ก้าวไกลถล่มงบกลาโหม วิจารณ์ “สุทินดาวน์น้อย” ลดงบซื้ออาวุธ แต่สร้างหนี้ก้อนใหญ่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในระหว่างการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงินรวม 3.48 ล้านล้านบาท เป็นวันที่สอง สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ล็อกเป้าถล่มการจัดทำงบของหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)
นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหมพลเรือนคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ถูกฝ่ายค้านตั้งคำถามต่อการจัดงบของกระทรวงที่ย้อนแย้งกับคำแถลงนโยบายรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ว่าจะปรับลดขนาดกองทัพ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเอาใจกองทัพหรือไม่ นอกจากนี้ยังแอบ “ซ่อนหนี้” ของโครงการจัดซื้ออาวุธเอาไว้ โดยวางเงินดาวน์น้อย ๆ แต่ต้องผ่อนหนัก
ก้าวไกลข้องใจปล่อย “สุทินดาวน์น้อย ทวีสินเชื่อ” หวังเอาใจกองทัพ?
นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรค ก.ก. วิจารณ์ว่าการจัดทำงบประมาณของกระทรวงกลาโหม วงเงิน 198,320.4 ล้านบาท ไม่ว่าจะกี่ปีก็จัดทำแบบเดิมด้วยนิสัย “ทำผิดไม่เข็ด ตามเช็ดไม่หมด” พร้อมนำเอกสารเสนอของบของกองทัพบก (ทบ.) เพื่อทำโครงการหนึ่งมูลค่า 16,000 ล้านบาท มาฉายขึ้นจอกลางห้องประชุมรัฐสภา แสดงให้เห็นว่า ทบ. ได้เขียนแจ้งวัตถุประสงค์ของโครงการเล็กน้อย แต่สำหรับที่มาและความต้องการ และเป้าหมาย/ตัวชี้วัด ไม่ได้กรอกข้อความใด ๆ ทำให้ สส. รายนี้บอกว่า “อยากได้เงินพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพ แต่ ความสามารถในการเขียนคำขอยังไม่มีเลย”
ในส่วนของงบจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งปรับลดวงเงินเหลือ 30,063 ล้านบาท จากปีก่อน 32,429 ล้านบาท แบ่งเป็น งบของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 524 ล้านบาท, กองทัพบก 10,046 ล้านบาท, กองทัพเรือ 9,166 ล้านบาท, กองทัพอากาศ 9,588 ล้านบาท และกองบัญชาการกองทัพไทย 741 ล้านบาท แม้ภาพรวมงบลดลง 2,400 ล้านบาท แต่นายชยพลบอกว่าถ้าดำดิ่งลงไปในคลังแสง เหมือนงบลด แต่ไม่ลดโครงการ ก็แค่ดาวน์น้อยลง
“ผมขอแนะนำให้รู้จัก สุทินดาวน์น้อย” นายชยพลกล่าว
จากนั้นเขาไล่เลียงสัดส่วนการวางเงินดาวน์เพื่อจัดหาอาวุธของกระทรวงกลาโหม โดยปี 2565 ดาวน์ 19.1% ปี 2566 ดาวน์ลดลงเหลือ 13.1% ล่าสุดปี 2567 ดาวน์เพียง 8.8% แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น นอกจากดาวน์น้อยแล้ว ยอดวงเงินรวมที่ต้องก่อหนี้ผูกพันในระยะยาวยังมีมูลค่า 57,816 ล้านบาท หรือมากกว่าปี 2566 ถึง 2.3 เท่า ถือเป็น “สุดยอดนวัตกรรมอินโนเวทินคลังแสง ที่สร้างหายนะให้ประเทศในระยะยาว”
สส.กทม. ตั้งคำถามต่อนายสุทินว่า ทำไมไม่พยายามรักษาวินัยทางการคลัง ถ้างบไม่พอ ก็ต้องลดโครงการ ไม่ใช่ปล่อยให้จำนวนโครงการเป็นไปตามที่กองทัพต้องการ แต่ไปลดเงินดาวน์ และยังฝากถามถึงนายกฯ ด้วยว่า “ไหนว่าวิกฤต ทำไมปล่อยให้สุทินดาวน์น้อย ทวีสินเชื่อ สร้างเคราะห์ใหญ่ได้อย่างไร หรือนี่คือความพยายามของรัฐบาลที่จะเอาอกเอาใจกองทัพ”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แนะนายกฯ ฟังคำอภิปรายเก่าของที่ปรึกษา เลิกซื้อ “เรือดำน้ำจีน”
หนึ่งในโครงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งถูกหยิบยกมาอภิปรายและเรียกขานโดยนายชยพลว่าเป็น “บาปที่ต้องตามเช็ดในปีนี้” หนีไม่พ้น โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำเครื่องยนต์จีน S-26T ของกองทัพเรือ (ทร.)
เขากล่าวว่า วันนี้เลยวันที่ทางการจีนต้องส่งมอบเรือดำน้ำมา 94 วันแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าจีนทำผิดสัญญาแล้ว โดยสัญญาระบุชัดว่าว่าต้องส่งมอบภายใน 2,304 วัน ซึ่งวันสุดท้ายคือ 2 ต.ค. 2566 คำถามคือข้อผูกพันตามสัญญาจะยังครอบคลุม ยังมีผลหรือไม่ และไทยจะเสียค่าโง่หรือไม่
นักการเมืองจากก้าวไกลยังนำคำกล่าวของนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งเป็น สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) และ กมธ.งบประมาณปี 2564 ผู้เรียกร้องให้ยกเลิกโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ มาย้อนกลางสภา ซึ่งในระหว่างเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายยุทธพงศ์กล่าวหาว่า “ไร้ภาวะผู้นำ ไม่กล้ายกเลิกสัญญาเรือดำน้ำจีน” เมื่อตอนนี้มาเป็นที่ปรึกษานายกฯ จึงหวังว่าจะให้คำปรึกษานายกฯ บ้าง
นายชยพลกล่าวว่า ขณะนี้มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ “ค่าโง่เรือดำน้ำ” รวม 8 โครงการ รวมวงเงิน 15,776.36 ล้านบาท โดยมี 4 โครงการที่เขาใช้คำว่า “โง่เสร็จแล้ว” 6,542.16 ล้านบาท และอีก 4 โครงการ “โง่ยังไม่เสร็จ” 9,234.2 ล้านบาท ถามว่า รมว.กลาโหม จะทำ 4 โครงการที่ยังโง่ไม่เสร็จหรือไม่
“ผมทราบดีว่ารัฐบาลเศรษฐาไม่ใช่ผู้ริเริ่มในการจัดหาเรือดำน้ำ แต่รัฐบาลนี้กำลังจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าเราจะมีเรือดำน้ำจากจีนถึง 3 ลำหรือไม่ หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำลำที่ 1 ต่อไปตามข้อตกลงที่เป็นอยู่ นอกจากเราจะเสียเปรียบ ได้เครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่ตรงปกแล้ว เราจะพาประเทศไทยเดินต่อไปสู่เส้นทางที่ต้องเสียเงินอีก 25,000 ล้านบาทจากการซื้อเรือดำน้ำอีก 2 ลำ โดยที่เราไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เลย ทั้งที่นายกฯ ชอบพร่ำเพ้อพูดเสมอว่าประเทศวิกฤตแล้ว วิกฤตเหลือเกิน วิกฤตแบบใดเงิน 25,000 ล้านบาท ถึงเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศอื่น ทำไมไม่เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทำให้เสียประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทยมหาศาล” นายชยพลกล่าว และปิดท้ายด้วยการแนะนำให้นายกฯ ไปฟังคำอภิปรายของพรรคตัวเองบ้าง ใช้ความกล้าหาญ และเลิกไร้ภาวะผู้นำ ตามที่นายยุทธพงศ์เคยกล่าวไว้
งบบุคลากรเพิ่ม สวนทางคำแถลงนายกฯ ลดกำลัง
เพื่อนร่วมพรรคก้าวไกล นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. อภิปรายตั้งข้อสังเกตการจัดทำงบกระทรวงกลาโหมเช่นกัน หลังพบว่าการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2567 ตั้งไว้ 127,321 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ตั้งงบ 120,876 ล้านบาท ทั้งที่พรรค พท. หาเสียงโดยประกาศลดกำลังพล
“นี่คือภาพสะท้อนว่ากองทัพ กระทรวงกลาโหมกำลังขยายขนาดหรือไม่ สวนทางกับแผนลดกำลังพลที่นายกฯ แถลง (นโยบายของ ครม.) ต่อรัฐสภาโดยสิ้นเชิง ลดตรงไหน เอาปากกามาวง ‘บิ๊กทิน’ ท่านรัฐมนตรีต้องอธิบายหน่อยว่าเหตุใดท่านจัดงบประมาณไม่สมเหตุสมผล และย้อนแย้งกับนโยบายที่นายกฯ แถลงไว้” นายเอกราชกล่าว
นายเอกราชชี้ว่า งบส่วนใหญ่ของกระทรวงกลาโหมหมดไปกับบุคลากร 55% หรือคิดเป็นวงเงิน 109,164 ล้านบาท ในขณะที่งบบุคลากรที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 30% เท่านั้น และเมื่อดูรายละเอียด งบบุคลากรยังซ่อนรูปอยู่ในงบประมาณอื่นที่ใช้กับทหารกองประจำการ (ทหารเกณฑ์) ทั้งค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอาภรณ์เครื่องแต่งกาย ค่าใช้จ่ายในการเรียกเกณฑ์และปลดปล่อยกำลังพล เมื่อรวมค่าตอบแทนทหารกองประจำการ งบจะสูงถึง 14,000 ล้านบาท
สส.ก้าวไกลอ้างว่า ทหารกองประจำการส่งเสียงมาว่า “ทหารจะสมัครไปยึดสมรภูมิ แต่กลับถูกยึดบัตรเอทีเอ็ม เขาไม่อยากเฝ้าแต่หญ้า ฆ่าแต่มดอยู่ในค่าย แต่กลับ ถูกหักหัวคิวค่าเบี้ยเลี้ยง” นายสุทินทราบปัญหานี้หรือไม่ และจะระบุให้ชัดเจนได้หรือไม่ว่ายอดสมัครใจเท่าไร เปิดรับสมัครเท่าไร ต้องมีทหารกองประจำการเท่าไร จำนวนนายพลมีเท่าไร ทั้งนี้งบอีกก้อนที่สะท้อนว่าจำนวนนายพลไม่เคยลดลงคือ งบจัดหารถประจำตำแหน่งที่กระทรวงกลาโหมตั้งไว้ 565 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
“ท่านสุทินต้องมีนโยบาย ไม่ใช่กองทัพบอกมายังไง ก็เซย์เยส อย่าให้รัฐมนตรีเป็นแค่ตรายาง” นายเอกราชกล่าว
สส.รายนี้ยังตั้งข้อสังเกตอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น งบลับสานสัมพันธ์กับทหาร 469 ล้านบาท ซึ่งมีคำชี้แจงแค่บรรทัดเดียว “งบลับคือช่องทางให้ลาภอย่างลับ ๆ ของนายทหารผู้มีอำนาจหรือไม่”, งบทหารพัฒนา 3,154 ล้านบาท ซึ่งภารกิจทับซ้อนกับงบหน่วยงานอื่น, งบผู้ช่วยทูตทหาร 613.5 ล้านบาท ซึ่งพบว่ามีผู้ช่วยทูตทหารจาก 2 กองทัพซ้ำกันใน 2 ประเทศ และ 3 กองทัพซ้ำกันใน 13 ประเทศ
ซัดจัดงบให้ ตร.ระดับปฏิบัติน้อย เปิดช่องให้เรียกรับประโยชน์
งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่ตั้งไว้ 117,198 ล้านบาท เป็นอีกหน่วยงานที่นักการเมืองสังกัดพรรค ก.ก. หยิบยกมาอภิปราย และตั้งคำถามว่า “รัฐบาลจัดงบแบบใด เหมือนไม่เห็นปัญหาวิกฤตศรัทธาวงการตำรวจไทย”
น.ส.พนิดา มงคงสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรค ก.ก. กล่าวว่า แม้ ตร. ได้งบมากเทียบเท่ากระทรวงใหญ่ ๆ แต่ปลายทางกลับไปไม่ถึงผู้ปฏิบัติจริง ๆ โดยเป็นงบของระดับปฏิบัติเพียง 16,749 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.29% จากงบ ตร. ทั้งก้อน เพื่อทำโครงการบังคับใช้กฎหมาย อำนวยความยุติธรรม และบริการประชาชน 16,748 ล้านบาท โดยงบของโครงการนี้ลดลงจากปีก่อนเกือบ 3,000 ล้านบาท
การจัดสรรงบให้น้อย ทำให้ตำรวจไม่สามารถดูแลความปลอดภัยประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพได้ โดย น.ส.พนิดาได้ยกตัวอย่าง 2 กรณีฉายภาพ “รันทน แร้นแค้น” ของ ตร.
กรณีแรก ตร. ขอค่าน้ำมันไป 6,446 ล้านบาท รัฐบาลให้ 4,082 ล้านบาท โดยรถยนต์ปฏิบัติสายตรวจได้ค่าน้ำมัน 3,000 บาท/เดือน และรถจักรยานยนต์สายตรวจได้ค่าน้ำมันสูงสุด 1,000 บาท/เดือน
สส. รายนี้บอกว่า จากการพูดคุยกับตำรวจสายตรวจในเขตพื้นที่บอกว่าเติมน้ำมัน 100 บาท ออกตรวจก็หมดแล้ว แสดงว่างบที่ให้ 1,000 บาทหมดตั้งแต่ครึ่งแรกของเดือนแล้ว หลังจากนั้นใครเข้าเวรน้ำมันหมดต้องควักเงินตัวเองจ่าย หรือไปติดเครดิตปั๊ม สิ้นเดือนค่อยมาจ่ายทีหลัง พองบที่หลวงให้ไม่พอ ตำรวจต้องไปหางบสนับสนุนเพิ่มเติมจากจุดเช็คชื่อที่ตู้แดง (จุดตรวจพิเศษ) 500-1,000 บาท
“เหมือนกับตำรวจต้องไปหวังน้ำบ่อหน้า หารับทิปจากการไปดูแลคุ้มครองประชาชนเป็นกรณีพิเศษ นี่เท่ากับเปิดช่องทางให้เรียกรับประโยชน์หรือไม่ ถ้าจะจัดสรรให้ใช้ไม่พอแบบนี้ รบกวนรัฐบาลทำให้ค่านำมันถูกลงด้วย จะได้ไม่เป็นภาระตำรวจชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติงานตัวจริง”
กรณีที่สอง ตร. ขอค่าอุปกรณ์สำนักงานส่งคำขอไป 60.2 ล้านบาท รัฐบาลให้ 35 ล้านบาท เมื่อหารเฉลี่ย 1,448 สถานีทั่วประเทศ เหลือ 23,500 บาท/ปี หรือ 1,958 บาท/เดือน ซื้อกระดาษมาทำสำนวนก็หมดแล้ว ซึ่งนอกจากตำรวจชั้นผู้น้อย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ยังพูดเองว่าต้องใช้เงินส่วนตัวในการทำงาน โดยต้องใช้เงินในการทำงานเดือนละเป็นล้าน โอนให้ลูกน้อง 4 แสน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากทรัพยากรไม่เพียงพอในการทำงาน น.ส.พนิดาระบุว่า ตำรวจชั้นผู้น้อยยังมีเงินเดือนและสวัสดิการไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตด้วย โดยตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดคือหนี้ตำรวจ ซึ่งตำรวจไทยกว่า 2.2 แสนคนเป็นหนี้รวมกัน 270,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นหนี้เฉลี่ยต่อคน 1 ล้านบาท เมื่อตำรวจมีหนี้ ก็ไม่พ้นเข้าสู่ด้านมืด ต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพล เข้าไปสู่วงการส่วยบ่อน ส่วยทุนจีนสีเทา ส่วยทางหลวง หรือแม้แต่เรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนรายเล็กรายน้อย เป็นเหตุให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดช่องโหว่ ประชาชนหมดศรัทธา
เธอกล่าวต่อไปว่า สภาพการทำงานย่ำแย่ ทำให้ตำรวจบางส่วนลาออกจากราชการก่อนเกษียณ โดยมีผู้ขอเออร์ลีรีไทร์ 1,407 นาย, ป่วยเป็นซึมเศร้า 605 ราย (ข้อมูล รพ.ตำรวจ ปี 2560) และหลายคนถึงขั้นฆ่าตัวตาย
สส.หญิงรายนี้ยังตั้งข้อสังเกตต่อการจัดสรรงบให้ ตร. ในหลายกรณี อาทิ อนุมัติงบให้ซ่อมรถจีโน่ 5 คัน 47 ล้านบาท และซื้อเพิ่มอีก 5 คัน 87 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 134 ล้านบาท, การขอตั้งงบผูกพันข้ามปี 4,000 ล้านบาท ให้สร้างบ้านพักตำรวจ คฝ. กลางเมือง โดยปีนี้ตั้งงบ 668 ล้านบาท รวมถึงโครงการจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อป้องกันอาชญากรรม 1,836 ล้านบาท ซึ่งต้องถามว่าการจัดซื้องบของ ตร. จะเพียงพอเมื่อไร ที่น่าสนใจคือมีงบ 706 ล้านบาท เป็นงบที่ถูกพับไปจากงบปีก่อน ๆ เคยตั้งงบไปแล้ว มีการประกาศผู้ชนะประกวดราคาแล้ว ก็ไม่รู้ว่าทำไมยังไม่มีการเบิกจ่าย ติดปัญหาอะไร
สุทิน ชี้แจง งบซื้ออาวุธ “ดาวน์น้อย ผ่อนนาน” เพราะสำนักงบประมาณตัด
นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลุกขึ้นชี้แจงการอภิปรายของฝ่ายค้านในช่วงเย็น สรุปได้ดังนี้
งบกลาโหมไม่สูง
นายสุทินกล่าวว่า เดิมทีเคยคิดว่าสูง แต่เมื่อดูจริง ๆ เทียบกับงบประมาณอีก 26 กระทรวง งบกลาโหมอยู่ในอันดับที่ 4 ส่วนกรณีว่าประเทศอยู่ในภาวะวิกฤตเหตุใดจึงไม่ลดงบกลาโหม รมว.กลาโหม ชี้แจงว่า ในข้อเท็จจริงแล้วงบประมาณลดลง แต่เนื่องจากงบของกองทัพไม่ได้จัดทำในลักษณะเหมือนกระทรวงอื่นที่ใช้ฐานข้อมูลงบประมาณปีเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาสถานการณ์ของประเทศด้วย รวมทั้งต้องพิจารณาประเทศคู่แข่งที่เป็นภัยคุกคาม
"ถ้าประเทศเค้าพัฒนาไปไกลแล้ว เราจัดเท่าเดิมไม่ได้ เราก็ต้องจัดสู้เขา.... เมื่อคู่แข่งเขาซื้ออาวุธ หรือพัฒนาศัยภาพ ที่เป็นภัยคุกคามเราก็จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อสู้กับเขา"
รมว. กลาโหม เสริมด้วยว่า งบกลาโหม "เป็นการเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ลดลง" เมื่อดูตัวเลขยอดรวมอาจจะสูงขึ้น แต่เมื่อเทียบสัดส่วนกับงบ ประมาณแผ่นดินที่สูงขึ้นกว่า 9% กลาโหมเพิ่มขึ้น 5.7% เท่านั้น และถ้าคิดอัตราเงินเฟ้อก็เสมือนว่าแทบไม่ขึ้น ขณะที่เมื่อเทียบกับ ประเทศพัฒนาแล้ว งบกลาโหมต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 3% แต่ของไทย 1.2-1.3% น้อยกว่าบางชาติในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย
ลดกำลังพล ทำทันทีไม่ได้ เผยมีแผนเปิดเออร์ลี่ รีไทร์ให้นายพล
กรณี สส.กทม. ก้าวไกล อภิปรายว่า งบประมาณบุคลากรของกองทัพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นายสุทินชี้แจงว่า เพิ่งเข้ามาเป็น รมว.ได้ 3 เดือน ไม่สามารถตัดลดปลดได้ทันที แต่มีแผนการปรับลดงบส่วนนี้ใน 3 โมเดล ได้แก่ ยุบหน่วยทีไม่จำเป็น ควบรวมหน่วยที่ภารกิจใกล้เคียงกัน และปิดอัตราเกษียณแล้วไม่เปิดอัตราเพิ่ม
"ผมเพิ่งมา สามเดือน ถ้าจะให้ลดลงเลย คือ ต้องปลด ต้องปลดหลายตำแหน่ง แต่มันทำไม่ได้ครับ คนไม่ใช่อิฐ ภารกิจต้องมี และทหารเรื่องขวัญกำลังใจเป็นเรื่องเซนซิทีฟมาก"
รมว.กลาโหม พลเรือน จากเพื่อไทย แจกแจง เป้าหมายการลดจำนวนนายพลว่าจะลดลงอีก 50% ภายในปี 2570 ด้วยการทำโครงการเออร์ลี่ รีไทร์ (ออกจากราชการก่อนอายุเกษียณ) ซึ่งประเมินว่า นายพลจะลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วก่อนปี 2570 โดยยืนยันวาโครงการนี้จะไม่เป็นการเพิ่มงบประมาณเมื่อเทียบกับงบเงินเดือนที่จะต้องจ่ายในปีที่เหลือ
"คำนวณบวกลบคูณหารแล้ว ภาระงบประมาณก็ลดลงด้วย" นายสุทินกล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า จะมีแผนการรับข้าราชการพลเรือนเข้ามาสังกัด กห. เพื่อลดงบประมาณบุคลากรที่ต้องติดยศทหาร
"ผุดบางหน้าที่บางตำแหน่งไม่จำเป็นต้องติดยศ ก็คือข้าราชการพลเรือนธรรมดา เช่น แพทย์ หมอ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ ต่อไปนี้เข้ากลาโหมจะไม่มีสีเขียวอย่างเดียวแล้ว ภาพก็จะนุ่ม ก็จะซอฟต์ลง"

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา
เชื่ออยู่ครบ 4 ปี ทหารเกณฑ์เป็นแบบสมัครใจ 100%
นายสุทินกล่าวว่า วิธีงดเกณฑ์ทหารเป็นวิธีปิดทางตัวเอง เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์จำเป็นจะเรียกกำลังพลไม่ได้ แต่จะจูงใจ ให้คนมาสมัครทหาร ซึ่งในปีนี้มียอดเรียกประจำการ 80,000-85,000 นาย ลดลงจาก 100,000 ราย และเชื่อว่าหากเป็น รมว.ครบ 4 ปี ทหารแบบสมัครใจจะครบ 100%
นอกจากนี้ยังมีแผนว่า ต่อไปนี้ เงินเดือนทหารเกณฑ์จะไม่มีการหักเหมือนที่ผ่านมา และกำลังออกแบบระบบการให้ทหารเกณฑ์สามารถศึกษาต่อเนื่องระหว่างประจำการ ไม่จำเป็นต้องหยุดเรียน และเพิ่มสัดส่วนการรับราชการต่อในโรงเรียนนายสิบจากเดิม 20% เป็น 80%
เรือดำน้ำจีน ยกเลิกสัญญาทันทีไม่ได้
รมว. กลาโหม ชี้แจงเรือดำน้ำจีน ที่ไทยเดินหน้าเสนอเปลี่ยนเป็นเรือฟริเกตว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอสำนักงานอัยการสูงสุด ดูข้อกฎหมยว่าไทยจะเดินหน้าต่ออย่างไร ยกเลิกได้หรือไม่ หรือต้องดำเนินการในทางใดจึงจะไม่ผิดสัญญา คาดว่า อีก 2-3 วัน จะได้รับคำตอบ
"(เรือดำน้ำ) ถ้ายกเลิกแล้วได้เงินคืน ผมยกเลิกวันพรุ่งนี้เลย แต่ถ้ายกเลิกแล้วเงินไม่ได้คืน เรื่องอะไรเราจะไปเสียเงินทิ้ง"
ส่วนที่ถูกวิจารณ์ว่า เหตุใดไม่ยกเลิกสัญญากับจีน นายสุทินบอกว่า การแก้ปัญหาเรื่องเรือดำน้ำต้องยึดประโยชน์กองทัพ ประโยชน์ของประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย ซึ่งนายกฯ ก็เพิ่งไปเยือนจีนซึ่งมีการทำยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยที่ไทยมี ผลประโยชน์ร่วม 2 แสนล้านบาท
"ถ้าเรายอมยกเลิกเพื่อ 6 พันล้าน แล้วเสีย 2 แสนล้าน มันไม่ฉลาด" นายสุทินกล่าว พร้อมกับบอกว่า ข้อเท็จจริงไทยก็เคยผิดข้อตกลงในช่วงโควิดที่ขอเลื่อนการจ่ายค่าเรือดำน้ำออกไป

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา
ยันงบซื้ออาวุธ ไม่ได้ "ดาวน์น้อย ผ่อนนาน" แต่ถูกสำนักงบฯ ตัด
นายสุทินชี้แจงประเด็นการวางเงินดาวน์เพื่อจัดหาอาวุธของกระทรวงกลาโหม ที่ฝ่ายค้านอภิปรายว่า สัดส่วนการวางเงินดาวน์ลดลงเรื่อย ๆ ในลักษณะ "ดาวน์น้อย ผ่อนนาน" ว่า เดิมที่ทางกลาโหมส่งคำขอจัดทำการวางดาวน์ไปที่ 20% แต่เมื่อส่งคำของบประมาณ ได้ถูกสำนักงบประมาณตัดลดลงเหลือ 15% โดยให้เหตุผลว่าในปีงบประมาณ 2567 ซึ่งมองว่า "ฟังได้" เนื่องจากในปีนี้เหลือเวลาบริหารงบประมาณอีกเพียง 4 เดือน ไม่น่าจะดำเนินการได้ทันปีงบประมาณ
"เราขอไป 20% สำนักงบประมาณ ตัดของเราเองให้เหลือ 15% เราก็ไปถามว่าตัดทำไม สำนักงบฯ ก็มีเหตุผล เราก็ฟังได้ เพราะปี 67 เหลือเวลาใช้งบอยู่ 4 เดือน เขาไม่เชื่อว่าเราจะจัดการใช้เงินทันก็ลดลงเท่านั้นเอง ไม่ใช่ไปซ่อนไว้ ไม่ใช่ไปดาวน์น้อยผ่อนนาน" นายสุทินกล่าว
นายสุทินยังชี้แจงอีกหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทูตทหาร ที่ดินของทัพ การสร้างรันเวย์ของกองทัพเรือในเขตอีอีซี และงบกู้เรือหลวงสุโขทัย ซึ่งเขาระบุว่า การกู้ต้องกู้ขึ้นมาทั้งลำ เนื่องจากการสอบสวนสาเหตุการจม การกู้ทั้งลำจะทำให้ให้หลักฐานเกี่ยวกับตัวเรือที่ยังอยู่ครบ โดยยืนยันว่า "ไม่มีนอกมีนัย และจำเป็นต้องเอาเรือขึ้นมาให้ได้ในสภาพนั้น"











