แปรงฟันให้ถูกวิธีไม่ใช่เรื่องง่าย รีบแก้ไขด่วนก่อนป่วยโรคร้ายแรงถึงชีวิต

ที่มาของภาพ, Getty Images
การแปรงฟันช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยรักษาเหงือกและฟันของคุณให้มีสุขภาพแข็งแรง แต่คนส่วนใหญ่มักจะแปรงฟันไม่ถูกวิธี ทำให้ยังต้องเจอกับปัญหาฟันผุ, เหงือกอักเสบ, โรคในช่องปาก, รวมทั้งโรคร้ายแรงที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย อย่างเช่นโรคหัวใจ, โรคสมองเสื่อม,และโรคเบาหวานประเภทที่สอง
คนส่วนใหญ่มักไม่ให้ความสำคัญกับการแปรงฟัน เพราะเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทำมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กเล็ก ซึ่งตอนนั้นตัวยังสูงไม่ถึงระดับที่จะมองเห็นกระจกในห้องน้ำด้วยซ้ำ ผลของการประมาทดูเบาสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการดูแลตัวเองเช่นนี้ หลายคนจึงมีทักษะการแปรงฟันที่ย่ำแย่อย่างเหลือเชื่อ
ผลการศึกษาในสวีเดนชี้ว่า มีคนจำนวนน้อยมากเพียง 1 ใน 10 ที่แปรงฟันถูกวิธีและมีทักษะการแปรงฟันดีเยี่ยม ส่วนผลสำรวจที่จัดทำโดยบริษัทประกันสุขภาพบูพา (Bupa) ของสหราชอาณาจักร พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่งจากจำนวนทั้งหมด 2,000 คน ไม่ทราบว่าวิธีแปรงฟันที่ถูกต้องนั้นทำอย่างไร
ทันตแพทย์หญิงโจเซฟีน เฮิร์ชเฟลด์ รองศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมบูรณะ (restorative dentistry) ประจำมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมของสหราชอาณาจักร บอกว่า "มีความเป็นไปได้สูงมากที่คนผู้หนึ่งจะแปรงฟันไม่ถูกวิธี หากไม่เคยได้รับการสอนอย่างจริงจังจากทันตแพทย์หรือผู้ดูแลสุขอนามัยในช่องปาก จากประสบการณ์ของฉันแล้ว คนกลุ่มนี้คือประชากรส่วนใหญ่ของทุกประเทศ"
ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่คนส่วนมากจะรู้สึกสับสนกับเรื่องของการแปรงฟัน เพราะรอบตัวมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของช่องปากอยู่หลากหลายแบบ โดยมีทั้งโฆษณาหลอกลวงและข้อเท็จจริงผสมปนเปกันอยู่ในสื่อต่าง ๆ เต็มไปหมด ผลการศึกษาหนึ่งพบว่า มีคำแนะนำเรื่องการแปรงฟันจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ถึงอย่างน้อย 66 แบบ ซึ่งหลายครั้งคำแนะนำเหล่านี้ก็ขัดแย้งกันเอง
ไนเจล คาร์เตอร์ ประธานผู้บริหารมูลนิธิสุขภาพช่องปากแห่งสหราชอาณาจักร (OHF) แสดงความเห็นว่า "สำหรับผู้บริโภคแล้ว เรื่องนี้มันชวนสับสนงุนงงมาก" ซ้ำร้ายการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพปากและฟันที่มีอยู่หลากหลายชนิด ตั้งแต่อุปกรณ์ขูดลิ้นไปจนถึง "ไหมขัดฟันพลังน้ำ" หรือเครื่องฉีดพ่นน้ำเข้าทำความสะอาดซอกฟัน ยิ่งทำให้ผู้บริโภคงงงวยจนเลือกไม่ถูกว่า ควรจะซื้อหาสิ่งเหล่านี้มาดูแลสุขภาพปากและฟันของตนเองหรือไม่
สถานการณ์เช่นนี้ชวนให้สงสัยว่า สิ่งที่พวกเราเข้าใจผิดกันมากที่สุดเกี่ยวกับการแปรงฟันคืออะไร และแบบไหนคือวิธีแปรงฟันที่ถูกต้องและดีต่อสุขภาพมากที่สุด ซึ่งคำตอบในประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวัน จนสามารถดูแลสุขภาพในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีแปรงฟันที่ดีที่สุดนั้นทำอย่างไร
รศ.เฮิร์ชเฟลด์บอกว่า "คนไข้ของหมอฟันจำนวนมากต่างเข้าใจว่า สิ่งที่ต้องทำในการแปรงฟันคือขจัดเอาเศษอาหารออกไป แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องทั้งหมด อันที่จริงแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่ามากคือการขจัดแบคทีเรียออกจากฟันต่างหาก"
เชื้อแบคทีเรียที่ว่าและจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ล้วนมีอยู่และเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้นในปากของทุกคนตามธรรมชาติ ทำให้เกิดแผ่นฟิล์มชีวภาพ (biofilm) ที่หนาและเหนียวหนึบ ซึ่งเรียกขานกันทั่วไปว่าคราบพลัก (plaque) หรือคราบจุลินทรีย์นั่นเอง
แบคทีเรียในช่องปากนั้นมีอยู่หลากหลายถึง 700 ชนิดพันธุ์หรือสปีชีส์ ซึ่งนับว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับสองในร่างกายของมนุษย์ โดยตกเป็นรองแค่เพียงลำไส้เท่านั้น คราบจุลินทรีย์ในช่องปากยังเป็นที่อยู่ของเชื้อราและเชื้อไวรัสได้ด้วย ซึ่งรศ.เฮิร์ชเฟลด์อธิบายว่า "พวกมันอาศัยอยู่ในแผ่นฟิล์มเหนียวที่ติดแน่นกับฟันและเนื้อเยื่ออ่อน แผ่นฟิล์มเหนียวที่ว่านี้บ้วนล้างออกยากมาก จึงจำเป็นต้องทำความสะอาดด้วยการใช้แปรง"
อย่างไรก็ตาม บริเวณสำคัญที่สุดที่ต้องทำความสะอาดเพื่อเอาคราบจุลินทรีย์ออก ไม่ใช่ตัวฟันแต่เป็นแนวขอบเหงือก (gumline) เพราะเป็นจุดที่จุลินทรีย์สามารถแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่ออ่อนของเหงือกได้ดีที่สุด ทำให้เกิดการอักเสบและกลายเป็นโรคอย่างเช่นปริทันต์ (periodontitis) ได้ในภายหลัง
ด้วยเหตุนี้ "การแปรงฟัน" จึงเป็นการใช้คำเรียกชื่อที่ผิดถนัด "ให้คิดเสียใหม่ว่า คุณกำลังแปรงทำความสะอาดแนวขอบเหงือก ไม่ใช่แปรงที่ตัวฟันโดยตรง เพราะเมื่อแปรงขอบเหงือกแล้วฟันก็จะถูกทำความสะอาดไปด้วยโดยอัตโนมัติ" รศ.เฮิร์ชเฟลด์กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ส่วนวิธีการแปรงฟันที่ทันตแพทย์แนะนำนั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 3 เทคนิควิธียอดนิยม ดังต่อไปนี้
วิธีขยับ (Modified Bass Technique)
จับแปรงสีฟันให้ถูกต้อง โดยวางขนแปรงให้เอียงทำมุม 45 องศากับตัวฟัน สำหรับฟันล่างให้เอียงขนแปรงลง ส่วนฟันบนให้เอียงขนแปรงขึ้น เพื่อให้ปลายขนแปรงสัมผัสเข้าไปในร่องเหงือกเล็กน้อย จากนั้นให้ขยับแปรงสีฟันในแนวนอนเป็นช่วงสั้น ๆ ไปข้างหน้าและถอยกลับมาข้างหลัง ให้คล้ายกับว่าแปรงกำลังสั่นน้อย ๆ ในแนวนอน
วิธีขยับ-ปัด (Stillman Technique)
ในตอนแรกให้แปรงแนวขอบเหงือกด้วยวิธีขยับ ซึ่งเหมือนกับ Modified Bass Technique ทุกประการ แต่หลังจากนั้นสามารถแปรงโดยปัดขึ้นจากฐานฟันล่าง และปัดลงจากฐานฟันบนได้ เพื่อให้กำจัดเศษอาหารได้ดีขึ้นและทำความสะอาดฟันได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ
วิธีขยับเป็นวงกลม (Fones Technique)
วิธีนี้เหมาะสำหรับเด็กและคนชรา รวมทั้งผู้ที่มือไม่ค่อยมีแรงหรือเคลื่อนไหวมือได้ไม่คล่องแคล่ว โดยให้ถือแปรงทำมุม 90 องศากับผิวด้านนอกของฟัน จากนั้นขยับแปรงวนเป็นวงกลมเหนือผิวฟันและให้สัมผัสกับแนวขอบเหงือกเล็กน้อย
สิ่งที่ควรระวังในการแปรงฟันด้วยเทคนิคเหล่านี้ คือต้องไม่ออกแรงกดหนักหน่วงจนเกินไป โดยรศ.เฮิร์ชเฟลด์แนะนำว่าควรอยู่ในช่วงระหว่าง 150-400 กรัม แต่แรงกดในระดับใดจะเหมาะสมและดีที่สุดต่อสุขภาพฟันนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่บรรดาทันตแพทย์กำลังถกเถียงกันอยู่
การแปรงฟันอย่างรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งเป็นพิเศษ สามารถทำให้เหงือกเป็นแผลได้ โดยรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ที่เนื้อเยื่ออ่อน ซึ่งเกิดจากการแปรงฟันอย่างรุนแรง จะเปิดโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนการที่ขนแปรงแข็งขัดถูกับเคลือบฟันบ่อย ๆ ก็จะทำให้ร่องขนาดเล็กบนผิวฟันสึกกร่อน จนสะสมกลายเป็นปัญหาฟันสึกในระยะยาวได้
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ใช้แปรงสีฟันธรรมดาแปรงทำความสะอาดด้วยมือ มักออกแรงกดและขัดถูฟันหนักหน่วงกว่าผู้ที่ใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า เนื่องจากแปรงสีฟันชนิดนี้ส่วนใหญ่มีเซนเซอร์ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือน เมื่อผู้ใช้งานออกแรงมากเกินไป
ต้องแปรงฟันนานแค่ไหนในแต่ละครั้ง
การแปรงฟันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 นาที วันละ 2 ครั้ง คือคำแนะนำจากสมาคมทันตแพทย์อเมริกัน, สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS), สมาคมทันตแพทย์แห่งอินเดีย, สมาคมทันตแพทย์แห่งออสเตรเลีย, และองค์กรด้านการดูแลสุขภาพระดับชาติของอีกหลายประเทศทั่วโลก
แต่ปัญหานั้นอยู่ที่ว่า คนส่วนใหญ่ไม่สามารถกะประมาณช่วงเวลาสองนาทีได้อย่างแม่นยำ ผลการสำรวจหนึ่งพบว่า มีคนเพียง 25% เท่านั้น ที่สามารถแปรงฟันได้นานพอ โดยใช้แรงกดและท่วงท่าในการขยับแปรงอย่างถูกต้อง โชคดีที่ในยุคปัจจุบัน ปัญหานี้มีทางออกง่าย ๆ ด้วยการใช้แอปพลิเคชันจับเวลาของสมาร์ตโฟน หรือใช้แปรงสีฟันไฟฟ้ารุ่นที่สามารถตั้งเวลาการแปรงได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทันตแพทย์ส่วนใหญ่เชื่อว่า การแปรงฟันเป็นเวลานานอย่างน้อย 2 นาที จึงจะเพียงพอต่อการทำความสะอาดพื้นผิวทุกซอกทุกมุมของฟันและขอบเหงือก ทว่าคนที่มีโรคเหงือกหรืออาการผิดปกติในช่องปาก อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นในการแปรงฟัน เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ออกให้ได้อย่างสะอาดหมดจด
"อันที่จริงแล้ว ระยะเวลาที่ใช้ในการแปรงฟันที่เหมาะสมที่สุด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละบุคคลเป็นอย่างมาก เราไม่อาจกำหนดชี้ชัดแบบฟันธงลงไปได้ เพราะสุขภาพปากและฟันของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน" รศ.เฮิร์ชเฟลด์กล่าว "สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญก็คือ ฟันทุกซี่ต้องได้รับการทำความสะอาด พื้นผิวทุกด้านของฟันแต่ละซี่รวมทั้งซอกมุมที่เข้าถึงได้ยาก จะต้องสะอาดหมดจดทั้งหมด ซึ่งนั่นอาจจะต้องใช้เวลานานเกินกว่าสองนาทีไปมากโข"
ควรแปรงฟันบ่อยแค่ไหนในหนึ่งวัน
คำแนะนำในหลายประเทศอย่างเช่นสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, และออสเตรเลีย คือให้พยายามแปรงฟันนานเพียงพอในแต่ละครั้ง โดยใช้เทคนิคการแปรงที่ถูกวิธี "วันละ 2 ครั้ง" ส่วนสมาคมทันตแพทย์อินเดียนั้น แนะนำให้แปรงฟันได้บ่อยสุดวันละ 3 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการแปรงหลังอาหารมื้อกลางวันด้วย สำหรับคนส่วนใหญ่ซึ่งไม่มีโรคในช่องปากที่ร้ายแรง การแปรงฟันบ่อยครั้งกว่านี้ในหนึ่งวัน ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อสุขภาพปากและฟัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ควรแปรงฟันก่อนหรือหลังอาหารเช้า
อีกปัญหาหนึ่งที่มีคนสงสัยกันมาก ก็คือเราควรจะแปรงฟันหลังตื่นนอนทันที หรือควรรอไปแปรงทำความสะอาดทีเดียวหลังอาหารมื้อเช้า ? ที่ผ่านมาบรรดาผู้ผลิตยาสีฟันหลายเจ้าและโรงพยาบาลทันตกรรมหลายแห่ง มักสนับสนุนให้แปรงฟันก่อนรับประทานอาหารเช้า แต่เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในวงวิชาการอยู่ เพราะคำตอบอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นชนิดอาหารที่กินและตารางเวลาในชีวิตประจำวันของแต่ละคน
ข้อเสียที่ร้ายแรงข้อหนึ่งของการแปรงฟันหลังอาหารเช้า คือเราอาจกำลังเร่งรีบจนไม่มีเวลาเว้นระยะห่าง 1 ชั่วโมงก่อนแปรงฟัน ตามคำแนะนำของสมาคมทันตแพทย์อเมริกัน ซึ่งข้อปฏิบัตินี้มาจากสาเหตุที่ว่า กรดในอาหารที่เรากินเข้าไปและกรดที่เป็นผลพลอยได้จากการย่อยคาร์โบไฮเดรตของจุลินทรีย์ จะทำให้เคลือบฟันอ่อนตัวลงชั่วคราว จึงไม่ควรรีบแปรงฟันหลังอาหารทันทีเพราะจะไปทำลายเคลือบฟันได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
รศ.เฮิร์ชเฟลด์ อธิบายประเด็นนี้ว่า "กรดในอาหารจะเข้าโจมตีกัดชั้นเคลือบฟัน ทำให้มันอ่อนตัวลงชั่วคราวเป็นเวลาชั่วขณะหนึ่ง กรดจะทำให้ธาตุองค์ประกอบสำคัญของเคลือบฟัน อย่างเช่นแคลเซียมและฟอสเฟตหลุดออกไปบางส่วน แต่ในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แร่ธาตุในน้ำลายจะช่วยชดเชยมันกลับคืนไปให้เคลือบฟัน"
ไนเจล คาร์เตอร์ ประธานผู้บริหารมูลนิธิสุขภาพช่องปากแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวเสริมว่าการแปรงฟันหลังอาหารมื้อเย็นหรือค่ำนั้นก็เช่นเดียวกัน คือควรจะทำหลังอาหารมื้อสุดท้ายของวัน 60 นาที โดยควรเป็นกิจวัตรลำดับสุดท้ายที่คนเราทำก่อนเข้านอน "น้ำลายเป็นกลไกรักษาฟันตามธรรมชาติ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและช่วยป้องกันฟันผุได้ แต่การหลั่งน้ำลายจะลดลงในเวลากลางคืนตอนที่เราหลับ ดังนั้นการทำความสะอาดขจัดคราบจุลินทรีย์ออกไปให้หมดก่อนเข้านอน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง"
ควรใช้แปรงสีฟันแบบไหนดี
คำแนะนำจากรศ. เฮิร์ชเฟลด์ระบุว่า แปรงสีฟันที่ขนแปรงแข็งปานกลางนั้นดีที่สุดสำหรับผู้ใหญ่ ส่วนยาสีฟันไม่ควรมีส่วนผสมของอนุภาคที่ขัดสีกับฟัน แปรงสีฟันที่มีหัวแปรงขนาดเล็ก จะช่วยให้ทำความสะอาดซอกซอนฟันแต่ละซี่ได้อย่างทั่วถึง แต่ต้องแน่ใจว่ามีการเปลี่ยนแปรงสีฟันเก่าที่ใช้มานานพอสมควร ก่อนที่ขนแปรงของมันจะบานหรือบิดเบี้ยวผิดรูปมากจนเกินไป
แปรงสีฟันแบบโบราณอย่างเช่นไม้ขัดฟัน "มิสวาก" (miswak) หรือ "ซีวัก" (sewak) ที่นิยมใช้กันทั่วไปในโลกมุสลิมของภูมิภาคแอฟริกา, ตะวันออกกลาง, และเอเชียใต้ ก็สามารถขจัดคราบจุลินทรีย์และป้องกันฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน แต่ผู้ใช้ไม้ขัดฟันก็มีความเสี่ยงที่จะไปขัดถูเหงือกจนระคายเคืองได้ หากใช้งานไม่ถูกวิธี
ส่วนอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการขจัดคราบจุลินทรีย์ได้ดียิ่งกว่าการแปรงฟันด้วยมือนั้น คือแปรงสีฟันไฟฟ้าที่มีราคาแพงกว่ามาก สาเหตุหนึ่งที่ทำให้แปรงสีฟันไฟฟ้าทำความสะอาดฟันได้ดีกว่า เป็นเพราะมีการเคลื่อนไหวแบบสั่นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยแรงและความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหวมือมากนัก นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนขนาดหัวแปรงให้เหมาะสม หลายรุ่นมีเซนเซอร์ ตรวจจับแรงกดของมือ ซึ่งจะมีสัญญาณไฟสว่างขึ้นเตือน หากผู้ใช้กดหนักหน่วงเกินไปจนอาจทำให้เคลือบฟันเสียหายได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ยาสีฟันชนิดไหนใช้ดีที่สุด
ในบรรดารายชื่อยาวเหยียดของส่วนประกอบในยาสีฟัน ซึ่งผู้ผลิตได้พิมพ์เอาไว้ที่ข้างกล่อง สิ่งที่เราจำเป็นต้องมองหาและยาสีฟันที่เราเลือกใช้จะต้องมีอย่างขาดไม่ได้นั้น ได้แก่ "ฟลูออไรด์" (fluoride)
แม้เคลือบฟันจะเป็นเนื้อเยื่อที่แข็งแกร่งที่สุดในร่างกายมนุษย์ รวมทั้งเป็นหนึ่งในเนื้อเยื่อชนิดแข็งแกร่งที่สุดที่พบในธรรมชาติด้วย แต่เคลือบฟันก็ละลายได้ง่ายด้วยกรด ฟลูออไรด์ช่วยให้เคลือบฟันจับตัวแข็งในรูปของแร่ฟลูออราพาไทต์ (fluorapatite) ซึ่งเป็นสารฟอสเฟตชนิดหนึ่งที่ทนกรดได้ดีกว่า ดังนั้นการบ้วนฟองยาสีฟันทิ้งหลังแปรงฟันเสร็จ โดยไม่ใช้น้ำบ้วนล้างปากตามอีกครั้ง จะทำให้เหลือฟลูออไรด์เคลือบฟันและติดทนอยู่กับฟันได้นานขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันฟันผุได้ดีกว่าการแปรงฟันตามปกติ
รศ.เฮิร์ชเฟลด์บอกว่า "ตั้งแต่เริ่มมีการเติมฟลูออไรด์ลงในยาสีฟัน อัตราการเกิดฟันผุก็ลดลงในทุกแห่งที่ผู้คนใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์"

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ปัจจุบันจะมีการแนะนำส่วนผสมแปลกใหม่ในยาสีฟัน ทั้งสมุนไพรและสารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่เป็นกระแสนิยมเหมือนแฟชั่น แต่ส่วนผสมบางชนิดต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง อย่างเช่นยาสีฟันผสมถ่านชาโคลที่อ้างว่ามีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา, และเชื้อไวรัสนั้น ยังขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันสนับสนุนคำโฆษณาอวดอ้างดังกล่าว มีหลักฐานอยู่เพียงน้อยนิดที่พิสูจน์ว่าถ่านชาโคลอาจทำให้ฟันขาวได้ แต่การใช้ถ่านชาโคลก็อาจเสี่ยงทำให้ฟันสึกได้เช่นกัน และอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ติดตามมา
ส่วนยาสีฟันที่ใส่เบกกิงโซดา (baking soda) หรือผลึกขนาดเล็กของโซเดียมไบคาร์บอเนตนั้น มีผลการทดสอบชี้ว่า สามารถขจัดคราบจุลินทรีย์ได้ดีกว่ายาสีฟันชนิดอื่นที่ไม่ใส่สารดังกล่าว ทั้งยังช่วยลดอาการเลือดออกตามไรฟันเพราะเหงือกอักเสบได้เล็กน้อยด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่างอนามัยช่องปากและสุขภาพโดยรวม
องค์ความรู้ล่าสุดในแวดวงการแพทย์ค้นพบว่า การแปรงฟันให้ถูกวิธี นอกจากจะเป็นหนทางที่ช่วยลดความเสี่ยงฟันผุ, ฟันเหลือง, และกลิ่นปากได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง อย่างเช่นเบาหวานประเภทที่สอง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, รวมทั้งโรคสมองเสื่อมได้อีกด้วย
"นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีวิถี (pathway) เส้นทางหนึ่งในกลไกของร่างกาย ที่สร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างโรคปริทันต์กับภาวะบกพร่องทางปัญญา (cognitive impairment) โดยวิถีดังกล่าวก็คือกลไกการอักเสบ (inflammation) นั่นเอง" หวู่ เป้ย ศาสตราจารย์ด้านการดูแลสุขภาพระดับโลก ประจำวิทยาลัยพยาบาลลอรี เมเยอร์ส ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กกล่าว
"การมีพฤติกรรมรักษาสุขอนามัยของช่องปากได้เป็นอย่างดีอยู่เสมอ อย่างเช่นการแปรงฟันให้ถูกวิธี สามารถลดคราบจุลินทรีย์ที่สะสมตามขอบเหงือกและฟัน รวมทั้งลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหงือกอักเสบ ซึ่งเป็นตัวการต้นเหตุของภาวะอักเสบทั่วร่างกาย ที่จะนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรังชนิดต่าง ๆ ได้"











