปกินที่บ้าน ดังนั้นอาหารจำพวกข้าวประเภทนี้จึงเสี่ยงจะทำให้ผู้บริโภคท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษได้ หากไม่รีบกินทันทีหลังซื้อ หรือในทันทีที่อาหารถูกส่งแบบเดลิเวอรีมาถึงบ้าน
อย่าเก็บอาหารที่ปรุงเองไว้ในตู้เย็นนานเกินไป
สำหรับอาหารสดใหม่ที่ปรุงเองที่บ้าน หากรับประทานไม่หมดและต้องการจะเก็บเอาไว้อุ่นกินในมื้อถัดไป ก็ไม่ควรจะเก็บเอาไว้นานเกิน 24-28 ชั่วโมง หากต้องการจะเก็บรักษาเอาไว้นานกว่านั้นเพื่อนำออกมาอุ่นกินในวันหลัง ให้เก็บไว้ในช่องแช่แข็งหรือช่องฟรีซจะเป็นการดีกว่า
อย่าใช้น้ำอุ่นละลายไก่แช่แข็ง
การใช้น้ำอุ่นราดจะทำให้เกิดการละลายน้ำแข็งอย่างไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของไก่ทั้งตัว ซึ่งจะทำให้เนื้อไก่บางส่วนมีอุณหภูมิในระดับที่เสี่ยงอันตราย จนเกิดการเพาะเชื้อก่อโรคขึ้นก่อนที่จะละลายน้ำแข็งได้ทั้งหมด
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรละลายเนื้อไก่แช่แข็งด้วยวิธีปล่อยให้ละลายตัวช้า ๆ ในช่องแช่อาหารทั่วไปของตู้เย็น หลังจากนั้นให้นำเนื้อไก่ดังกล่าวมาปรุง หรืออุ่นด้วยความร้อนให้สุกทั่วถึงกันทุกส่วน จึงจะปลอดภัยจากเชื้อแบคทีเรีย "แคมไพโลแบคเตอร์" (Campylobacter) ซึ่งพบได้บ่อยในสัตว์ปีก ทั้งยังเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียรุนแรงและอาเจียนอย่างหนัก จนผู้ที่ได้รับเชื้อมักต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลกันเลยทีเดียว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อปฏิบัติที่ควรทำ
เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นเสมอ จนกว่าจะถึงเวลานำมาอุ่นกิน
ผลวิจัยชี้ว่าการเก็บอาหารไว้ในตู้เย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ระดับอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส สามารถขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรคที่เป็นอันตรายได้
ปล่อยให้อาหารร้อนเย็นตัวลง ก่อนนำไปเก็บในตู้เย็น
หากรีบนำอาหารร้อนเข้าไปเก็บในตู้เย็นทันที จะทำให้ระดับอุณหภูมิโดยรวมในช่องแช่อาหารสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้อาหารชนิดอื่น ๆ ที่แช่อยู่ด้วยกัน พลอยเสี่ยงจะเกิดการแพร่ขยายของเชื้อแบคทีเรียขึ้นได้
วิธีที่ดีที่สุดในกรณีเช่นนี้ คือปล่อยให้อาหารร้อนเย็นตัวลงที่อุณหภูมิห้องก่อน จากนั้นให้รีบนำไปแช่ตู้เย็นในทันที เมื่อพบว่าอาหารไม่ร้อนแล้ว แต่สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในเขตอบอุ่น ยิ่งอาหารถูกวางทิ้งไว้นอกตู้เย็นนานขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
เรียนรู้เรื่อง "เขตอันตราย"
ที่ระดับอุณหภูมิระหว่าง 8 - 63 องศาเซลเซียส เชื้อแบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตและแบ่งตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการรักษาอุณหภูมิของตู้เย็นให้ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียสอยู่เสมอ จึงช่วยป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษได้
ส่วนการแช่แข็งอาหารที่ระดับอุณหภูมิต่ำกว่า -13 องศาเซลเซียส สามารถหยุดยั้งความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตของเชื้อแบคทีเรียได้ อย่างไรก็ตาม การแช่แข็งอาหารไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย พวกมันจึงสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ใหม่ เมื่อมีการละลายน้ำแข็งในอาหารแช่แข็งแล้ว
เก็บอาหารไว้ในช่องแช่แข็ง หากไม่ต้องการนำมาอุ่นกินในเร็ววันนี้
เราสามารถแช่แข็งอาหารเพื่อเก็บรักษาไว้ได้อย่างยาวนาน จนถึงวันที่อาหารนั้นหมดอายุตามที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ อาหารบางชนิดอย่างเช่นขนมปังก็เป็นเช่นนี้ โดยสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้นและนำมาละลายน้ำแข็งออกได้ง่ายกว่า หากเก็บรักษาไว้ในช่องแช่แข็งหรือช่องฟรีซของตู้เย็น
ละลายน้ำแข็งออกให้หมด ก่อนนำอาหารแช่แข็งไปอุ่นรับประทาน
สำหรับอาหารที่ผ่านการแช่แข็งมานั้น ควรละลายน้ำแข็งออกช้า ๆ ด้วยการทิ้งไว้ในช่องแช่อาหารธรรมดาของตู้เย็น โดยปล่อยไว้เป็นเวลานานสูงสุดได้ถึง 24 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของอาหารนั้นด้วย อาหารชิ้นใหญ่อย่างไก่ทั้งตัวอาจใช้เวลาละลายน้ำแข็งนานกว่า ส่วนไก่ที่สับแยกชิ้นส่วนแล้วจะใช้เวลาละลายน้ำแข็งสั้นกว่า
แม้อาหารบางชนิดอาจละลายน้ำแข็งได้ในเตาไมโครเวฟ แต่จะเป็นการดีที่สุด หากผู้เตรียมอาหารปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตสินค้า ซึ่งวิธีละลายน้ำแข็งช้า ๆ โดยวางไว้ในตู้เย็นนั้น ทำให้เรามั่นใจได้ว่า อาหารทุกชิ้นจะมีระดับอุณหภูมิอยู่นอก "เขตอันตราย" อย่างแน่นอน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตรวจสอบว่าได้ละลายน้ำแข็งจนหมด ก่อนนำอาหารไปอุ่นกินทุกครั้ง
อาหารแช่แข็งที่ผ่านการละลายน้ำแข็งมาอย่างไม่ทั่วถึง อาจทำให้การปรุงสุกหรืออุ่นร้อนพลอยไม่สม่ำเสมอไปด้วยเช่นกัน จนเปิดโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตราย ยังคงมีชีวิตรอดและหลงเหลืออยู่ในเนื้ออาหารบางส่วนได้
หากอุ่นข้าวที่เหลือจากมื้อก่อนหน้าแล้ว ต้องรีบกินภายใน 24 ชั่วโมง
สาเหตุที่คำแนะนำเป็นเช่นนี้ เพราะอาหารจำพวกข้าวสุกจะมีสปอร์ของเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ซีเรียส ซึ่งสามารถอยู่รอดได้หลังผ่านความร้อนจากการปรุงอาหาร แม้การรีบนำข้าวที่เย็นตัวลงแล้วแช่เก็บในตู้เย็นทันที จะช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาข้างต้นไปได้บ้าง เพราะอุณหภูมิระดับต่ำช่วยยับยั้งการเติบโตของสปอร์เชื้อแบคทีเรีย แต่ข้าวจานดังกล่าวสามารถนำมาอุ่นกินได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ควรระวังเป็นพิเศษเมื่ออุ่นอาหารให้คนที่สุขภาพอ่อนแอ
คนกลุ่มเปราะบางผู้มีสุขภาพอ่อนแอ มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปที่จะเกิดภาวะอาหารเป็นพิษได้ ตัวอย่างเช่นคนที่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอหรือบกพร่อง, คนที่มีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว, เด็กเล็ก, สตรีมีครรภ์, และคนชรา
อุ่นอาหารจนร้อนจัดอย่างทั่วถึง
หากละลายน้ำแข็งในเตาไมโครเวฟ ควรหยุดพักเพื่อคนอาหารดังกล่าวเป็นระยะ ซึ่งจะทำให้แน่ใจได้ว่า อาหารได้รับความร้อนอย่างทั่วถึงทุกส่วน












