หน่วยไหนถูกหั่น-ได้เพิ่ม สรุปจบงบ 67 ก่อนสภาถกวาระ 2-3 สัปดาห์หน้า

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วาระที่ 2-3 วงเงิน 3,480,000 ล้านบาท ในระหว่างวันที่ 20-22 มี.ค. นี้ ซึ่งเป็นการพิจารณาเป็นรายมาตรา
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ได้ปรับลดงบประมาณลงจากวาระแรก 9,204.1 ล้านบาท ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “งบไขมัน” ก่อนนำไปจัดสรรให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ 8,770.7 ล้านบาท และให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และอัยการ อีก 433.4 ล้านบาท
บีบีซีไทยตรวจสอบเอกสารรายงานของ กมธ. พบว่า หน่วยงานที่ถูกปรับลดงบเป็นวงเงินสูงสุดคือ กระทรวงกลาโหม ถูกปรับลดงบลง 2,485 ล้านบาท จากเดิม 87,883.2 ล้านบาท เหลือ 85,398.1 ล้านบาท รองลงมาคือ กระทรวงมหาดไทย ถูกปรับลดงบลง 1,529 ล้านบาท จากเดิม 291,535 ล้านบาท เหลือ 290,098 ล้านบาท
ในส่วนของกระทรวงกลาโหม จำแนกเป็นรายเหล่าทัพ/หน่วยงาน ดังนี้
- สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ปรับลดงบลง 10 ล้านบาท จากเดิม 5,142.2 ล้านบาท เหลือ 5,132.2 ล้านบาท
- กองทัพบก ปรับลดงบลง 498.2 ล้านบาท จากเดิม 33,565 ล้านบาท เหลือ 33,066.8 ล้านบาท
- กองทัพเรือ ปรับลดงบลง 1,841.2 ล้านบาท จากเดิม 19,372.2 ล้านบาท เหลือ 17,530.9 ล้านบาท
- กองทัพอากาศ ปรับลดงบลง 103.6 ล้านบาท จากเดิม 21,896 ล้านบาท เหลือ 21,792.4 ล้านบาท
- กองบัญชาการกองทัพไทย ปรับลดงบลง 30 ล้านบาท จากเดิม 7,351.8 ล้านบาท เหลือ 7,321.8 ล้านบาท
- สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ปรับลดงบลง 2 ล้านบาท จากเดิม 555.8 ล้านบาท เหลือ 553.8 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หั่นงบซื้อเรือฟริเกต
สำหรับโครงการสำคัญของกองทัพที่ถูก กมธ. หั่นงบทิ้ง หนีไม่พ้น โครงการจัดซื้อเรือฟริเกต จำนวน 1 ลำ โดยกองทัพเรือ (ทร.) ขอรับการสนับสนุนงบเพื่อใช้ดำเนินโครงการเสริมสร้างกำลังกองทัพผูกพันข้ามปีงบประมาณ 1,700 ล้านบาท หรือคิดเป็นราว 10% ของงบ ทร. ทั้งหมด 17,530.9 ล้านบาท แต่เสียงส่วนใหญ่ของ กมธ. เห็นว่า “ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน” และให้ขอซื้อใหม่ในปีงบประมาณ 2568 ขณะที่ กมธ. สัดส่วนพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นเสียงข้างน้อย จนเกิดภาพ “รัฐบาลขอตัดงบ ส่วนฝ่ายค้านช่วยปกป้องงบ”
แม้ที่ผ่านมา พล.ร.อ.อะดุง พันธ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้ทำหนังสือถึงประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 ขออุทธรณ์ผลการพิจารณาของคณะอนุ กมธ. ด้านมั่นคงฯ ที่มีมติให้ปรับลดงบจัดซื้อเรือฟรีเกตก็ตาม
“ในปีนี้เราขอความกรุณาให้กองทัพเรือได้ใช้ของดี ๆ เรายินดีที่จะกินมาม่า” ผบ.ทร. กล่าวชี้แจงใน กมธ. เมื่อ 4 มี.ค.
แต่ท้ายที่สุดที่ประชุม กมธ. ชุดใหญ่ยืนตามความเห็นของอนุ กมธ. และไม่ได้คืนงบให้กระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด
“ไม่ได้ไม่เห็นความสำคัญ เรายินดีสนับสนุนกองทัพอยู่ แต่ในสภาวะที่งบมีอยู่อย่างจำกัด ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง ซึ่งหน่วยงานสามารถขอซื้อใหม่ในปีงบประมาณหน้าได้” นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะโฆษก กมธ. แถลงไว้เมื่อ 8 มี.ค. และขอให้ ทร. ไปทำการบ้านมาเพิ่มเติม เนื่องจากไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าจะซื้อจากประเทศไหน อย่างไร
ทร. ได้รับอนุมัติโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 2 ลำในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และจัดหาแล้ว 1 ลำคือเรือหลวง (รล.) ภูมิพลจากประเทศเกาหลีใต้ แต่เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ และถูกตัดงบช่วงโควิด-19 ประกอบกับยังติดปัญหาค้างเก่าในโครงการจัดเรือดำน้ำจากจีน ทำให้ต้องชะลอการจัดหาเรือลำที่ 2 ออกไป ก่อนมาเดินหน้าโครงการอีกครั้งภายใต้วงเงินรวม 17,000 ล้านบาท โดยขอก่องบผูกพัน 5 ปีงบประมาณ เริ่มตั้งแต่ปี 2567 เป็นก้อนแรก 1,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของโครงการ

ที่มาของภาพ, กองทัพเรือ
ทร. ยืนยันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเรือฟริเกตจำนวน 8 ลำ เพื่อป้องกันน่านน้ำไทยทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยฝั่งละ 4 ลำ แต่ปัจจุบัน มีเรือฟริเกตประจำการอยู่เพียง 4 ลำ และใกล้ปลดประจำการแล้ว ได้แก่ รล.ตากสิน (อายุ 29 ปี จะประจำการครบ 40 ปีในปี 2578) รล.นเรศวร (อายุ 30 ปี จะประจำการครบ 40 ปีในปี 2577) รล.รัตนโกสินทร์ (อายุ 38 ปี จะปลดประจำการในปี 2569) และ รล.ภูมิพล ที่เข้าประจำการได้ 5 ปีเศษแล้ว
ตัดงบฝายดินซีเมนต์-คืนงบซื้อ ฮ. ดับเพลิง
ขณะที่กระทรวงมหาดไทยภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มี 4 จากหน่วยงานในกำกับทั้งหมด 7 หน่วยงาน ที่ถูกหั่นงบรวมกัน 1,529 ล้านบาท ประกอบด้วย
- กรมการพัฒนาชุมชน ปรับลดงบลง 10 ล้านบาท เหลือ 2,334.6 ล้านบาท
- กรมที่ดิน ปรับลดงบลง 1 ล้านบาท เหลือ 2,818.8 ล้านบาท
- กรมโยธาธิการและผังเมือง ปรับลดงบลง 50 ล้านบาท เหลือ 29,598.7 ล้านบาท
- กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ปรับลดงบลง 1,468.3 ล้านบาท เหลือ 236,460.1 ล้านบาท
สำหรับโครงการที่ถูกหั่นงบก้อนโตคือ โครงการสร้างฝายดินซีเมนต์ของ สถ. ที่เสนอขอตั้งงบ 1,254 ล้านบาท โดย กมธ. ในสัดส่วนก้าวไกลได้ตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใส ก่อนเสนอให้ตัดงบก้อนนี้ และได้รับเสียงสนับสนุนจาก กมธ. ซีกรัฐบาล ท่ามกลางความประหลาดใจ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อย่างไรก็ตามในรายนามหน่วยงานที่ถูกตัดงบ ไม่มีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แต่อย่างใด หลังจาก กมธ. ชุดใหญ่มีมติ “คืนงบ” ในการจัดซื้ออากาศยานปีกหมุนดับเพลิง (เฮลิคอปเตอร์ดับเพลิง) จากประเทศรัสเซีย 950 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงมหาดไทย หลังจากอนุ กมธ. ด้านการปกครอง ให้ตัดงบประมาณส่วนนี้ออกไปทั้งหมด แต่ต่อมา ปภ. ได้อุทธรณ์ต่อ กมธ. ชุดใหญ่ ซึ่งโฆษก กมธ. ระบุว่า “ได้พิจารณาถึงเหตุผลและงบประมาณที่มีอยู่ จึงคืนการจัดซื้อให้ทั้งหมด”
ก.แรงงานได้งบเพิ่มมากสุด
สำหรับงบประมาณ 9,204.1 ล้านบาท ที่ กมธ. ปรับลดลงได้ ถูกเฉลี่ยไปให้ที่หน่วยงานที่ขอรับการจัดสรรงบเพิ่มเติมซึ่งมีอยู่ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงแรงงาน, หน่วยงานของศาล, หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ นอกจากนี้ยังมีการปรับเพิ่มงบแผนบุคลากรภาครัฐ และงบกลางด้วย
กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานได้รับการตั้งงบเพิ่มมากที่สุด 500 ล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นงบเงินอุดหนุนเฉพาะกิจกองทุนประกันสังคม
ในส่วนของงบกลาง ปรับเพิ่มขึ้น 8,178.3 ล้านบาท จากเดิม 606,765 ล้านบาท เป็น 614,943.3 ล้านบาท โดยมี 3 จากทั้งหมด 11 รายการ ที่มีการปรับเพิ่มวงเงิน เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ เพิ่มเติมอีก 3,565 ล้านบาท, เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เพิ่มอีก 3,613.3 ล้านบาท, เงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท
ก้าวไกลชี้สภามีอำนาจพิจารณางบแค่ 41% เหตุหน่วยงานใช้งบไปพลางก่อน
การจัดทำร่างกฎหมายงบประมาณ 2567 ถือเป็นการจัดทำงบเป็นครั้งแรกของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดราว 8 เดือน จากปกติต้องเริ่มใช้งบก้อนนี้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2566 เนื่องจากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 ที่ล่าช้า ทำให้ต้องเบิกจ่ายงบในหน่วยราชการไปพลางก่อน
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานเริ่มใช้งบประมาณไปพลางก่อนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา พอสภาเข้ามาพิจารณาเงินก้อน 3,480,000 ล้านบาท จะมีงบเกือบ 2,000,000 ล้านบาท ถูกอนุมัติและใช้ไปแล้ว
“ในความเป็นจริงแล้ว สภามีอำนาจพิจารณาจริงจังแค่ 41% เท่านั้น ซึ่งวิธีการแบบนี้มีปัญหาและช่องโหว่ แม้จะเป็นการกระทำตามรัฐธรรมนูญก็ตาม" รองหัวหน้าพรรค ก.ก. แถลงเมื่อ 15 มี.ค.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล
สำหรับ “ช่องโหว่” ที่ น.ส.ศิริกัญญาชี้ให้เห็นคือ ในการอนุมัติหลักเกณฑ์ว่าใช้อะไรได้-ไม่ได้ มีผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเพียงคนเดียวที่มีอำนาจ ซึ่งเธอมองว่าผู้มีอำนาจอนุมัติแผนงานใช้งบประมาณไปพลางก่อนควรเป็น ครม. มากกว่า หรือนายกรัฐมนตรีจะได้มีผู้รับผิดชอบ
หนึ่งในปัญหาที่ กมธ.งบประมาณปี 2567 ในสัดส่วนก้าวไกล หยิบยกมาบอกเล่าคือ คณะอนุ กมธ. ไปตัดงบบางโครงการ แต่ต้องมาคืนภายหลัง เนื่องจากมีการใช้งบไปเรียบร้อยแล้ว เช่น โครงการจัดการยาเสพติด
สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาล่าง ระหว่าง 20-22 มี.ค. โดย โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา คาดการณ์ว่าจะลงมติได้ในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 22 มี.ค.











