เอไอเริ่มรู้จัก "ชิมรสสีสัน-รูปทรง" เหมือนกับที่สมองมนุษย์ทำโดยไม่รู้ตัว

ai

ที่มาของภาพ, Estudio Santa Rita

    • Author, เดวิด ร็อบสัน
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

ลูกบอลสีชมพูมีรสชาติเป็นอย่างไร ? ไวน์ขาวโซวิญง บลองก์ ส่งเสียงแบบไหน ? คำถามเหล่านี้แม้จะฟังดูน่าขัน แต่ปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยจำนวนมากที่ชี้ว่า สมองมนุษย์หลอมรวมประสบการณ์การรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้าเข้าด้วยกันอยู่เสมอ โดยที่เราไม่รู้ตัว

สมองมนุษย์เชื่อมโยงสีสัน, รูปทรง, และเสียง เข้ากับรสชาติต่าง ๆ ที่เคยลิ้มลอง โดยการผสมผสานประสาทสัมผัสนี้เกิดขึ้นในรูปแบบเฉพาะ เพื่อช่วยสร้างประสบการณ์ทางการรับรู้ของคนเราให้ซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่นสีสันของแก้วไวน์ รวมทั้งเพลงที่บรรเลงเป็นฉากหลังของบรรยากาศในบาร์ สามารถจะกำหนดได้ว่าไวน์ที่คุณกำลังดื่มจะมีรสหวานหรือมีกลิ่นมัสก์ (musky) มากน้อยเพียงใด

การ์ลอส เวลาสโค นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริหารธุรกิจ BI Norwegian Business School ของนอร์เวย์บอกว่า "การสื่อสารหรือสนทนาข้ามกันไปมาระหว่างประสาทสัมผัสต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบจะตลอดเวลา" ในบางกรณีมันสามารถจะแสดงออกมาในรูปของการรับรู้ข้ามเส้นแบ่งประสาทสัมผัส เช่นบางคนอาจรู้สึกถึงรสชาติบางอย่างในปากเมื่อได้ยินบางคำพูด หรือดนตรีบางประเภทสามารถจะปลุกเร้าให้มองเห็นสีสันละลานตาได้ ซึ่งประสบการณ์เช่นนี้ในทางวิชาการเรียกว่า "ซีเนสธีเซีย" (synaesthesia) หรือการรับรู้ร่วมระหว่างประสาทสัมผัสต่างช่องทางที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

ผลวิจัยล่าสุดของเวลาสโคและคณะยังพบว่า ไม่ใช่แค่สมองมนุษย์ที่สามารถจะชิมรสชาติของสีสันและเสียงได้ แต่สมองกลอย่างปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (Artificial Intelligence - AI) ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generative AI) ที่ใช้การเรียนรู้เชิงลึกสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา

แม้ดูเหมือนว่าการรับรู้ร่วมของประสาทสัมผัสต่างช่องทางที่เกิดขึ้นในเอไอ จะมาจากอคติในข้อมูลที่มนุษย์ป้อนเพื่อฝึกฝนเอไอเป็นส่วนใหญ่ แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่าการเชื่อมโยงระหว่างประสาทสัมผัสแบบนี้ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนเราได้บ่อยครั้งขนาดไหน ซึ่งเวลาสโกและทีมวิจัยของเขาหวังว่า จะสามารถใช้ข้อมูลความรู้ข้างต้นในการไขความลับอื่น ๆ เกี่ยวกับประสาทสัมผัสของมนุษย์ต่อไป

กินด้วยสายตา

อันดับแรกเรามาทำความเข้าใจศัพท์เฉพาะกันก่อน นักวิทยาศาสตร์ใช้คำว่า "ความเป็นรูปแบบทางประสาทสัมผัส" (sensory modality) เรียกช่องทางหรือวิธีการที่ร่างกายใช้เพื่อถอดรหัสข้อมูลที่ได้รับรู้จากโลกภายนอก เช่นการรับรู้รสชาติผ่านปุ่มรับรสที่ลิ้น, การได้ยินเสียงด้วยแก้วหู, การมองเห็นภาพด้วยจอประสาทตา, การรับรู้สัมผัสด้วยปุ่มเม็ดที่ไวต่อสัมผัสที่ผิวหนัง (tactile corpuscles) และด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกปรากฏการณ์การรับรู้ร่วมของประสาทสัมผัสต่างช่องทางว่า "การโต้ตอบข้ามรูปแบบการรับรู้" (cross-modal correspondence)

หลักฐานที่ได้จากการทดลองซึ่งยืนยันว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวมีอยู่จริง ถูกค้นพบครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1970 โดยมีงานวิจัยที่ชี้ว่าสีแดงและสีชมพูมีความเชื่อมโยงกับรสหวาน ในขณะที่สีเขียวและสีเหลืองมีความเชื่อมโยงกับรสเปรี้ยว ส่วนสีขาวทำให้รู้สึกเค็ม และสีน้ำตาลหรือสีดำทำให้รู้สึกขมได้ ซึ่งแบบแผนการรับรู้รสชาติผ่านการมองเห็นสีสันเหล่านี้ ได้ผ่านการพิสูจน์ซ้ำหลายต่อหลายครั้ง ด้วยการทดลองหลากหลายแบบด้วยกัน

ในการรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา สมองมนุษย์ผสมผสานประสบการณ์จากประสาทสัมผัสต่าง ๆ เข้าด้วยกัน มากกว่าที่เราคิด

ที่มาของภาพ, Estudio Santa Rita

คำบรรยายภาพ, ในการรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา สมองมนุษย์ผสมผสานประสบการณ์จากประสาทสัมผัสต่าง ๆ เข้าด้วยกัน มากกว่าที่เราคิด

ในการทดลองหนึ่ง ทีมวิจัยได้สอบถามอาสาสมัครที่เข้าร่วมว่า "หากสามารถให้คะแนนจาก 1 ถึง 10 เพื่อบอกถึงระดับความหวานจากน้อยที่สุดไปหามากที่สุด คุณคิดว่าสีแดงหวานแค่ไหน ?" คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้จากการทดลองนี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า แต่ละสีสันมีรสชาติเฉพาะตัวที่คนจำนวนมากจากต่างวัฒนธรรมเห็นพ้องต้องกัน โดยการทดลองทางจิตวิทยาของวั่น เสี่ยวอั้ง จากมหาวิทยาลัยชิงหวาของจีน พบการโต้ตอบข้ามรูปแบบการรับรู้ (cross-modal correspondence) ในลักษณะดังกล่าว ในกลุ่มทดลองที่มีทั้งชาวจีน, ชาวอินเดีย, และชาวมาเลเซียเข้าร่วม

นอกจากนี้ยังมีการทดลองอีกแบบ ที่ให้อาสาสมัครชิมรสชาติของอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง โดยบรรจุลงในภาชนะหรือหีบห่อผลิตภัณฑ์ที่มีสีสันแตกต่างกัน ซึ่งทีมวิจัยของเอริโกะ ซูกิโมริ และยาโยอิ คาวาซากิ จากมหาวิทยาลัยวาเซดะของญี่ปุ่นพบว่า ช็อกโกแลตรสขมสามารถจะมีรสหวานขึ้นได้ หากห่อด้วยกระดาษสีชมพู ในขณะที่กระดาษห่อสีดำจะไม่ช่วยให้กลุ่มทดลองรู้สึกว่าช็อกโกแลตหวานขึ้นแต่อย่างใด

รูปทรงของอาหารก็มีผลต่อการรับรู้รสชาติด้วยเช่นกัน โดยคนเรามักจะเชื่อมโยงรูปทรงกลมมนเข้ากับรสหวาน ในขณะที่เชื่อมโยงรูปทรงซึ่งมีมุมเหลี่ยมหรือมีความแหลมคมมากกว่าเข้ากับรสเปรี้ยวหรือรสขม ดังนั้นคนเราจึงกินดื่มและลิ้มรสอาหารด้วยสายตาไปพร้อม ๆ กับลิ้นในปาก

อย่างไรก็ตาม ที่มาของการรับรู้แบบเชื่อมโยงนี้ยังคงเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์กำลังถกเถียงกัน ซึ่งชาร์ลส์ สเปนซ์ นักวิจัยเรื่องการโต้ตอบข้ามรูปแบบการรับรู้จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด แสดงความเห็นว่า "สมมติฐานที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้มากที่สุด ก็คือมนุษย์เราได้มันมาจากการเรียนรู้ทั้งหมด"

สเปนซ์ยังกล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า "มันอาจเป็นการผนึกความรู้ทางสถิติจากสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติรอบตัวเข้ามาภายใน เช่นเมื่อเราเห็นผลไม้ที่ดิบและเปรี้ยวสีเขียว กลายเป็นสีในโทนที่อุ่นขึ้นหรือแดงขึ้น เราจะรู้ได้ทันทีว่ามันหวานขึ้นแล้ว ซึ่งการผนึกความรู้ทางสถิติดังกล่าวเข้ามาภายในตัวเรา จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงสีแดงเข้ากับรสหวาน และช่วยให้เรารู้ได้ว่าควรเลือกเก็บผลไม้จากต้นไม้ต้นไหน ซึ่งการรับรู้แบบเชื่อมโยงนี้มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของเรา"

แต่ถึงกระนั้น การเชื่อมโยงรูปทรงเข้ากับรสชาติกลับอธิบายได้ยากกว่า "มันอาจจะมาจากอารมณ์ที่เชื่อมโยงกับสิ่งเร้า หรือมาจากอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า" สเปนซ์กล่าว

เขายกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า เรามักจะเชื่อมโยงรสหวานเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกเพลิดเพลินใจ ในขณะที่ชื่นชอบสิ่งของรูปทรงกลมและโค้งมนมากกว่าด้วย เพราะมันไม่ค่อยเป็นอันตรายต่อคนเราเมื่อเทียบกับสิ่งของที่แหลมคม ผลก็คือสมองมนุษย์เริ่มเชื่อมโยงรสหวานเข้ากับสิ่งของทรงกลม ผ่านการเชื่อมโยงของประสาทสัมผัสที่เกิดขึ้นโดยอ้อม ส่วนรสขมนั้นมักจะมีความเกี่ยวข้องกับยาพิษ ทำให้เรามักจะเชื่อมโยงรสขมเข้ากับวัตถุแหลมคม เพราะสามารถทำอันตรายแก่ร่างกายได้เหมือนกัน

เอไอนักเชื่อมโยง

เนื่องจากการพัฒนาและใช้งานเอไอกำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน สภาพการณ์เช่นนี้ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้เวลาสโก, สเปนซ์ และโคสุเกะ โมโตกิ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ร่วมกันศึกษาวิจัยว่าปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generative AI) ที่ผ่านการฝึกฝนด้วยข้อมูลจากประสบการณ์ของมนุษย์ จะสามารถรายงานถึงการเชื่อมโยงประสาทสัมผัสแบบเดียวกันได้หรือไม่

มีการทดลองตั้งคำถามให้หุ่นยนต์สนทนาหรือแชตบอต ChatGPT โต้ตอบ โดยเลือกคำถามแบบเดียวกับที่ใช้ในการทดลองกับมนุษย์ เช่น "คุณรู้สึกว่าทรงกลมมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับรสชาติต่าง ๆ ทั้งเปรี้ยว,หวาน,เค็ม,ขม, และอูมามิ มากน้อยแค่ไหน โดยสามารถให้คะแนนได้ตั้งแต่ 1 (เกี่ยวข้องน้อยที่สุด) ไปจนถึง 7 (เกี่ยวข้องมากที่สุด)"

อีกคำถามหนึ่งระบุว่า "ในบรรดาสีต่าง ๆ จำนวน 11 สี ตามที่ระบุไว้ดังนี้ (ดำ, น้ำเงิน, น้ำตาล, เขียว, เทา, ส้ม, ชมพู, ม่วง, แดง, ขาว, เหลือง) สีไหนที่คุณคิดว่าเข้ากับรสหวานได้ดีที่สุด ?"

เมื่อนำคำตอบที่ได้จากการสนทนาหลายร้อยครั้งในภาษาอังกฤษ, สเปน, และญี่ปุ่น มาประมวลรวมกันและหาค่าเฉลี่ย ทีมวิจัยพบว่าคำตอบของเอไอ แสดงถึงการเชื่อมโยงแบบเดียวกับที่พบในกลุ่มทดลองที่เป็นมนุษย์ แม้ผลการทดลองจะมีความแตกต่างออกไปบ้างเล็กน้อยเมื่อใช้เอไอที่เป็นแชตบอตรุ่นอื่น

โดยรวมแล้วโปรแกรม ChatGPT-4o สามารถจะแสดงถึงการเชื่อมโยงข้ามประสาทสัมผัสของมนุษย์ได้ดีกว่าโปรแกรม ChatGPT-3.5 ซึ่งโมโตกิอธิบายว่า "ความแตกต่างที่ว่านี้ น่าจะมาจากการออกแบบอัลกอริทึมและโครงสร้างการเรียนรู้ของสมองกลที่ไม่เหมือนกัน เช่นการเพิ่มจำนวนของพารามิเตอร์ใน ChatGPT-4o รวมทั้งอาจมาจากชุดข้อมูลที่ใช้ในการฝึกฝนซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและหลากหลายกว่า"

ระดมสมองด้วยชิปซิลิคอน

การทดลองข้างต้นทำให้ผู้เขียนบทความเกิดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเช่นกันว่า หากใช้แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model – LLM) รุ่นอื่นที่ไม่ใช่ ChatGPT อย่างเช่นแอปพลิเคชันเจมิไน (Gemini) ของกูเกิล คำตอบที่ได้จะแตกต่างออกไปหรือไม่ ซึ่งผลปรากฏว่าเจมิไนตอบคำถามเรื่องสีไหนมีรสหวานที่สุดว่าดังนี้ "คนจำนวนไม่น้อยเชื่อมโยงสีชมพูเข้ากับรสหวาน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะสีชมพูมีความเกี่ยวข้องกับขนมหวานเช่นสายไหมและหมากฝรั่ง" เจมิไนยังบอกว่าสีเขียวมีความเชื่อมโยงกับรสเปรี้ยว เช่นเดียวกับที่สีขาวเชื่อมโยงกับรสเค็มและสีดำกับรสขม

แต่ก็น่าสงสัยว่าคำตอบที่เจมิไนให้มา อาจเป็นการนำเสนอข้อมูลเก่าจากบทความวิชาการในอดีตของสเปนซ์และนักจิตวิทยาคนอื่น ๆ โดยตรง แทนที่จะเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ โดยประมวลผลจากฐานข้อมูลที่บันทึกประสบการณ์ในชีวิตจริงของมนุษย์

สเปนซ์ยอมรับว่าข้อสันนิษฐานข้างต้นมีความเป็นไปได้สูง แต่อย่างไรก็ตามเขาหวังที่จะศึกษาต่อไปว่า ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างหรือเจเนอเรทีฟเอไอ จะสามารถค้นพบการโต้ตอบข้ามรูปแบบการรับรู้ชนิดใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีการบันทึกไว้ในรายงานทางวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่ หลังจากนั้นพวกเขาจะทดสอบความรู้ใหม่ที่ได้จากเอไอกับคนจริง เพื่อพิสูจน์ยืนยันถึงความถูกต้องต่อไป

"คุณสามารถใช้ LLM หรือเจเนอเรทีฟเอไอ ค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างประสาทสัมผัสที่คุณสนใจได้ในทุกแง่มุม วิธีการนี้จะเป็นประโยชน์กับเหล่านักการตลาดที่ต้องการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้กระตุ้นรูปแบบการเชื่อมโยงที่มีอยู่แล้วในสมองของคนเราได้มากที่สุด" สเปนซ์กล่าว

ทว่าการใช้งานเอไอเพื่อศึกษาประเด็นนี้ มีข้อควรระวังในกรณีที่เอไอ "หลอน" โดยอาจจะยกเมฆหรือสร้างข้อมูลมั่วซั่วที่ทำให้เข้าใจผิดขึ้นมาได้ แม้แต่ในกรณีที่เอไอให้คำตอบที่ดูน่าเชื่อถือ คำตอบนั้นก็อาจจะยังขาดความละเอียดรอบคอบ หรือปราศจากเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบที่สมองมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การออกแบบสินค้าหรือผลิตภัณฑ์มีแรงดึงดูดที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ

ด้วยเหตุนี้การใช้งานเอไอเพื่อค้นหารูปแบบความเชื่อมโยงระหว่างประสาทสัมผัส จึงต้องนำความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เข้ามาผสมผสานด้วยเสมอ ตามที่เวลาสโกกล่าวไว้ว่า "เอไอเป็นแค่แรงบันดาลใจขั้นต้น มากกว่าจะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบในการแก้ปัญหา"

บทเพลงแกล้มไวน์ในเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่

มีผลการศึกษาพบว่า ไวน์แดงสามารถจะมีรสชาติที่เข้มข้นขึ้นได้อีก หากผู้ดื่มไวน์ได้ฟังดนตรีบางประเภทที่ “เข้ากัน” ไปด้วย

ที่มาของภาพ, Estudio Santa Rita

คำบรรยายภาพ, มีผลการศึกษาพบว่า ไวน์แดงสามารถจะมีรสชาติที่เข้มข้นขึ้นได้อีก หากผู้ดื่มไวน์ได้ฟังดนตรีบางประเภทที่ "เข้ากัน" ไปด้วย

เราจำเป็นจะต้องได้หลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ ก่อนที่จะตัดสินใจให้ความเชื่อถือกับวิจารณญาณของเอไอ แต่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ ที่เต็มไปด้วยการกินดื่มและร้องรำทำเพลงเช่นนี้ ผมอดไม่ได้ที่จะลองตั้งคำถามกับโปรแกรม ChatGPT ดูว่า มันมีคำแนะนำอะไรบ้างที่จะช่วยให้งานเลี้ยงแบบเน้นการดื่มฉลองของผมสนุกสุดเหวี่ยงยิ่งขึ้น

ผลการศึกษาในอดีตของสเปนซ์ระบุว่า ผู้คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่ามีบทเพลงเฉพาะที่ช่วยส่งเสริมรสชาติของไวน์แต่ละชนิด อย่างเช่นไวน์ขาวที่มีรสเปรี้ยวนั้น เข้ากันได้ดีกับดนตรีคลาสสิกในบทเพลง "สวนในสายฝน" (Jardin Sous la Pluie) ของศิลปินชาวฝรั่งเศส Claude Debussy ส่วนการบรรเลงเปียโนคู่กับเชลโลในบทเพลง "เปล่งเสียง" (Vocalise) ที่ประพันธ์โดย Sergei Rachmaninoff จะช่วยดึงรสชาติอันเข้มข้นของไวน์แดงที่มีแอลกอฮอล์สูงออกมาได้ดีทีเดียว

เมื่อลองถามว่าดนตรีประเภทไหนจะเข้ากันได้ดีกับรสชาติของไวน์อุ่น (mulled wine) และพายผลไม้แห้ง (mince pies) ซึ่งเป็นของว่างและเครื่องดื่มหลักของชาวอังกฤษในช่วงเทศกาลคริสต์มาส โปรแกรม ChatGPT ตอบว่า

"รสชาติอันซับซ้อนของไวน์อุ่น ที่มีเครื่องเทศผสมอยู่อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นอบเชย, กานพลู, หรือโป๊ยกั๊ก รวมทั้งมีรสผลไม้และความอบอุ่นเจือปนอยู่ เหมาะกับดนตรีที่มีชั้นเชิงและให้ความอบอุ่นที่กระตุ้นปลุกเร้าได้คล้ายกัน อย่างเช่น "บทเพลงสรรเสริญของกระดิ่ง" (Carol of the Bells) ที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีหลากชนิดประกอบกัน ท่วงทำนองที่ลดหลั่นเป็นชั้น ๆ ของบทเพลงประจำเทศกาลที่แสนวิเศษและอบอุ่น จะสอดคล้องและยั่วล้อกับส่วนผสมของเครื่องเทศหลากชนิดในไวน์อุ่นได้เป็นอย่างดี"

คำแนะนำดังกล่าวแม้จะฟังดูมีเหตุผล แต่ก็ไม่ค่อยจะถูกใจผมสักเท่าไหร่ เพราะเพลง Carol of the Bells นั้นติดหูหลายคนไปแล้ว ในฐานะเพลงประกอบฉากลุ้นระทึกที่ให้อารมณ์ตึงเครียดสูงในภาพยนตร์เรื่อง Home Alone ผมจึงลองถามถึงตัวเลือกใหม่ว่า มีเพลงแนวป๊อปหรือแจซที่เข้ากับไวน์อุ่นได้บ้างหรือไม่

คราวนี้ ChatGPT ตอบว่า "ลองเปิดเพลง Have Yourself a Merry Little Christmas ที่ร้องโดยเอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ หรือไดอานา ครอลล์ เสียงร้องที่เร่าร้อนแต่ลื่นไหล รวมทั้งเสียงบรรเลงดนตรีที่อบอุ่น ก้องกังวานสอดรับกันเป็นอย่างดีกับรสชาติอันซับซ้อนที่ช่วยปลอบประโลมใจของไวน์อุ่น" ผมต้องลองดูสักหน่อยแล้วว่า แขกที่มาในงานดื่มฉลองคริสต์มาส-ปีใหม่ที่บ้านของผม จะพากันชื่นชอบอย่างที่เอไอแนะนำหรือไม่