ก้าวไกลเปิดหลักฐาน “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” ถูกใช้เป็น “เครื่องมือของรัฐในการผูกขาดความจริง” เสนอตัดงบทิ้งทั้งก้อน

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ตั้งข้อสังเกตว่าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม “ไม่เคยมีความเป็นกลาง ไม่เคยมีความเป็นอิสระ”

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล วิจารณ์ว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม “ไม่เคยมีความเป็นกลาง ไม่เคยมีความเป็นอิสระ”
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ในวันที่สองของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วาระที่ 2-3 วงเงิน 3,480,000 ล้านบาท สส. ก้าวไกล เสนอให้ตัดงบศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของกระทรวงดีอีเอสทิ้งทั้งก้อน พร้อมเปิดเผยหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าถูกใช้ “เครื่องมือของรัฐในการผูกขาดความจริงแบบที่รัฐอยากให้ประชาชนรู้”

ในระหว่างการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ภายใต้งบ 5,347 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 สภาผู้แทนราษฎร ได้ปรับลดงบลงจากเดิม 5,419.1 ล้านบาท สส.ก้าวไกล ได้หยิบยกการจัดสรรงบ 69.57 ล้านบาท ให้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม หรือ “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” ขึ้นมาอภิปราย

นี่ถือเป็นปีงบประมาณที่ 4 แล้วที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (กก.) อภิปรายงบของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตั้งแต่ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาถึงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน

จากการตรวจสอบข้อมูลผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมในเดือน ก.ย. 2566 ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ของศูนย์ ซึ่งเป็นช่วงที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เข้ารับตำแหน่ง รมว.ดีอีเอส แล้ว นายปกรณ์วุฒิพบว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้รับข้อมูลสำหรับการตรวจสอบทั้งหมด 5.47 ล้านข้อความ แต่ได้คัดกรองจนเหลือเรื่องที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบทั้งสิ้น 539 เรื่อง จากนั้นจึงส่งเรื่องไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง สุดท้ายมีเรื่องที่ได้รับการตรวจสอบกลับมา 356 เรื่อง แต่สามารถ “เผยแพร่ได้” เพียง 235 เรื่องเท่านั้น

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแบ่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แต่ไม่ได้เผยแพร่ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) หน่วยงานไม่สามารถชี้แจงได้ 2) หน่วยงานปฏิเสธการตอบกลับ และ 3) หน่วยงานไม่ประสงค์เผยแพร่

หน้าแฟนเพจเฟซบุ๊กของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1 แสนคน
คำบรรยายภาพ, หน้าแฟนเพจเฟซบุ๊กของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1 แสนคน

นายปกรณ์วุฒิได้หยิบยกตัวอย่างข้อมูลในกลุ่มที่ 1 และ 2 ที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมตรวจสอบ แต่ไม่ได้รับการเผยแพร่ อาทิ

  • ตัวอย่างแรก ข่าวบริษัทที่รับงานจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีลักษณะเป็นบ้านทาวน์เฮาส์และไม่มีเว็บไซต์ของบริษัท >> ศูนย์ส่งข้อมูลไปตรวจสอบที่ กสทช. >> กสทช. ตอบกลับมาว่า “ไม่สามารถชี้แจงได้” โดยไม่ระบุเหตุผล “แล้วศูนย์ก็ไม่คิดที่จะติดตามถามซ้ำกลับไปอีกรอบ”
  • ตัวอย่างที่สอง ข่าวผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในเดือน ก.ย. เตรียมรับเงินสูงสุด 1,900 บาท สามารถกดเป็นเงินสดได้ >> ศูนย์ส่งข้อมูลไปสอบถามกลุ่มสารนิเทศการคลัง กระทรวงการคลัง >> หน่วยงานปฏิเสธการตอบกลับ โดยแจ้งว่า “เพื่อความชัดเจนและถูกต้อง รบกวนสอบถามกระทรวงการคลัง” เนื่องจากดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยตรง

“กลายเป็นว่ากระทรวงการคลังบอกให้ไปถามกระทรวงการคลัง แล้วศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมก็ปิดเคสไปเลย สมชื่อโครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม คือแค่ประสานงาน แต่ไม่ติดตาม ไม่ทวงถาม ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น” นายปกรณ์วุฒิกล่าว

  • ตัวอย่างที่สาม ข่าวคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายการบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนใต้อีก 1 เดือน >> ศูนย์ตรวจสอบไปยังกรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) สำนักนายกรัฐมนตรี >> กปส. ตอบว่า “ไม่สามารถชี้แจงได้เพราะไม่มีข้อมูล” แต่ข้อเท็จจริงกรณีนี้คือเมื่อ 18 ก.ย. 2566 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ว่ามีการประกาศขยายเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือนจริง “เป็นข่าวที่หาได้ทั่วไป แต่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมกลับไม่สามารถตรวจสอบได้”
ปกรณ์วุฒิ

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา นายปกรณ์ “สงสัยมาตลอด” ว่าทำไมศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมถึงเลือกจะตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานราชการเท่านั้น ทั้งที่บางเรื่องเป็นข้อมูลที่หาได้ทั่วไป แต่ก็สิ้นสงสัยหลังจากได้ดูเนื้อหากลุ่มที่ 3 คือข่าวที่หน่วยงานไม่ประสงค์เผยแพร่ ซึ่งเขายกตัวอย่างไว้บางส่วน ดังนี้

  • ตัวอย่างแรก ข่าว ครม.อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 2567 ก่อหนี้ใหม่ 1.94 แสนล้านบาทจริงหรือไม่ >> ศูนย์ตรวจสอบไปที่กรมประชาสัมพันธ์ >> กปส. ชี้แจงว่า “ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวจริง” แต่ไม่ประสงค์เผยแพร่เพราะ “ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล”
  • อีกตัวอย่าง ข่าวทำเนียบรัฐบาลใช้งบประมาณในการจัดซื้อยางรถยนต์ 8 เส้น ราคา 3.4 ล้านบาท >> ศูนย์ตรวจสอบไปที่กรมประชาสัมพันธ์ >> กปส. บอกว่าข้อมูลดังกล่าวเป็น “ข่าวจริง” แต่ไม่ประสงค์เผยแพร่เพราะ “ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล” อีกเช่นกัน

สส.ก้าวไกลกล่าวว่า สิ่งนี้ทำให้หายสงสัยว่าทำไมศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมถึงตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการเท่านั้น เพราะตลอดเวลาตั้งแต่ตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้นมา การส่งเรื่องไปให้หน่วยงานราชการ “ไม่ใช่การขอให้ตรวจสอบ แต่มันคือการขออนุญาตว่าหน่วยงานราชการจะยอมให้เผยแพร่หรือไม่” หน่วยงานว่าอย่างไร ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมก็มีหน้าที่แค่ทำไปตามนั้น

“นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าตลอด 4 ปี 5 เดือนตั้งแต่ก่อตั้งมา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไม่เคยมีความเป็นกลาง ไม่เคยมีความเป็นอิสระ เป็นแค่เครื่องมือของรัฐในการผูกขาดความจริงแบบที่รัฐอยากให้ประชาชนรู้ และปกปิดความจริงที่รัฐไม่อยากให้ประชาชนเห็นเท่านั้น และผมยืนยันว่าโครงการแบบนี้ไม่ควรได้รับงบประมาณจากภาษีประชาชนแม้แต่บาทเดียว” นายปกรณ์วุฒิกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำชี้แจงจาก กมธ. เกี่ยวกับประเด็นนี้แต่อย่างใด

นอกจากงบศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ยังมี กมธ.เสียงข้างน้อย และ สส. คนอื่น ๆ อภิปรายปัญหาการจัดงบของกระทรวงดีอีเอสอีกหลากหลายประเด็น แต่สุดท้ายที่ประชุมสภามีมติเห็นด้วยตาม กมธ.เสียงข้างมาก 279 ต่อ 146 เสียง