ก้าวไกลวิจารณ์จัดงบไม่สะท้อนปัญหา PM2.5 ทั้งที่ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในวันที่สองของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงินรวม 3.48 ล้านล้านบาท วาระ 1 ขั้นรับหลักการ บรรดา สส. ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านพุ่งเป้าอภิปรายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับมิติด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
จนถึงเวลา 12.10 น. ยังไม่มีตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลุกขึ้นชี้แจงแต่อย่างใด
วันนี้ (4 ม.ค.) เป็นอีกครั้งที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ลุกขึ้นอภิปรายปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 เนื่องจาก จ.เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยฝุ่นจิ๋วรุนแรงที่สุดของไทยและบางช่วงติดอันดับต้น ๆ ของโลก
รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ประกาศให้การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็น “วาระแห่งชาติ” แต่ สส.ก้าวไกลรายนี้พบว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2567 ไม่สะท้อนถึงภาวะวิกฤตที่ประชาชนเผชิญอยู่ พร้อมเสนอให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยโมเดล “ตึก 5 ชั้น” โดยมีกฎหมายเป็น ชั้นฐานราก ซึ่งทำผ่านกลไกสภาได้ ก่อนอภิปรายถึงการจัดงบของตึกอีก 4 ชั้น สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
ชั้น 1 สาธารณสุข: จัดงบไม่สะท้อนความรุนแรงของปัญหา
นายภัทรพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลจัดงบเกี่ยวกับ PM2.5 อย่างผิวเผิน โดยงบแผนงานยุทธศาสตร์จัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม 298.3 ล้านบาท ฟังดูดี แต่มีโครงการเพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพียง 2.8 ล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ จ.สระบุรี ของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ สธ. ทำห้องปลอดฝุ่น แต่ไม่จัดงบให้ และขอตั้งคำถามไปยังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ด้วย เพราะในงบประมาณทั้งเล่มไม่มีเครื่องฟอกอากาศให้โรงเรียนเลย “น่าอายที่โรงเรียนไม่อาจเป็นสถานที่ปลอดภัยให้ลูกหลานได้”
สส.เชียงใหม่ พรรค ก.ก. ยังระบุถึงสถิติปัญหาสุขภาพของประชาชนซึ่งเป็นผลจากฝุ่น PM2.5 มาแจกแจงไว้ว่า ผู้ชายภาคเหนือมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าภาคอื่น 1.4 เท่า ผู้หญิงภาคเหนือมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าภาคอื่น 1.7 เท่า ทั้งที่การสูบบุหรี่ของคนภาคเหนือน้อยกว่าภาคอื่น 10% ขณะที่ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในปี 2566 มีจำนวน 6.82 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นประชาชนภาคเหนือ 5.5 ล้านคน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ชั้น 2 ไฟเกษตร: เห็นแต่การพูด ไม่มีการปฏิบัติ
นายภัทรพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดงบลดการเผา ทำปุ๋ยหมักในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ 15.1 ล้านบาท โดย ครม. มีเป้าหมายลดพื้นที่เผาไหม้ด้านการเกษตร 50% แต่ให้งบแค่ 10% หรือตั้งงบให้ 2 หมื่นไร่ จากพื้นที่เผาไหม้ 2.37 แสนไร่
ส่วนการแก้ปัญหาข้าว อ้อย ข้าวโพดอาหารสัตว์ ก็เห็นแต่การพูดว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่จัดงบให้ไม่ต่างจากปีงบประมาณ 2566
ชั้น 3 ไฟป่า: งบกระจุกส่วนกลาง ไม่กระจายท้องถิ่น
แม้มีข้อมูลพฤติกรรมไฟป่า 9 จังหวัดภาคเหนือ ข้อมูลการเผาไหม้สะสม พื้นที่ไหนต้องเฝ้าระวังหนัก แต่สิ่งที่นักการเมืองก้าวไกลเป็นกังวลคือ งบหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับไฟป่า “ไม่ชัดเจน” ไม่ว่าจะเป็น งบอุปกรณ์ดับไฟป่าให้เจ้าหน้าที่ไฟป่า, งบโดรนตรวจจับความร้อน, งบเฝ้าระวังไฟป่าของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แต่ที่ผิดหวังคืองบกระจุกส่วนกลาง ไม่กระจายให้ท้องถิ่น โดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย เสนอของบไป 1,709 ล้านบาท แต่ได้จริง 50 ล้านบาท
“นายกฯ จะปล่อยให้นักการเมืองถิ่นควักกระเป๋าตัวเอง จัดทำผ้าป่า ขายรำวง เอาเงินมาดับไฟป่าให้พวกเราหรือ” นายภัทรพงษ์กล่าว
ชั้น 4 การแจ้งเตือนและการเก็บข้อมูล: งบวิ่งตามเทคโนโลยีไม่ทัน ติดขัดขั้นปฏิบัติ
ในส่วนของงบด้านการพยากรณ์ ถ้าจะวัดให้แม่นยำต้องมีเครื่องตรวจวัดชั้นบรรยากาศใกล้พื้นผิวโลก ซึ่งตั้งงบไว้ 1.9 หมื่นบาท แต่ในปี 2567 จัดทำเฉพาะที่ กทม. แห่งเดียว ส่วนงบการแจ้งเตือนผ่านสัญญาณโทรศัพท์ (Cell Broadcast) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทยตั้งงบไว้ 135 ล้านบาท
ชั้น 5 ศูนย์บัญชาการ: งบคลุมเครือ
กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ตั้งหมุดหมายให้ ไทยลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้งบ 797.54 บาท แต่ไม่มีรายละเอียด มีแต่ตัวชี้วัดลอย ๆ จึงขอสอบถามว่าเกี่ยวกับฝุ่นพิษข้ามพรมแดนหรือไม่ และความคืบหน้าที่ ครม. มอบหมายให้ กต. ดำเนินการเจรจากับเพื่อนบ้านตามกลยุทธ์ “ฟ้าใส” (clear sky) เป็นอย่างไร
จากที่อภิปรายมาทั้งหมด นายภัทรพงษ์สรุปว่า “ถ้าจัดงบแบบนี้ ต้องจุดธูป 16 ดอกขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภาวนาให้ธรรมชาติมันเบาบางลงไปเอง ธูปเทียนเท่านั่นละครับ ถ้าธรรมชาติปรานี ประชาชนก็จะพ้นภัย และก็ต้องไปสวดมนต์อ้อนวอนขอนายทุนให้เลิกนำเข้าสินค้าที่มาจากการเผาอีก ซึ่งก็ไม่รู้จะได้หรือเปล่า มาวันนี้รัฐก็ยังไม่มีมาตรการใด ๆ เกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มาจากการเผาให้ประเทศไทยเลย”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายกฯ ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาฝุ่น
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง ชี้แจงการอภิปรายการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กว่า รัฐบาลยืนยันว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ที่ผ่านมาได้ให้ความรู้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งมีการเผาทำลายวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว รัฐบาลยังตั้งหน่วยรับซื้อซังข้าวโพดขึ้นมาเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ส่วนเรื่องการเผาอ้อน ในฤดูกาลที่ผ่านมามีปริมาณน้อยกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำชับเรื่องนี้
นายกฯ ได้กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ด้วยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในชั้นนิติบัญญัติและมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 11 ม.ค. นี้ ส่วนมาตรการแก้ปัญหาหมอกควันที่มาจากเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เมียนมา ซึ่งมีเอกชนไทยเข้าไปปลูกข้าวโพด รัฐบาลก็มีมาตรการแก้ไขเรื่องนี้เช่นกัน
"เรามีการพูดคุยคาดโทษว่า ถ้าเกิดมีการเผาเกิดขึ้นจากข้าวโพดที่ได้เก็บเกี่ยวไปแล้ว จะมีมาตรการทางภาษีมารองรับ" นายเศรษฐา ชี้แจง
สุรเชษฐ์ ชี้งบคมนาคม ไม่ตอบโจทย์ความปลอดภัยทางถนน
สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เปิดอภิปรายงบประมาณของกระทรวงคมนาคมว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่รัฐบาลตั้งงบประมาณ “เป็นการคิดไปทำไป” โดยชี้ว่า การตั้งตัวชี้วัดการใช้งบประมาณไม่ตอบโจทย์ความปลอดภัยทางถนน
สส. ก้าวไกล เริ่มจากการอธิบายว่า รัฐบาลตั้งงบประมาณของกระทรวงคมนาคมในปี 2567 ไว้ที่ 183,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.84% โดยงบก้อนใหญ่ ๆ ตกที่กรมทางหลวง (ทล.) 120,000 ล้านบาท และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) 50,000 ล้านบาท รวมแล้วรับไปกว่า 170,000 ล้านบาท โดยเป็นงบลงทุนเกือบทั้งหมด ทำให้กระทรวงคมนาคมครองงบลงทุนสูงที่สุดในประเทศมากกว่ากระทรวงอื่น แต่มีการจัดโครงสร้างงบ "อย่างมึน" ทั้งแผนยุทธศาสตร์ แผนบูรณาการ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบว่าแต่ละจังหวัดได้งบอะไร จำนวนเท่าไหร่
"บางทีก็ซ่อนไว้ในแผนนู้น ซ่อนไว้ในแผนนี้...งบเอาไปแปะไว้ตรงนี้ตรงนั้นมั่วไปหมด" นายสุรเชษฐ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา
นอกจากนี้ นายสุรเชษฐ์ยังชี้ด้วยว่า ขณะที่ ทล.และทช. ได้งบประมาณมาเท่านี้ แต่ท้องถิ่นกลับไม่มีงบประมาณพอแม้แต่ขอซ่อมถนนที่มีอยู่ให้ใช้การได้ดี ได้งบประมาณแตกต่างกัน 6 เท่า ขณะที่โครงสร้างอำนาจของหน่วยงานทางหลวงก็ทับซ้อนทั่วประเทศ ทั้งที่ในระดับท้องถิ่นมีโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อยู่ด้วย เพียงแต่ต้องจัดสรรงบประมาณและบุคลากรลงไปให้ด้วย
"หากส่วนกลางบอกว่าดูแลถนนไม่ไหว ก็แบ่งไปให้ท้องถิ่น ไม่ใช่ทำโครงสร้างซ้ำซ้อนกันอย่างนี้"
สส.ก้าวไกล ชี้ด้วยว่า ในก้อนงบประมาณของกระทรวงคมนาคม พบว่ามีงบประมาณเพื่อความปลอดภัยทางถนนเพียง 11.5% หรือประมาณ 19,526 ล้านบาท แต่พบว่าการจัดงบประมาณขาดการบูรณาการ
"ภารกิจคล้ายกันแต่ต่างกรมต่างตั้งชื่อ ต่างวางโครงสร้างงบประมาณ ส่วนสำนักงบประมาณก็ปล่อยจอย" นายสุรเชษฐ์ กล่าว และชี้ให้เห็นว่าตัวชี้วัดไม่ตอบโจทย์และไม่บูรณาการ
"งบ ทล. (กรมทางหลวง) ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยโดยตรงประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่ตั้งอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น จาก 1.94% เป็น 3.24% พูดง่าย ๆ จะรับงบไป 120,000 ล้าน แต่ทำให้คนตายเพิ่มขึ้น 67% ท่านรัฐมนตรีจะเอาอย่างนี้จริง ๆ หรือ"
ในงบประมาณเกี่ยวกับกระทรวงคมนาคมด้านอื่น นายธัญธร ธนินวัฒนาธร สส. กทม. พรรค ก.ก. ได้อภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ว่า ไม่พบรายงานเงินอุดหนุนสำหรับการดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จึงทำให้เกิดคำถามว่า "นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย สามารถทำได้จริง หรือเป็นเพียงวาทกรรมเลื่อนลอยในการหาเสียง"











