เราควรล้างเท้าบ่อยแค่ไหน ใช้วิธีล้างอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพโดยรวม

กราฟิกประกอบ

ที่มาของภาพ, Gorka Olmo/BBC

    • Author, จัสมิน ฟ็อกซ์-สเกลลี
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

บางคนขัดถูทำความสะอาดเท้าทุกซอกทุกมุมและทุกวัน ในขณะที่หลายคนเพียงแค่ราดน้ำ หรือปล่อยให้น้ำไหลผ่านเท้าไปชั่วครู่เท่านั้น แต่มีน้อยคนที่จะรู้ว่า เราควรต้องทำความสะอาดอวัยวะเบื้องล่างสุดของร่างกายอย่างไร จึงจะสะอาดพอจนป้องกันการสะสมตัวของเชื้อโรคสารพัดชนิดได้

เมื่อเทียบกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่มักจะได้รับการทะนุถนอมดูแลเป็นพิเศษแล้ว เท้าจัดว่าเป็นอวัยวะที่คนส่วนใหญ่มักละเลยหรือมองข้ามไป ทว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัยหลายรายแนะนำว่า อวัยวะที่มีการใช้งานอย่างสมบุกสมบันอย่างเท้าทั้งสองข้าง ควรได้รับการใส่ใจดูแลบ้างเป็นครั้งคราว

สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) และศูนย์ควบคุมโรค (CDC) ของสหรัฐฯ ต่างแนะนำให้ล้างทำความสะอาดเท้าวันละครั้งด้วยสบู่และน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เนื่องจากฝ่าเท้านั้นมีต่อมเหงื่ออยู่หนาแน่นที่สุดยิ่งกว่าส่วนอื่นใดของร่างกาย โดยมีถึง 600 จุดต่อตารางเซนติเมตร ทำให้เป็นแหล่งสะสมของเหงื่อที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน, วิตามิน, เกลือ, และน้ำตาลกลูโคส ซึ่งเป็นสารอาหารชั้นดีของเชื้อแบคทีเรีย ผลของการที่จุลินทรีย์ย่อยสลายสารดังกล่าว จะสร้างกลิ่นเหม็นตุ ๆ ให้โชยออกมาได้ แม้ว่าแท้จริงแล้วเหงื่อของเราจะไม่มีกลิ่นเลยก็ตาม

ดร.ฮอลลี วิลคินสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาบาดแผล และอาจารย์ผู้สอนที่มหาวิทยาลัยฮัลล์ของสหราชอาณาจักร บอกว่า "เท้าของเราโดยเฉพาะอย่างที่บริเวณง่ามนิ้วเท้า ค่อนข้างอับชื้นและมีอุณหภูมิอบอุ่น จึงเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพาะเชื้อจุลินทรีย์ให้เจริญเติบโต" ซ้ำร้ายผู้คนยังสวมใส่ถุงเท้าและรองเท้า ซึ่งไม่ต่างจากการกักเก็บความอับชื้นไว้ภายในนั้น

หากใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องขยายดูพื้นที่จุดใดจุดหนึ่งบนผิวหนังมนุษย์ เราจะพบเชื้อแบคทีเรียระหว่างหนึ่งหมื่นถึงหนึ่งล้านตัว อาศัยอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ เพียงหนึ่งตารางเซนติเมตร ส่วนบริเวณที่ชื้นและอุ่นอย่างเท้านั้น ถือเป็นทำเลทองของเหล่าจุลินทรีย์หลากหลายชนิดพันธุ์ จะว่าไปแล้วอวัยวะเบื้องล่างสุดของร่างกายนี้ อาจเทียบได้กับสรวงสวรรค์ของเชื้อแบคทีเรียจำพวกโครีนีแบคทีเรียม (Corynebacterium) และสตาฟีโลค็อกคัส (Staphylucoccus) เลยทีเดียว

เมื่อพูดถึงเชื้อรา (fungi) เท้าที่ชุ่มเหงื่อคือดินแดนในอุดมคติสำหรับเชื้อราก่อโรคหลากชนิด อย่างเช่นเชื้อราแอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) ที่พบได้บ่อยในพื้นดิน รวมทั้งเชื้อรา Cryptococcus, Epicoccum, Rhodotorula, และ Candida ซึ่งเป็นเชื้อยีสต์ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของคนเราตามธรรมชาติ แต่ก็อาจกลายเป็นเชื้อฉวยโอกาสที่ก่อโรคได้เช่นกัน ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เท้าถูกจัดอันดับว่า เป็นอวัยวะที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของเชื้อราสูงสุดในร่างกายคนเรา

ด้วยเหตุนี้การล้างทำความสะอาดเท้าบ่อยครั้งอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ มีการทดลองหนึ่งที่นักวิจัยได้เช็ดถูฝ่าเท้าของอาสาสมัคร 40 คน เพื่อเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์มาวิเคราะห์ ทำให้พบว่าผู้ที่ล้างทำความสะอาดเท้าวันละ 2 ครั้ง มีปริมาณเชื้อแบคทีเรียอยู่บนผิวหนังเพียง 8,800 ตัวต่อตารางเซนติเมตร ในขณะที่คนขี้เกียจซึ่งล้างทำความสะอาดเท้าแบบวันเว้นวัน มีปริมาณเชื้อแบคทีเรียอยู่บนผิวหนังถึงกว่า 1,000,000 ตัวต่อตารางเซนติเมตรเลยทีเดียว

แต่ถึงกระนั้น การมีเชื้อแบคทีเรียจำนวนมหาศาลบนฝ่าเท้า ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีเท้าเหม็นหรือมีโรคผิวหนังที่เท้าแต่อย่างใด เพราะชนิดพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตรงนั้นก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วยเช่นกัน เรื่องนี้แบคทีเรียสตาฟีโลค็อกคัสถือเป็นตัวการสำคัญ เนื่องจากมันมักจะผลิตกรดไขมันระเหยง่าย (VFAs) ที่ทำให้เท้ามีกลิ่นเหม็นออกมา หลังจากที่ได้กินกรดอะมิโน, กรดแล็กติก, ยูเรีย, และสารละลายแร่ธาตุที่มีประจุไฟฟ้าหรืออิเล็กโทรไลต์ในเหงื่อเข้าไป เมื่อแบคทีเรียได้ย่อยและแปรสภาพกรดอะมิโนแล้ว มันจะกลายเป็นกรดไขมันระเหยง่ายชนิดไอโซวาเลริก (isovaleric acid) ซึ่งมีกลิ่นตุ ๆ ติดเหม็นเปรี้ยวคล้ายกับกลิ่นของชีสหลายชนิด ซึ่งในชีสเหล่านี้ก็มีกรดไอโซวาเลริกอยู่เช่นกัน

ผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2014 ระบุว่าผลการทดสอบเช็ดถูฝ่าเท้าของอาสาสมัคร 16 คน ได้พบแบคทีเรียจำพวก Staphylococci หรือเชื้อในสกุลสตาฟีโลค็อกคัสอยู่มากถึง 98.6% ของจุลินทรีย์ที่พบทั้งหมด ดังนั้นระดับความเข้มข้นของกรดไขมันระเหยง่ายที่ทำให้เท้าเหม็น จึงขึ้นอยู่กับจำนวนของเชื้อแบคทีเรียในสกุลสตาฟีโลค็อกคัสที่คุณมีอยู่ โดยเชื้อนี้พบมากที่ฝ่าเท้ายิ่งกว่าผิวหนังบริเวณหลังเท้า และยิ่งพวกมันทวีจำนวนมากขึ้นเท่าไหร่ เท้าของคุณก็จะยิ่งส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงขึ้นเท่านั้น

การล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถป้องกันโรคผิวหนังหลายชนิดและสารพันปัญหาสุขภาพเท้าได้อีกด้วย "เพราะพื้นที่ซอกเล็ก ๆ ในง่ามนิ้วเท้า มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษที่จะติดเชื้อจากจุลชีพได้" รศ.นพ.โจชัว ไซช์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตจวิทยา (dermatology) ประจำโรงพยาบาลเมาต์ไซนายที่นครนิวยอร์กกล่าว "การติดเชื้ออาจทำให้เกิดอาการคัน บวมแดง รวมทั้งเกิดกลิ่นเหม็น เพราะเกราะป้องกันผิวหนังถูกรบกวนหรือถูกทำให้อ่อนแอลง จนเชื้อโรคมีโอกาสเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึกลงไปและก่อให้เกิดการติดเชื้อในเนื้อเยื่ออ่อน ซึ่งเรียกว่าภาวะเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis)"

รศ.นพ.ไซช์เนอร์ ยังบอกว่าปัญหาที่พบได้บ่อยคือโรคน้ำกัดเท้า (athlete's foot) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่าฮ่องกงฟุต ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการติดเชื้อราที่ผิวหนังชั้นบน เชื้อราที่ก่อโรคผิวหนังชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในที่มืดอับชื้นและมีความอบอุ่น ซึ่งก็คือง่ามนิ้วเท้านั่นเอง ดังนั้นการดูแลรักษาให้จุดดังกล่าวแห้งและสะอาดอยู่เสมอ จะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อราบุกยึดและใช้เท้าของเราเป็นรังเพาะพันธุ์ จนเกิดอาการคัน, ผิวหนังเป็นผื่นสะเก็ดและลอกเป็นขุย, รวมทั้งเกิดรอยแตกทั่วฝ่าเท้าและง่ามนิ้วเท้าได้

เท้าของเราเป็นบ้านของเชื้อราหลากหลายชนิด ซึ่งใช้ซอกมุมเล็ก ๆ ในรอยพับและรอยย่นของผิวหนังเป็นที่อยู่อาศัย

ที่มาของภาพ, Gorka Olmo/BBC

คำบรรยายภาพ, เท้าของเราเป็นบ้านของเชื้อราหลากหลายชนิด ซึ่งใช้ซอกมุมเล็ก ๆ ในรอยพับและรอยย่นของผิวหนังเป็นที่อยู่อาศัย

การรักษาความสะอาดของเท้ายังช่วยป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง ซึ่งอาจเกิดจากแบคทีเรียประจำถิ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนผิวหนังของคนเราเอง อย่างเช่นสตาฟีโลค็อกคัสเจ้าเก่าและซูโดโมนาส (Pseudomonas) เพราะหากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้เข้าสู่กระแสเลือดทางบาดแผล อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิตได้ แม้แต่การติดเชื้อสตาฟีโลค็อกคัสแบบเบา ๆ ก็ยังทำให้เกิดฝี (boil) เนื่องจากมีหนองสะสมใต้ผิวหนังรอบรูขุมขนและต่อมไขมันได้

"เท้าเป็นอวัยวะที่ติดเชื้อได้ง่ายกว่าส่วนอื่น เพราะมีชีวมวลของแบคทีเรียปริมาณมากอยู่ตรงนั้น และหากคุณมีบาดแผลเปิดหรืออาการบาดเจ็บซึ่งเป็นรอยแตกที่เท้า มันจะหายช้ากว่าแผลที่ส่วนอื่นของร่างกายมาก" ดร.วิลคินสันกล่าว "ในสถานการณ์เช่นนั้น คุณมีความเสี่ยงสูงที่เชื้อก่อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล จนมันสามารถขยายพันธุ์และเพิ่มจำนวนประชากรขึ้นอย่างมหาศาล"

แม้ในบางครั้งการติดเชื้อที่ผิวหนังจะยังสามารถเกิดขึ้นได้ ถึงคุณจะรักษาสุขอนามัยของเท้าเป็นอย่างดีก็ตาม แต่การล้างทำความสะอาดเท้าเป็นประจำจะช่วยลดปริมาณเชื้อแบคทีเรีย และตัดลดความเสี่ยงที่เชื้อเหล่านั้นจะเข้าสู่กระแสเลือดเมื่อเกิดบาดแผลไปได้โดยปริยาย วินัยในการดูแลทำความสะอาดเท้ายังถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงจะเกิดแผลเปื่อยและการติดเชื้อที่ผิวหนังได้ง่าย ผลวิจัยยังพบว่าเท้าของผู้ป่วยเบาหวานมีสัดส่วนของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคอยู่บนผิวหนังสูงกว่าด้วย

ดร.วิลคินสันกล่าวย้ำเตือนว่า "แบคทีเรียที่เท้ารอคอยจะฉวยโอกาสสร้างการติดเชื้ออยู่ตรงนั้นเสมอ มันจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องใส่ใจกับสุขอนามัยของเท้าเป็นอันดับแรก เพราะมีความเสี่ยงจะติดเชื้อจากแผลที่เท้าสูงกว่าผู้อื่น"

ผู้ป่วยเบาหวานยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอกว่าด้วย ดังนั้นหากเกิดการติดเชื้อขึ้น ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยเบาหวานยังเสี่ยงต่อการเกิดบาดแผลชนิดต่าง ๆ ที่เท้า ซึ่งจะหายช้ามากหรือรักษาไม่หาย และหากแผลเหล่านี้ไม่ถูกตรวจพบและไม่ได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ การติดเชื้ออาจลุกลามจนทำให้แพทย์ต้องตัดนิ้ว, เท้า, หรือขาของคนไข้ทิ้งไป

"ถ้าคุณป่วยด้วยโรคเบาหวานและไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี เส้นประสาทส่วนปลายที่เท้าของคุณอาจถูกทำลายเสียหาย จนเท้าชาและไม่สามารถรับความรู้สึกได้ตามปกติ" ดร.วิลคินสันกล่าว "การล้างเท้าแค่วันละครั้งจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานตรวจสอบได้ว่า เท้ามีบาดแผล, ร่องรอยการขัดถูเสียดสี, หรือผิวแห้งลอกบ้างหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้" ด้วยเหตุนี้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วไปและสมาคมโรคเบาหวานแห่งอังกฤษ (Diabetes UK) จึงแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานล้างเท้าเป็นประจำทุกวัน

แต่สำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพดีแล้ว ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า การล้างทำความสะอาดเท้าทุกวันอาจไม่ได้มีประโยชน์กับพวกเขามากนัก และยังอาจทำให้เกิดปัญหาบางอย่างกับผิวหนังได้ด้วย เพราะคนเราต้องพึ่งพาอาศัยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หลากชนิดซึ่งอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ให้ช่วยทำหน้าที่สำคัญต่าง ๆ เช่นขับไล่แบคทีเรียชนิดที่เป็นอันตราย, ผลิตไขมันเคลือบผิวที่ช่วยให้ผิวอุ้มน้ำและชุ่มชื้น, หรือแม้กระทั่งช่วยซ่อมแซมรักษาบาดแผล

ดังนั้นการทำความสะอาดขัดถูผิวเท้าอย่างรุนแรงด้วยน้ำที่ร้อนเกินไป จะทำให้ผิวแห้งระคายเคืองและเกิดอาการคันได้ ผิวที่แห้งจนแตกระแหงยังทำให้แบคทีเรียสามารถเล็ดลอดผ่านด่านปราการผิว ซึ่งปกติเป็นเกราะคุ้มกันที่เชื้อโรคไม่อาจผ่านเข้าไป จนท้ายที่สุดเกิดการติดเชื้อในผิวหนังชั้นลึกได้ "การทำความสะอาดผิวที่เท้ามากเกินไป จะทำลายเกราะป้องกันผิวและทำให้น้ำมันเคลือบผิวตามธรรมชาติหลุดออก จนผิวแห้งและเกิดการอักเสบ" รศ.นพ.ไซช์เนอร์กล่าว

เขายังบอกว่าการทำเช่นนี้จะส่งผลให้ผิวแห้งคัน ซึ่งอาจทำให้โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ (eczema) กำเริบรุนแรงขึ้น "ไม่ควรขัดถูรุนแรงหรือลอกผิวที่เท้าบ่อยจนเกินไป เพราะหนังด้านที่ช่วยปกป้องเท้าจากสภาพแวดล้อมรอบข้างจะหลุดออกหมด แม้ในภายหลังหนังด้านจะหนาตัวขึ้นมาได้เองเพราะผิวหนังถูกรบกวนก็ตาม"

แพทย์ผิวหนังยังเป็นกังวลเรื่องการใช้สบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วย เพราะเชื่อว่ามันจะไปทำลายสมดุลอันละเอียดอ่อนของจุลินทรีย์บนผิวหนัง โดยอาจไปกำจัดเชื้อที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่กลับส่งเสริมให้เชื้อก่อโรคสายพันธุ์อันตรายที่ดื้อยาปฏิชีวนะ เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่จุลินทรีย์ชนิดดีในบริเวณนั้นได้

นอกจากนี้ ภูมิคุ้มกันของมนุษย์จะแข็งแกร่งขึ้นก็ต่อเมื่อได้สัมผัสกับเชื้อโรคสารพัดชนิดเป็นประจำในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ นั้นจำเป็นต้องสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียและไวรัสบ้าง เพื่อให้ภูมิคุ้มกันร่างกายเรียนรู้ที่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงเชื่อว่า ไม่ควรอาบน้ำหรือล้างทำความสะอาดเท้ามากครั้งเกินไป เพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมได้

ส่วนคำถามที่ว่าควรล้างทำความสะอาดเท้าบ่อยครั้งแค่ไหนจึงจะดีที่สุดนั้น คำตอบของเรื่องนี้อาจขึ้นอยู่กับสุขภาพและวิถีชีวิตของแต่ละคน "สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้น แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าต้องล้างเท้าทุกวัน แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีโรคประจำตัว แพทย์ผิวหนังมักแนะนำให้ล้างทำความสะอาดเท้าทุก 2-3 วัน ซึ่งเกินพอต่อการรักษาสุขอนามัยที่ดี ไม่ชะล้างน้ำมันเคลือบผิวตามธรรมชาติออกมากจนเกินไปด้วย" ดร.วิลคินสันกล่าว

จุลินทรีย์ชนิดดีที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของเรา มีหน้าที่สำคัญในการช่วยขับไล่แบคทีเรียก่อโรคที่เป็นอันตรายได้

ที่มาของภาพ, Gorka Olmo/BBC

คำบรรยายภาพ, จุลินทรีย์ชนิดดีที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของเรา มีหน้าที่สำคัญในการช่วยขับไล่แบคทีเรียก่อโรคที่เป็นอันตรายได้

อย่างไรก็ตามคนที่เคลื่อนไหวออกกำลังกายเป็นประจำ ควรล้างทำความสะอาดเท้าบ่อยครั้งยิ่งกว่าคนที่ใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง ซึ่งคนกลุ่มหลังนี้จะไม่มีเหงื่อออกมามากนัก โดยดร.วิลคินสันแนะนำว่า ต้องล้างเท้าด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งดีทุกครั้ง "หลายคนชอบคิดว่า แค่ปล่อยให้น้ำจากก๊อกหรือฝักบัวไหลผ่านเท้าก็พอแล้ว แต่นั่นไม่เรียกว่าการล้างเท้าที่ถูกต้องเลย คุณต้องใช้มือขัดถูเท้าและใช้สบู่ล้างด้วยเสมอ"

นพ.แดน บาวม์การ์ต แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (GP) และอาจารย์ผู้สอนสาขาประสาทวิทยาศาสตร์และสรีรวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักร กล่าวเน้นย้ำส่งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาสุขอนามัยของเท้า คือต้องเช็ดเท้าให้แห้งสนิทหลังล้างเท้าเสมอ เพราะหากปล่อยให้ซอกมุมต่าง ๆ ของเท้าอับชื้นเป็นเวลานาน อาจเกิดโรคน้ำกัดเท้าหรือเท้าติดเชื้อราได้