สรุปสารพัดเรื่อง “ลับ” ที่ฝ่ายค้านข้องใจในการจัดงบ 67 กลาโหม-กอ.รมน.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ในวันแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วาระที่ 2-3 วงเงิน 3,480,000 ล้านบาท ฝ่ายค้านวิจารณ์งบ กอ.รมน. และกระทรวงกลาโหมว่าเป็น “หน่วยงานลับแล” อ้างความลับ-ความมั่นคง โดยตรวจสอบไม่ได้
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ใช้เวลาราว 9 สัปดาห์ (8 ม.ค.-13 มี.ค.) ในการพิจารณารายละเอียดของหน่วยรับงบประมาณรวม 737 หน่วยรับงบประมาณ แล้วมีมติปรับลดงบประมาณลงจากวาระแรก 9,204.1 ล้านบาท ก่อนนำไปจัดสรรให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ 8,770.7 ล้านบาท และให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และอัยการ อีก 433.4 ล้านบาท
ในการพิจารณาวาระ 2 เป็นการพิจารณาเรียงลำดับมาตราและลงมติเป็นรายมาตราจนจบร่างซึ่งมีทั้งสิ้น 41 มาตรา จากนั้นจะเป็นการขอความเห็นชอบทั้งฉบับในวาระ 3 ในช่วงเย็นวันที่ 22 มี.ค. นี้
บีบีซีไทยขอสรุปเนื้อหาการอภิปรายงบของ 3 หน่วยขอรับงบประมาณ มาไว้ ณ ที่นี้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
กอ.รมน.
สำนักนายกรัฐมนตรี (สนร.) และหน่วยงานในกำกับ (มาตรา 7) ถูกปรับลดงบประมาณลงเหลือ 24,124.6 ล้านบาท จากเดิม 24,834.7 ล้านบาท ทว่าในจำนวน 28 หน่วยงานในกำกับของ สนร. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถูก “ล็อกเป้าถล่ม” จาก สส.ก้าวไกล ทั้งกรณีตั้งงบทำภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น จนกลายเป็น “องค์กรรัฐซ้อนรัฐ”, การจัดสรรงบที่ตรวจสอบไม่ได้ และไร้คำชี้แจงใด ๆ
สำหรับ กอ.รมน. ถูกปรับลดงบเหลือ 4,977.1 ล้านบาท จากเดิม 5,112.7 ล้านบาท แต่ก็ยังถือเป็นงบก้อนใหญ่ที่สุดของ สนร. โดยคิดเป็น 22% ซึ่งระบุถึง 4 แผนงานหลัก ประกอบด้วย แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง 102.4 ล้านบาท, แผนงานยุทธศาสตร์รักษาความสงบภายในประเทศ 39.9 ล้านบาท, แผนงานยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง 4,471.9 ล้านบาท, แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาไกลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม 362.8 ล้านบาท
นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรค ก.ก. และ กมธ.เสียงข้างน้อย ตั้งข้อสงสัยในเนื้อหาแผนงานและโครงการที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ พร้อมยกตัวอย่าง 2 โครงการที่มีงบรวมกันเกือบ 44 ล้านบาทภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์รักษาความสงบภายในประเทศคือ 1) โครงการพัฒนาการเมือง การสร้างความรัก และความสามัคคีของคนในชาติจำนวน 10.5 ล้านบาท 2) โครงการเสริมสร้างความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ 33 ล้านบาท ซึ่งต่อมาได้รับทราบเหตุผลความจำเป็นคือ การให้ประชาชนเพิ่มการมีส่วนร่วมเผยแพร่หลักเศรษฐกิจพอเพียงและหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ส่วนรายละเอียดบอกว่าเป็นการจัดเวทีเสวนาผู้นำชุมชนสอนหน้าที่พลเมือง เสวนาปัญหากลุ่มอาชีพ รวมความรู้ปราชญ์ ทำเทียบปราชญ์ จึงอยากถามว่า สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องอะไรกับการรักษาความสงบภายในประเทศ ซึ่งผู้มาชี้แจงก็ตอบไม่ได้
เช่นเดียวกับเงินซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ 120 ล้านบาท ซึ่ง กมธ. รายนี้บอกว่า “ต้องเค้น” อยู่นานกว่าจะได้เอกสารมา เพราะตามความเข้าใจคือ กอ.รมน. ไม่มียุทโธปกรณ์ เป็นหน่วยงานประสานงานและบูรณาการในแต่ละท้องที่ พอเค้นแล้วจึงทราบว่าเป็นการซ่อมบำรุงให้หน่วยงานอื่น เช่น การซ่อมระบบสำรองไฟให้ค่ายทหาร 3 ค่าย, ซ่อมกล้องตรวจการณ์กลางคืน, ซื้อแบตเตอรีโดรน, ซื้อน้ำมันทำความสะอาดปืน โดยแต่ละรายการส่งตัวเลขมาถ้วน ๆ เช่น 5 ล้านบาท 6.5 ล้านบาท 4 ล้านบาท “เหมือนกับกลัวว่าเราจะไม่รู้ว่าเสกเลขขึ้นมาเฉย ๆ”
ส่วนในแผนงานยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง นายชยพลพบว่า มีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการขับเคลื่อนนโยบาย วงเงิน 345.6 ล้าน ในจำนวนนี้มีการตั้งงบจ้างเหมาลำเครื่องบินของภาคเอกชน 12 เดือน 190 ล้านบาท ทำให้เขาตั้งข้อสังเกตุว่าเช่าไปทำอะไร เดินทางอะไรมากมาย
“ต้องเหมาแอร์ไลน์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายหรือ” หรือ “นายไม่บิน นโยบายไม่เดินหรือ” นายชยพลตั้งคำถาม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ด้านนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคเดียวกัน อภิปรายว่า งบ กอ.รมน. เป็นก้อนใหญ่ที่สุดในหน่วยงานของ สนร. คิดเป็น 22% ของงบ สนร. โดย กอ.รมน. หน่วยงานเดียวมีงบมากกว่ากระทรวงถึง 5 กระทรวง และงบของ กอ.รมน. ราว 80% เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้
เขามองว่า งบ กอ.รมน. ในแผนบูรณาการ ถือเป็น “อีกกระเป๋าหนึ่งของกองทัพ” ในการทำงานการเมืองและกิจการมวลชน
นายรอมฎอนจึงเสนอให้ตัดงบของ กอ.รมน. ซึ่งเป็นการ “ตัดงบในเชิงสัญลักษณ์” เพื่อพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นในการดำรงอยู่ขององค์กรรัฐซ้อนรัฐ โดยเปิดทางให้สภาได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยุบ กอ.รมน. ที่พรรคก้าวไกลยื่นร่างไปแล้ว และต้องถามนายกฯ ว่า “จะเซ็นรับรองให้สภาพิจารณาร่างกฎหมายนี้ได้เมื่อไร ได้กี่โมง”
สำหรับคำว่า “องค์กรรัฐซ้อนรัฐ” ได้รับการขยายความผ่านการอภิปรายของ สส.ก้าวไกลอีกหลายคน ที่หยิบยกบางโครงการของ กอ.รมน. ที่พวกเขามองว่าซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ มาตั้งคำถาม อาทิ การพัฒนาการศึกษาเยาวชนในโครงการ “เพชรในตม” วงเงิน 17.3 ล้านบาท ซ้ำซ้อนกันหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษาฯ หรือไม่ โครงการแก้ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองกลุ่มแรงงานต่างด้าว 15 ล้านบาท และการแก้ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองกลุ่มเฉพาะ 2 ล้านบาท ซึ่งมองว่าทับซ้อนกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภายใต้แผนยุทธศาสตร์จัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ 88 ล้านบาท
คำชี้แจงจาก กมธ.:
- งบจ้างเหมาลำเครื่องบินภาคเอกชน: ใช้ขนส่งกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1-3 ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปฏิบัติงาน 24 ชม. จึงจำเป็นต้องจ้างเหมาลำเครื่องบินพาณิชย์เพื่อรับส่งเจ้าหน้าที่และให้เกิดความคล่องตัว
- งบสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่องานสนับสนุนมวลชน: เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อจ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) ฟาร์มตัวอย่าง และประชาชนที่ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด 5,670 ราย รายละ 4,500 บาท/เดือน รวมทั้งสิ้น 306 ล้านบาทเศษ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องการอบรมและการบริหารเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
- งานซ้ำซ้อนกับหน่วยอื่น: อนุ กมธ. ได้สอบถามถึงความซ้ำซ้อนกับหน่วยอื่น ๆ เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) “ตรวจสอบแล้วไม่มีความซ้ำซ้อน เพราะเป็นหน่วยงานคนละระดับ” สมช. เป็นระดับนโยบาย ดูความมั่นคงประเทศ ส่วน กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่นำนโยบายที่ได้รับความเห็นชอบแล้วเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่น
มติสภา: ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยตาม กมธ.เสียงข้างมาก 293 ต่อ 170 เสียง งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 1
กลาโหม
กระทรวงกลาโหม (มาตรา 8) เป็นหน่วยงานที่ถูกปรับลดงบประมาณรายจ่ายลงสูงสุด 2,485 ล้านบาท จากเดิม 87,883.2 ล้านบาท เหลือ 85,398.1 ล้านบาท
สส.ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตหลายโครงการที่ไม่คุ้มค่า และส่อว่าจะไม่โปร่งใส

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำหรับงบบางส่วนที่ถูก สส.ฝ่ายค้าน หลายคนตั้งคำถาม อาทิ
- โครงการจัดซื้อที่นอนยางพาราของกองทัพบก (ทบ.) วงเงิน 1.2 ล้านบาท โดยจัดซื้อจำนวน 277 ชิ้น ในราคา 2,885 บาท/ชิ้น แต่เมื่อเปิดเว็บไซต์/แอปพลิเคชัน เปรียบเทียบราคาตลาดอยู่ที่ 1,449 บาท/ชิ้น
- โครงการจัดซื้อกรวยแสดงทิศทางลม ของ ทบ. วงเงิน 450,000 บาท โดยจัดซื้อจำนวน 25 ชุด ในราคา 18,000 บาท/ชุด ขณะที่แอปฯ ขายที่ 4,300 บาท/ชุด
“ทำไมกองทัพซื้อแพงไปกว่าถึง 25 เท่า เราซื้อกรวยกันทำไมเยอะแยะ มันเป็นเป็นแค่ธงปลาคราฟที่เอาไว้ดูทิศทางลม ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย แต่ไปซ่อนไว้ในเอกสารลับ” นายชยพล สะท้อนดี กล่าว
เขาจึงตั้งฉายาให้กระทรวงกลาโหมว่าเป็น “หน่วยงานลับแล” ซ่อนงบไว้ในเอกสารลับหลายอย่างในหลายจุด พร้อมตั้งคำถามว่า “การอ้างความมั่นคงเพื่อซ่อนงบไว้ในเอกสารลับ ไม่ให้ กมธ. ตรวจสอบ เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งของตัวเอง (กองทัพ) หรือไม่”
- ค่าใช้จ่ายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ของ ทบ. วงเงิน 5,937.5 ล้านบาท ซึ่งนายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรค ก.ก. ระบุรายละเอียดว่าเป็นการจัดหาวัสดุกว่า 2.8 แสนบาท และศึกษาความชุกของการติดเชื้อ HIV ในชายไทยที่ผ่านการตรวจเลือกเข้ามาเป็นทหารกองประจำการ 4.2 ล้านบาท
“ทำไมผู้ที่เข้าไปอยู่ในค่ายต้องถูกบังคับ ท่านจะอ้างความมั่นคงหรือ คนไทยมีสิทธิในการตรวจ HIV อยู่แล้วประมาณ 2 ครั้งต่อปี แต่ต้องถูกบังคับแบบนี้ สุดท้ายหากตรวจเจอจะถูกตีออกและเขาไม่สามารถออกไปหางานได้เพราะถูกเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ ใครที่ยอมรับแบบนี้คือการทำละเมิดสิทธิภายใต้กฎหมาย จึงขอให้ที่ประชุมตัดงบนี้” นายเอกราชกล่าว
ส่วนกรณีที่ กมธ. มีมติให้จัดลดงบซื้อเรือฟริเกต 1 ลำของกองทัพเรือ วงเงินรวม 17,000 ล้านบาท โดยเสนอของบปี 2567 จำนวน 1,700 บาทนั้น ร.ท. ธนเดช เพ็งสุข สส.กทม. พรรค ก.ก. วิจารณ์ว่า การตัดงบก้อนนี้อาจทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาในกองทัพ ทำให้กำลังพลน้อยเนื้อต่ำใจ และบอกด้วยว่า “กองทัพเรือต้องไม่ใช่เหยื่อทางการเมืองอีกแล้ว”
ขณะที่นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) อภิปรายว่า งบประมาณกระทรวงกลาโหมที่ระบุปรับลดงบ 2,485 ล้านบาท หรือลดลง 2.8% เป็นการ “ลดไม่จริง” เพราะถูกเอาไปซ่อนไว้ในรายการของงบผูกพันปี 2568-2569 เช่น งบกองทัพเรือ (ทร.) มีโครงการงบผูกพันเดิม 9 โครงการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557-2574 เป็นวงเงินรวม 44,618.9 ล้านบาท, กองทัพอากาศ (ทอ.) ปรับลดงบลง 103.6 ล้านบาท แต่ปรากฏว่ามีโครงการงบผูกพันใหม่ตั้งแต่ปี 2568-2570 รวม 7 รายการ วงเงิน 5,709.5 ล้านบาท
เมื่อรวมงบของ 3 เหล่าทัพ นายฐากรจึงบอกว่าเป็นการ “ลดไม่จริง” โดยพบว่า ไปอยู่ในงบผูกพันปี 2568-2570 ที่เป็นโครงการใหม่รวมแล้ว 36,231 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบ ทร. 20,879 ล้านบาท, งบ ทบ. 9,641 ล้านบาท และงบ ทอ. 5,709 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำชี้แจงจาก กมธ.:
- งบผูกพันใหม่ของ ทอ.: กมธ. ได้ท้วงติง ทอ. ไปในหลายประเด็น เพราะเข้าใจว่ามีระยะเวลาใช้งบประมาณเพียง 5 เดือน แต่ได้รับคำยืนยันว่าทั้ง 10 โครงการ เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของนักบิน และผู้โดยสาร ซึ่งถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน
- งบผูกพันใหม่ของ ทบ.: ใน 9,641 ล้านบาท เป็นการจัดหาเฮลิคอร์ปเตอร์ใช้งานทั่วไประยะที่ 3 ห่วงที่ 1 จำนวน 5,000 ล้านบาท โดยนายธเนศ เครือรัตน์ ประธานอนุ กมธ. ด้านมั่นคง กล่าวว่า ได้ถาม ทบ. ว่าเหลือเวลา 5 เดือนจะจัดหาทันหรือ ซึ่ง ทบ. ได้นำหนังสือที่ได้รับอนุมัติจากสภาครองเกรส สหรัฐฯ มาชี้แจงว่ามีการตกลงไปแล้ว จึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องซื้อ และ กมธ.เสียงส่วนใหญ่จึงอนุมัติให้ ทบ. ได้ซื้อ
- ตัดงบซื้อเรือฟริเกต: ทร. ไม่มี TOR ชัดเจนให้ และไม่รู้ว่าจะจัดซื้อจากประเทศใดโดยให้ชื่อมา 5 ประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี เกาหลี และสเปน ซึ่งเป็นห่วงว่าถ้าจัดซื้อเรือในเวลาที่เหลือเพียง 5 เดือน ก็เกรงว่าจะเกิดปัญหาเหมือนเรือดำน้ำอีก ทาง กมธ. จึงให้ตัดงบประมาณจัดซื้อเฉพาะในส่วนปี 2567
“กมธ. ยังเห็นถึงความจำเป็นการมีเรือฟริเกต แต่ให้ไปจัดซื้อในปีถัดไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนกรณีเรือดำน้ำ.. ยืนยันว่าการปรับลดงบประมาณจะไม่กระเทือนถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานในการป้องกันประเทศ” นายธเนศกล่าว
มติสภา: ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยตาม กมธ.เสียงข้างมาก 284 ต่อ 163 เสียง งดออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนน 2
งบกลาง
รายจ่ายงบกลาง (มาตรา 4) เป็นอีกประเด็นที่บรรดาผู้แทนราษฎรให้ความสนใจ โดยมีทั้งสิ้น 11 รายการ ซึ่ง กมธ. ปรับเพิ่มงบเป็น 614,943.3 ล้านบาท จากเดิม 606,765 ล้านบาท
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กมธ.เสียงข้างน้อย จากพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ซึ่งสงวนความเห็นขอปรับลดงบกลางลง 5% กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเสียงวิจารณ์เรื่องการตั้งงบกลางเอาไว้สูงโดยไม่มีรายละเอียดว่าเปรียบเสมือนการ “ตีเช็คเปล่า” ในปีนี้ก็เช่นกัน อีกทั้งตอนพิจารณาในชั้น กมธ. รัฐบาลยังแปรเพิ่มมาใส่ไว้ในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอีก 1,000 ล้านบาท เหลืออีกเพียง 500 ล้านบาท ก็จะถึง 100,000 ล้านบาท ซึ่งสูงมากเป็นประวัติการณ์ในอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับการตัดงบซื้อเรือฟริเกต 7,000 ล้านบาท ของกองทัพเรือ (ทร.) โดยส่วนหนึ่งเอามาไว้ในงบกลาง ดังนั้นการใช้จ่ายงบกลางจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะจาก ทร. ว่าตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ถ้าโครงการที่รัฐอนุมัติไม่ฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ ก็จะถูกเปรียบเทียบกับงบเรือฟริเกตที่ซื้อมาเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ แต่ถูกตัดงบออกไป

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล
ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ซึ่งเสนอให้ตัดงบกลาง 30,000 ล้านบาท ได้วิจารณ์กระบวนการจัดงบกลางของรัฐบาลว่า “พลาดแล้ว พลาดอยู่ พลาดต่อ” โดยไม่ได้จัดสรรงบเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และงบค่ารักษาพยาบาลของบุคลากรภาครัฐให้เพียงพอ ซึ่งถือเป็นปีที่ 3 แล้วที่ตั้งงบขาด ทั้งนี้ในส่วนของงบเบี้ยหวัดฯ ตั้งงบขาดไป 30,000 ล้านบาท หากเทียบกับงบปี 2566 ที่ใช้ไปถึง 359,050 ล้านบาท และงบค่ารักษาพยาบาลฯ ตั้งขาดไป 20,000 ล้านบาท โดยปี 2566 ตั้งไว้ 96,507 สุดท้ายก็ต้องไปใช้งบกลางรายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมาใช้
สส.ก้าวไกลมองว่า รัฐบาลไม่ได้ถอดบทเรียนจากรัฐบาลชุดที่แล้วในการจัดทำงบกลางให้ดีขึ้น “วัตถุประสงค์ของงบกลางไม่ได้มีไว้ใช้อุดช่องโหว่ในการทำนโยบายของรัฐบาล แต่ต้องใช้กรณีมีเหตุฉุกเฉินและจำเป็นจริง ๆ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลตั้งใจตั้งงบขาด แล้วจะมาใช้เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น”
คำชี้แจงจาก กมธ.:
- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการของข้าราชการ: เป็นการตั้งงบ 1 ปีงบประมาณ ส่วนการเบิกจ่ายเป็นเรื่องที่ไม่ได้คาดการณ์มาก่อน คิดว่าประชาชนคนไทยคงไม่มีใครอยากเจ็บป่วย ทำให้การตั้งงบเป็นไปตามสมมติฐานที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นอย่างเพียงพอ
- การใช้งบกลางไม่ตรงกับวัตถุประสงค์: งบที่ตั้งไว้เป็นงบที่มีความจำเป็นต้องจัดสรรในเรื่องต่าง ๆ
มติสภา: ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยตาม กมธ.เสียงข้างมาก 279 ต่อ 153 เสียง งดออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนน 5











