“เราไม่ใช่เด็กหัวร้อน” สำรวจการทำงานของ สส. คนรุ่นใหม่ ในวันที่รัฐสภาไทยยังเต็มไปด้วยเบบี้ บูมเมอร์

พิธา และลูกพรรค ยกมือให้ช่างภาพเก็บภาพ ภายหลังมีคะแนนเห็นชอบให้เป็นนายกฯ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาในการประชุม 13 ก.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    • Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

แม้ว่าการมีส่วนร่วมและสัดส่วนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในทางการเมืองในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยความแตกต่างทางด้านวัย (Generation gap) และความเห็นต่างทางการเมือง ทำให้การผลักดันวาระสำคัญตามพลวัตรของสังคมยังเป็นไปอย่างล่าช้า

หนึ่งในตัวอย่างคือ กฎหมายหลายฉบับที่นำเสนอโดยพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคก้าวไกล ซึ่งส่วนใหญ่เป็น สส. หน้าใหม่สมัยแรก ร่างกฎหมายทั้ง 31 ฉบับยังไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐสภา ซึ่งอาจจะมาจากเหตุผลทางการเมือง

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มองว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐสภาปัจจุบัน ถือเป็นกระจกสะท้อนสังคม เนื่องจากสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ในขณะที่สมาชิกส่วนใหญ่ในรัฐสภาก็เต็มไปด้วยผู้สูงวัยเช่นกัน

“เราไม่ใช่เด็กหัวร้อน”

“การที่มีคนรุ่นใหม่เข้าไปเป็นผู้แทนในรัฐสภาเป็นเรื่องที่ดี เราควรจะมีความหลากหลายในรุ่นต่าง ๆ ในสภา เพราะนี่คือสิ่งที่การเมืองในระบบสามารถให้พื้นที่แต่ละรุ่น แต่ละกลุ่มก้อน ได้มีโอกาสในการเป็นตัวแทนในประเด็นของตัวเองและกลุ่ม (ที่เป็นตัวแทน) ของตัวเอง และเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการถกเถียงในแต่ละประเด็นของแต่ละฝ่าย”

นี่คือเสียงสะท้อนจาก นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคก้าวไกล

สส.หน้าใหม่สมัยแรกคนนี้กล่าวย้ำว่า ความหลากหลายของ สส. ซึ่งเป็นตัวแทนของคนต่างวัยในสภา น่าจะทำให้เกิดพื้นที่สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นได้

“ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราต้องอยู่ร่วมกัน สำหรับผู้มีอายุมากกว่าและประสบการณ์มากกว่า ผมยินดีรับฟังและก็ชอบฟังด้วยซ้ำไป เพราะมีประเด็นบางด้านที่ผู้มีประสบการณ์เคยผ่านมาแล้วมีมุมมองอะไรบ้างอย่างที่สามารถสะท้อนต่อคนรุ่นใหม่ ๆ หรือแม้แต่คนรุ่นใหม่เองก็อาจจะมีมุมมองความคิดที่เขาอาจจะเติบโตมากับโลกอีกแบบหนึ่ง แนวความคิดอีกแบบหนึ่ง ถ้าได้นั่งคุยนั่งฟังกันจริง ก็อาจจะได้เข้าใจมากขึ้น”

นายณัฐพงษ์ ในวัย 28 ปี สนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็กผ่านการติดตามข่าวสารการเมือง จึงทำให้รู้สึกว่า การเมืองเป็นเรื่องไม่ไกลตัว ด้วยความสนใจดังกล่าวทำให้เขาเข้าศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยก็ได้เกิดรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งเขามองว่า หากมีความเห็นต่างทางการเมือง ควรใช้กลไกที่มีแก้ปัญหา ไม่ใช่การทำรัฐประหาร

ก่อนที่เขาจะชนะการเลือกตั้งเป็น สส. สมัยแรกในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เขาเคยเป็นอาสาสมัครช่วยพรรคอนาคตใหม่ แต่เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เขาจึงมาเป็นผู้จัดการรณรงค์ทางการเมือง คณะก้าวหน้า เพื่อขอรายชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปลดล็อกท้องถิ่น รวมทั้งเป็นหนึ่งในอดีตทีมของปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และย้ายมาเป็นผู้ช่วยของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในครั้งที่ยังเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล

“เราอาจจะไม่ใช่เด็กหัวร้อนนะครับ และก็มีวุฒิภาวะพอที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันและพูดคุยหาทางออกกัน เพราะพวกผมก็รักประเทศนี้ไม่แพ้กัน และมีความพยายามที่จะเห็นประเทศนี้ดีขึ้น” เขาอธิบาย

เขายังเชื่อมั่นด้วยว่า กลไกทางการเมืองผ่านรัฐสภาน่าจะเป็นหนทางในการผลักดันวาระที่เขาสนใจ เช่น การกระจายอำนาจ รวมถึงการแก้ปัญหาประมงซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวของชาวสมุทรสาคร

อย่างไรก็ตาม ทั้งแนวความคิด จุดยืนทางการเมือง และความแตกต่างของวัย ถือเป็นความท้าทายที่ สส. ของพรรคก้าวไกลต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สัดส่วนวัย สส.-สว. ในสภาเป็นอย่างไร

บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลเชิงประชากรโดยใช้ช่วงวัยจัดกลุ่มทั้ง สส. และ สว. แบ่งเป็น เจเนเรชั่น ซี, เจเนเรชั่น วาย, เจเนเรชั่น เอ็กซ์, เบบี้ บูมเมอร์ และไซเลนท์ เจเนเรชั่น เพื่อทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นในแง่ประชากรคนทำงานในรัฐสภา

กราฟิก รวม สส. - สว.

ในจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 748 คน ณ เดือน ก.ย. 66 ซึ่งบีบีซีไทยรวบรวมจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมืองต่าง ๆ (ไม่รวมข้อมูลของ น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร สว. ที่ลาออกก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ก.ค. และ นายนครชัย ขุนณรงค์ สส.ระยอง เขต 3 พรรคก้าวไกล ที่ต้องลาออกหลังมีปัญหาด้านคุณสมบัติ) พบว่า อายุเฉลี่ยของทั้ง สส. และ สว. อยู่ที่ราว 55 ปี อายุน้อยสุดคือ 25 ปี ส่วนอายุสูงสุด 89 ปี

หากจัดกลุ่มตามเจเนเรชั่นต่าง ๆ พบว่า รัฐสภาไทยมีกลุ่ม “เบบี้ บูมเมอร์” มากที่สุด 359 คน ตามมาด้วยกลุ่มเจเนเรชั่นวายและเอ็กซ์ที่มีจำนวนใกล้เคียงกัน คือ 175 และ 178 ตามลำดับ ขณะที่ยังมีกลุ่มไซเลนท์ เจเนเรชั่นอีก 35 คน และกลุ่มเจเนเรชั่น ซี อีก 1 คน

ภาพรัฐสภา

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา

หากแบ่งออกเป็น สส. และ สว. จะพบว่า ในส่วนของ สว. ที่กฎหมายระบุว่าต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ทำให้สัดส่วนประชากรในวุฒิสภาค่อนข้างไปยังกลุ่มสูงอายุมาก โดยแบ่งเป็นกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์มากที่สุด 221 คน ตามมาด้วยกลุ่มไซเลนท์ เจเนเรชั่น 23 คน และมีตัวแทนจากกลุ่มเจเนเรชั่น เอ็กซ์เพียง 5 คนเท่านั้น

สัดส่วน สว. แบ่งตามช่วงวัย

มาที่สภาผู้แทนราษฎร ถือว่ามีสัดส่วนของกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นส่วนมาก โดยมี สส.ในกลุ่มเจเนเรชั่นวายมากที่สุด 175 คน ตามมาด้วย สส.กลุ่มเจเนเรชั่น เอ็กซ์ 173 คน, สส.กลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ 138 คน, กลุ่มไซเลนท์ เจเนเรชั่น 12 คน และยังมี สส. กลุ่มเจเนเรชั่น ซี อีก 1 คน

กราฟิก สส. แบ่งตามช่วงวัย

หากพิจารณาในส่วนพรรคการเมือง 10 พรรคหลัก จะพบข้อมูลที่สะท้อนความแตกต่างกันมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มักมี สส. ที่มีส่วนผสมกันระหว่างกลุ่มเจเนเรชั่น วาย, เจเนเรชั่น เอ็กซ์ และเบบี้ บูมเมอร์ เป็นส่วนใหญ่ เช่น พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจไทย, พรรคพลังประชารัฐ, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคชาติไทยพัฒนา, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคประชาชาติ และพรรคไทยสร้างไทย เป็นต้น

ส่วนพรรคที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มเจเนเรชั่น วาย และเจเนเรชั่น เอ็กซ์เป็นส่วนใหญ่ คือ พรรคก้าวไกล

จำนวน สส. รุ่นใหม่ในสภาเป็นอย่างไร

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มองว่า นับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2562 เป็นต้นมา เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ในสภาผู้แทนราษฎรของไทยมี สส.หน้าใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองผ่านกลไกลรัฐสภามากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี

“ในการเลือกปี 2562 มี สส. หน้าใหม่ 250 คน ในครั้งนั้นถือว่ามากแล้ว กว่าครึ่งหนึ่งของสภา (ผู้แทนราษฎร) แต่สําหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 270 คน ในจํานวนนั้น 121 คนมาจากพรรคก้าวไกล” ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทย

กราฟิกผู้มีสิทธิเลือกต้้ง

"หากถามว่า เป็นวิกฤตการเป็นตัวแทนเชิงอายุหรือไม่ ในแง่นี้ถือว่าไม่เป็น แต่มีจุดที่น่าสนใจคือ ช่องว่างระหว่าง สส.หน้าใหม่ที่ทะลักเข้ามาในสภา กับ สส. รุ่นใหญ่ รวมทั้งกลุ่ม สว. อีกด้วย ซึ่งในความเป็นจริงถือว่าเป็นเรื่องที่ดี" เธอกล่าว

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยสอดรับกับเป้าหมายของสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliament Union) ซึ่งสมาชิกทั้งหมด 178 ประเทศ รวมทั้งไทยด้วย กำหนดไว้ส่วนหนึ่งว่า ต้องการเพิ่มการมีส่วนร่วมของเยาวชนในทางการเมือง หนึ่งในนั้นคือ การมีตัวแทนในสภาที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ข้อมูลในรายงานของ IPU ระบุว่า สัดส่วนของ สส. ทั่วโลกที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 30.2%

เมื่อนำมาเปรียบเทียบสัดส่วนกับข้อมูลที่บีบีซีไทยรวบรวมพบว่า หากรวมทั้ง สส. และ สว. เข้าด้วยกันจะพบว่า สัดส่วนของสมาชิกรัฐสภาที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี มีราว 210 คน คิดเป็น 28% ซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ทั่วโลก แต่หากจะพิจารณาเฉพาะ สส. ซึ่งในระบบการเลือกตั้งของไทยมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจะพบว่า คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 42% ของจำนวน สส. ทั้งหมด

ทัศนคติในแบบฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน

รายงานการสัมภาษณ์นักวิชาการ, ผู้เล่นในภาคประชาสังคม และสมาชิกสภาจากหลายประเทศของ IPU ได้หยิบยกประเด็นหนึ่งที่เป็นอุปสรรคในการเข้ามามีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในรัฐสภาทั่วโลก คือ ทัศนคติในแบบฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน (the ‘old is gold’ mentality)

แนวความคิดดังกล่าว กลุ่มผู้ให้การสัมภาษณ์เห็นพ้องกันว่า “การผูกขาดอำนาจของคนรุ่นก่อนเป็นอุปสรรคสำคัญหนึ่งที่กลายเป็นสิ่งที่กีดกันคนรุ่นใหม่ในการเข้ามาเป็น สส. ในสภา” ขณะที่ในบางประเทศ ยังมีแนวความคิดว่า คนแก่กว่าจะมีประสบการณ์มากกว่า เป็นต้น

สำหรับกรณีในไทย ศ.ดร.สิริพรรณ อธิบายโดยอ้างอิงข้อมูลที่รวบรวมโดยบีบีซีไทย และงานวิจัยทางวิชาการของเธอที่ศึกษาผลจากการการเลือกตั้งครั้งล่าสุดว่า เธอได้พบความน่าสนใจโดยเฉพาะในเรื่องของความคาดหวังการเป็นตัวแทนของตัวเอง ที่ได้รับผลจากความแตกต่างจากช่วงวัยอย่างชัดเจน

ภาพสว.

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

“เหตุผลที่คนเลือก สส. ในกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 16-25 ปี จะให้ความสำคัญในการเลือกทั้ง สส. แบบแบ่งเขต และ สส. แบบบัญชีรายชื่อ จากความต้องการการเปลี่ยนแปลงและการต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งจะอิงไปกับแนวความคิดเชิงก้าวหน้าอย่างมาก แต่หากว่าเป็นกลุ่มที่มีอายุสูงขึ้น ผู้เลือกตั้งก็ยิ่งจะให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้สมัครที่ดูแลพื้นที่ที่มีสายสัมพันธ์กับตระกูลทางการเมือง หรือ บ้านใหญ่เป็นหลัก” เธออธิบาย

นักวิชาการรายนี้พบว่า โดยภาพรวมทั้งหมดนอกสภา ผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญในเรื่องทัศนคติทางการเมืองแบบดั้งเดิม ด้วยการเลือกพรรคการเมืองที่สามารถดูแลพื้นที่โดยรวมเป็นปัจจัยหลัก

จุดยืนทางการเมืองที่ถูกคัดเลือกมาแล้ว

นอกจากช่วงวัยที่แตกต่างกันของสมาชิกรัฐสภาแล้ว อิทธิพลและการสะสมประสบการณ์ความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันที่ก่อร่างเป็นจุดยืนและหลักการบางประการ ก็ถือเป็นประเด็นที่ท้าทาย ต่อ สส. รุ่นใหม่ในสภาด้วย

ทัศนะของ ศ.ดร.สิริพรรณ มองว่า เหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาเรื่องนี้คือ กรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง เพื่อรับรองให้เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะสามารถครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร และได้เสียงสนับสนุนจากฟาก สว. เพียง 13 คนเท่านั้น

13 รายชื่อ สว. ที่หนุนพิธาเป็นนายกฯ

เธออธิบายว่า ส่วนใหญ่ สว. ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะมีความคิดเอียงไปด้านอนุรักษนิยมอยู่แล้ว และตัวแปรสำคัญคือ ส.ว. ชุดปัจจุบันถูกตั้งขึ้นมาจากจุดยืนทางการเมือง ที่ถูกวัดมาแล้วตั้งแต่ตอนแต่งตั้ง ในขณะที่ สว. รุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนก็ต้องถูกเลือกมาในแนวทางเดียวกัน แม้ว่าบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ได้กำหนดอำนาจพิเศษให้กับ สว.ชุดแรก ให้มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 272 จะสิ้นสุดในเดือน พ.ค. 2567 ก็ตาม

“เขาต้องหาบุคคลที่เรียกว่า ‘พวกเดียวกันกับเรา คิดเหมือนเรา’ นี่คือคำพูดที่เขาใช้กันเลย” เธอเล่าโดยอ้างถึง สว. รายหนึ่งที่เคยสนทนาด้วย แต่ไม่ขอเอ่ยนาม และชี้ให้เห็นว่า นี่จะเป็นความท้าทายของพรรคก้าวไกลในการทำงานในรัฐสภา

เพื่อไทย-ก้าวไกล กับ เส้นทางที่ต่างกัน

ศ.ดร.สิริพรรณ

ที่มาของภาพ, NAPASIN SAMKAEWCHAM/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, "หากถามว่า เป็นวิกฤตการเป็นตัวแทนเชิงอายุหรือไม่ ในแง่นี้ถือว่าไม่เป็น แต่มีจุดที่น่าสนใจคือ ช่องว่างระหว่าง สส. หน้าใหม่ที่ทะลักเข้ามาในสภา กับ สส. รุ่นใหญ่ รวมทั้งกลุ่ม สว. อีกด้วย ซึ่งในความเป็นจริงถือว่าเป็นเรื่องที่ดี" ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าว

นอกจากความคิดที่แตกต่างกันระหว่าง สส. รุ่นใหม่ และ สว. ในสภาแล้ว ยังรวมไปถึงพรรคการเมืองในรัฐบาลที่เคยเป็นฝ่ายค้านด้วยกันอย่าง พรรคเพื่อไทย ซึ่งหลังจากจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วแล้ว มีการปะทะกันทางความคิดระหว่างสมาชิกพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเกี่ยวกับแนวนโยบายทางการเมืองที่เคยเห็นพ้องกันแต่ พรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มเอียงไปทิศทางของกลุ่มโครงสร้างอำนาจหลัก เช่น การไม่ใช้คำว่า ปฏิรูปกองทัพ มาเป็นพัฒนาร่วมกันกับกองทัพ เป็นต้น

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอธิบายเรื่องนี้ว่า เกิดขึ้นจากแนวทางในการทำงานระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลที่แตกต่างกัน แม้ว่าอาจจะมีเป้าหมายเดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่น ความต่างในแนวคิดว่าจะสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับต่าง ๆ หรือไม่ แม้ว่าเมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะออกมาให้ข่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้รับรองร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อใช้รับรองเรื่องการสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่ที่ผ่านมา เขามีท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายหลายอย่างที่นำเสนอโดยพรรคก้าวไกล เช่น การปฏิรูปกองทัพ การยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และการยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร เป็นต้น

 นายณัฐพงษ์ สส.สมัยแรกจากพรรคก้าวไกล

ที่มาของภาพ, กองโฆษกพรรคก้าวไกล

คำบรรยายภาพ, “ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราต้องอยู่ร่วมกัน สำหรับผู้มีอายุมากกว่าและประสบการณ์มากกว่า ผมยินดีรับฟังและก็ชอบฟังด้วยซ้ำไป เพราะมีประเด็นบางด้านที่ผู้มีประสบการณ์เคยผ่านมาแล้วมีมุมมองอะไรบ้างอย่างที่สามารถสะท้อนต่อคนรุ่นใหม่ ๆ หรือแม้แต่คนรุ่นใหม่เองก็อาจจะมีมุมมองความคิดที่เขาอาจจะเติบโตมากับโลกอีกแบบหนึ่งแนวความคิดอีกแบบหนึ่ง ถ้าได้นั่งคุยนั่งฟังกันจริง ก็อาจจะได้เข้าใจมากขึ้น” นายณัฐพงษ์ สส. สมัยแรกจากพรรคก้าวไกล

ขณะที่พรรคก้าวไกลพยายามทำงานในฐานะฝ่ายค้าน ที่พรรคให้คำนิยามว่า “ฝ่ายค้านเชิงรุก” ด้วยการเสนอร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 31 ร่าง แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรระหว่างเดือน ก.ค.-ต.ค. ที่ผ่านมา

ในบรรดาร่างกฎหมาย 31 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมวาระทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เช่น การปลดล็อกท้องถิ่น การคุ้มครองแรงงาน การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปกองทัพ การปิดช่องทุนผูกขาด การป้องกันการทุจริต การยกระดับบริการสาธารณะ การยกระดับสวัสดิการ และการปฏิรูประบบภาษี มี 14 ร่างที่เข้าข่ายร่างกฎหมายด้านการเงิน ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีต้องรับรองก่อน เพื่อให้สามารถเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ทันการเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ธ.ค. นี้

โดยในขณะนี้มีเพียง ร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อใช้รับรองเรื่องการสมรสเท่าเทียมแล้ว จากทั้งหมด 14 ร่าง เท่านั้นที่ได้รับการรับรองโดย ครม. เศรษฐา

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความท้าทายในการทำงานของคนรุ่นใหม่ในสภา ในวาระที่พวกเขาต้องการขับเคลื่อนสังคมภายใต้แรงเสียดทานของความแตกต่างของช่วงวัยและจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน