มองอนาคตสถานการณ์ “ไฟใต้” หลังคดีตากใบขาดอายุความ 25 ต.ค.

สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม "คดีตากใบจะพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทย" ที่หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน เมื่อ 18 ต.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม "คดีตากใบจะพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทย" ที่หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน เมื่อ 18 ต.ค.

หนึ่งวันก่อน “คดีตากใบ” จะขาดอายุความ นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ออกมาแถลง “ขอโทษ” ในนามรัฐบาล พร้อมระบุจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นอีก ด้านโฆษกบีอาร์เอ็นกล่าวหารัฐบาลไทยว่า “ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องพวกพ้องจากกระบวนการทางกฎหมาย” และแสดงความผิดหวังที่ไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่เหยื่อและครอบครัวในเหตุการณ์ที่เขาเราสามารถเรียกว่า “สังหารหมู่ตากใบ”

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (24 ต.ค.) ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประเมินสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ และหารือแนวทางการรับมือหลังคดีตากใบขาดอายุความ 25 ต.ค.

สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชี้แจงว่า รัฐได้เตรียมดูแลผลกระทบที่จะตามมาหลัง 25 ต.ค. โดยคาดการณ์ว่าจะมีการก่อเหตุรุนแรงมากขึ้น รัฐจึงต้องเฝ้าระวังพื้นที่อย่างเข้มข้นขึ้น

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.สันติภาพฯ แถลงว่า สมช. ได้เตรียมมาตรการ 4 ด้าน ได้แก่ 1. สถานการณ์น่าจะมีการก่อเหตุรุนแรงมากขึ้น ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เข้มข้นมากขึ้น 2. กำชับหน่วยปฏิบัติให้มีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เคร่งครัด ห้ามซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัย 3. เยียวยาทางจิตใจผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ตากใบ นอกเหนือจากที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้ และ 4. รัฐจะเดินหน้าขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โศกนาฏกรรมตากใบเกิดขึ้นเมื่อ 25 ต.ค. 2547 ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 85 คน โดย 7 คนเสียชีวิตบริเวณจุดปะทะกับเจ้าหน้าที่ในช่วงสลายการชุมนุมหน้า สภ.อ.ตากใบ และอีก 78 คนเสียชีวิตเพราะ “ขาดอากาศหายใจ” ขณะถูกควบคุมตัวขึ้นรถบรรทุกทหารไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี

ปัจจุบันมีการฟ้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ 2 คดี มีเจ้าหน้าที่รัฐตกเป็นผู้ต้องหา/จำเลย “หนีหมายจับของศาล” จำนวน 14 คน (มี 1 คนเป็นจำเลย/ผู้ต้องหาทั้ง 2 คดี) คดีแรก “คดีสลายการชุมนุมและขนย้ายผู้ประท้วง” มีญาติผู้เสียชีวิตเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง มีจำเลย 7 คน คดีที่สอง “คดีขนย้ายผู้ประท้วง” อัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 คน หากคดีขาดอายุความ พนักงานอัยการต้องสั่งยุติคดี เพราะไม่สามารถส่งต่อไปที่ศาลได้

เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 9 ยืนยันว่า กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ประสานกับตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ออกหมายแดงแล้วทั้ง 14 คน และมีหมายเลข Control Number แล้ว

แม่ทัพภาค 4 ห่วงมือที่ 3 สวมรอยสร้างสถานการณ์

ที่ประชุม กมธ.กระบวนการสร้างสันติภาพฯ ได้สอบถามถึงแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ภายหลังคดีตากใบขาดอายุความ โดย พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ยอมรับว่า “มีความห่วงใยเรื่องมือที่ 3 จะมาสวมรอยสร้างสถานการณ์” จึงขอความร่วมมือจากผู้นำท้องถิ่นให้ร่วมเฝ้าระวัง ส่วนการจัดทำแผนเผชิญเหตุของหน่วยงานความมั่นคง มีการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ทั่วไปอยู่แล้ว แต่อาจจะยกระดับความปลอดภัยให้สูงขึ้น

ก่อนหน้านี้เมื่อ 21 ต.ค. พล.ท.ไพศาล ประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน และผู้ใหญ่ใน จ.นราธิวาส เป็นครั้งแรก โดยระบุตอนหนึ่งว่า ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าชนวนเหตุของการชุมนุมที่หน้า สภ.อ.ตากใบ เมื่อปี 2547 “เกิดจากการจัดตั้งของกลุ่มขบวนการ” ก่อนมีการชุมนุมของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 6 นาย ในข้อหาแจ้งความเท็จและยักยอกทรัพย์ โดยนำปืนของทางราชการไปให้กลุ่มแนวร่วมจริง ซึ่งศาลได้ตัดสินจำคุก 3 ปี 6 เดือน แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าขั้นตอนการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ “มีความผิดพลาด ทำให้เกิดความสูญเสีย”

จึงน่าสนใจว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ประเมินความเคลื่อนไหวของฝ่ายบีอาร์เอ็นจากนี้อย่างไร พล.ท.ไพศาลกล่าวว่า ที่ผ่านมาขบวนการบอกว่าได้มีการสร้างสถานการณ์ และหล่อเลี้ยงสถานการณ์กันไว้แล้ว เขาหวังว่าจะใช้ขับเคลื่อนมวลชนและประชาชนในพื้นที่ต่อ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ อย่างไรก็ตามภาพรวมสถานการณ์จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรน่าวิตกกังวล

พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมประเมินสถานการณ์หลังคดีตากใบขาดอายุความ ในที่ประชุม กมธ.สันติภาพฯ 24 ต.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมประเมินสถานการณ์หลังคดีตากใบขาดอายุความ ในที่ประชุม กมธ.สันติภาพฯ 24 ต.ค. 2567

สื่อหลายสำนัก อาทิ มติชน ไทยพีบีเอส รายงานว่าเย็นวานนี้ (23 ต.ค.) เกิดเหตุลอบวางระเบิดบริเวณ หมู่ 7 ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้กำลังพลกองร้อยทหารพราน 4515 จำนวน 3 นายได้รับบาดเจ็บ และเวลาประมาณ 00.15 น. ของวันนี้ (24 ต.ค.) เกิดเหตุคาร์บอมบ์บนถนนระหว่าง สภ.อ.ปะนาเระ กับที่ว่าการอำเภอปะนาเระ จ.ปัตตานี ทำให้อาคารสถานีตำรวจและทรัพย์สินเสียหาย เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ

อย่างไรก็ตาม ไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สมช. ยืนยันรัฐบาลสานต่อวงเจรจาดับไฟใต้

การขาดอายุความของคดีตากใบ ยังทำให้สถานะของกระบวนการพูดคุยสันติสุขระหว่างรัฐไทยกับฝ่ายผู้เห็นต่างต้องเผชิญกับภาวะ “ไม่แน่นอน”

อย่างไรก็ตามนายฉัตรชัย บางชวด รักษาราชการแทนเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชี้แจงต่อ กมธ. ว่า จะเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขฯตามกรอบของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ฝ่ายไทยกำลังพิจารณาลดการใช้กฎหมายพิเศษ และอาจมีการออกกฎหมายอื่นมาใช้แทนที่การพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการแยกกลุ่มผู้เห็นต่างเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมตามลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะคืนสู่สังคม หรือผู้ต้องขัง ควรได้รับการปฏิบัติหรือการดูแลอย่างไร

รักษาราชการแทนเลขาธิการ สมช. ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า “ขอให้แยกกัน” ระหว่างเรื่องการพูดคุยสันติสุขซึ่งเป็นเรื่องในเชิงบวก ต้องดำเนินการต่อไปเพื่อให้เกิดความผ่อนคลายในบรรยากาศ ส่วนคดีตากใบเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

การพูดคุยของคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ฝ่ายไทย มีนายฉัตรชัย บางชวด (ขณะนั้นเป็นรองเลขาธิการ สมช.) เป็นหัวหน้าคณะ ส่วนฝ่ายกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือบีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) มีนายอานัส อับดุลเราะห์มาน เป็นหัวหน้าคณะ

ต่อมาในเดือน มิ.ย. มีการพูดคุยของคณะเทคนิคฝ่ายไทย-บีอาร์เอ็น เพื่อจัดทำกรอบการดำเนินการฉบับใหม่ของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) ด้วย

ทว่าเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ในเดือน ส.ค. กระบวนการนี้ก็สะดุดหยุดลง

นายฉัตรชัยกล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่มีนโยบายสานต่อการพูดคุยสันติสุขฯ ส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายไทย ต้องติดตามต่อไป ซึ่งคิดว่ารัฐบาล “น่าจะเร่งอยู่ ไม่ได้ติดขัดอะไร”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสร้างความไว้วางใจระหว่างกันคืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้กระบวนการพูดคุยสันติสุขไม่คืบหน้าเท่าที่ควร การปล่อยให้คดีตากใบขาดอายุความจะยิ่งเพิ่มความไม่ไว้วางใจหรือไม่ รักษาราชการแทนเลขาธิการ สมช. กล่าวว่า “คงต้องพูดคุยต่อไป เพราะคือการคลี่คลายปัญหาหลายเรื่องในช่วงที่ผ่านมา เป็นช่องทางสำคัญ ตอนนี้ก็ต้องรอทางรัฐบาล”

ฉัตรชัย บางชวด ยังไม่รู้ว่าเขาจะเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนต่อไปหรือไม่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ฉัตรชัย บางชวด ยังไม่รู้ว่าเขาจะเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนต่อไปหรือไม่

ส่วนที่โฆษกบีอาร์เอ็นระบุว่า คนที่อยู่ในขบวนการและประชาชน “อาจออกมาทำอะไรเพิ่มเติม” นั้น นายฉัตรชัยกล่าวว่า ไม่อยากให้มีการใช้ความรุนแรงใด ๆ ควรใช้ช่องทางการพูดคุยจะดีกว่าเพื่อลดความรุนแรงในพื้นที่

BRN ผิดหวังรัฐบาลไทยไม่ให้ความยุติธรรมแก่เหยื่อในเหตุการณ์ “สังหารหมู่ตากใบ”

นายนิมะตุลเลาะ บิน เสรี โฆษกขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือบีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อ 22 ต.ค. ว่า ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ กระบวนการพูดคุยสันติภาพ หรือเหตุการณ์ตากใบ มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “ดำเนินมาเป็นระยะเวลานาน”

“เรารู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลใหม่ของไทยไม่มีความพร้อมในการตอบสนองข้อเรียกร้องสันติภาพในปาตานีของพวกเรา รวมถึงการดำเนินคดีตามกฎหมายในกรณีเหตุการณ์ตากใบ ราวกับว่ารัฐบาลไทยไม่มีการเตรียมพร้อม และไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่เหยื่อและครอบครัวในเหตุการณ์ที่เราสามารถเรียกได้ว่า ‘สังหารหมู่ตากใบ’” โฆษกของบีอาร์เอ็น กล่าว

เขากล่าวต่อว่า เหตุการณ์ตากใบเป็นการประท้วงโดยสงบ แต่กลับถูกสลายการชุมนุมด้วยกระสุนจริงที่คร่าชีวิตคนหนุ่มไปทั้งหมด 7 คน ขณะที่ผู้ชุมนุมราว 2,000 คนถูกนำตัวขึ้นรถบรรทุก และ 78 คนเสียชีวิตอย่างทรมานในเวลาต่อมา

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่มีนายตำรวจหรือนายทหารชั้นสูงคนใดถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สิ่งที่เราเห็นคือการหลบหนีของจำเลยในคดีซึ่งรวมถึง พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีต สส. พรรคเพื่อไทย ที่อ้างว่าต้องการรับการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นเหตุผลที่น่าขัน เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบบริการสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก”

เขายังเห็นว่า การอนุญาตให้ พล.อ.พิศาล เดินทางออกนอกประเทศเป็นระยะเวลา 2 เดือน นับตั้งแต่ ส.ค. จนถึง 30 ต.ค. 2567 นั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ทั้งที่อายุความจะหมดวันที่ 25 ต.ค. นี้

“ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดใหม่จะทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องพวกพ้องจากกระบวนการทางกฎหมาย” นายนิมะตุลเลาะ กล่าวและว่า “บีอาร์เอ็นและประชาชนชาวปาตานีไม่ยอมรับการปัดความรับผิดชอบเช่นนี้ นโยบายของบีอาร์เอ็นคือ รัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบกับทุกกรณีที่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน”

สำเนาหมายจับผู้ต้องหาคดีตากใบซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม "ตากใบต้องไม่เงียบ" ที่หอศิลปฯ กทม. เมื่อ 15 ต.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สำเนาหมายจับผู้ต้องหาคดีตากใบซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม "ตากใบต้องไม่เงียบ" ที่หอศิลปฯ กทม. เมื่อ 15 ต.ค.

อย่างไรก็ตาม โฆษกกลุ่มบีอาร์เอ็นรับรู้ว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ เคยกล่าวขอโทษต่อกรณีตากใบผ่านรายการคลับเฮาส์ในวาระครบรอบ 18 ปีเหตุการณ์ตากใบเมื่อปี 2565 ทว่าพวกเขายังยืนยันอยากจะเห็นนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีนี้จากรัฐบาลชุดปัจจุบัน พร้อมแสดงความกังวลด้วยว่าความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลต่อความโกรธแค้นของผู้คน

“เราไม่ต้องการให้คนของเราที่อยู่ในพื้นที่ออกมาดำเนินการใด ๆ ด้วยตัวพวกเขาเอง เมื่อพวกเขาไม่เชื่อในกระบวนการกฎหมายของรัฐบาลไทย อาจทำให้ครอบครัวของพวกเขา ประชาชนของพวกเขา คนรอบข้างของพวกเขาที่อยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ ออกมาดำเนินการเอง ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก ๆ ในปัจจุบัน”

แต่ถึงกระนั้น โฆษกของบีอาร์เอ็นบอกว่ายังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงไม่กี่วันข้างหน้านี้ พร้อมกับยืนยันว่าทางกลุ่มพยายามอย่างที่สุดที่จะจบปัญหาต่าง ๆ ด้วยสันติภาพ

BRN ประกาศ “นำความยุติธรรมมาสู่ประชาชนและครอบครัวในคดีตากใบ”

ประชาชนร่วมรำลึกและไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ตากใบจำนวน 85 ราย ก่อนที่คดีจะหมดอายุความ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ประชาชนร่วมรำลึกและไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ตากใบจำนวน 85 ราย ก่อนที่คดีจะหมดอายุความ

ในการสัมภาษณ์กับบีบีซีไทย โฆษกบีอาร์เอ็นบอกด้วยว่า พวกเขากังวลว่าคดีตากใบจะส่งผลต่อกระบวนการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลไทยซึ่งกำลังดำเนินอยู่ เพราะไม่อาจเชื่อใจอีกฝ่ายได้อีกต่อไป

“ถ้าผู้คนไม่เชื่อใจรัฐบาลไทย ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลไทย ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการต่าง ๆ ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม แล้วเราจะสามารถไปพูดคุยกับพวกเขาได้อย่างไร นี่มันคนโกหก คุณไม่สามารถเชื่อใจคนประเภทนี้ได้ พวกเขาอาจจะฆ่าคุณก็ได้ เขาอาจจะสังหารบีอาร์เอ็นและทำลายบีอาร์เอ็นให้ราบคาบลงก็ได้”

หลังจากนี้ จะมีการหารือภายในกลุ่มเพื่อหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป “เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่ประชาชนและครอบครัวในคดีตากใบให้ได้” แต่ในเบื้องต้นว่า เขาบอกว่าทางกลุ่มยังต้องการเน้นไปที่การพูดคุยเจรจาซึ่งดำเนินการมาอย่างยาวนานและหยุดชะงักลงไปหลายครั้ง เนื่องจากมีการเปลี่ยนไทยเป็นรัฐบาลมาหลายชุด ซึ่งส่งผลให้หัวหน้าคณะเจรจาถูกเปลี่ยนตัวบ่อยครั้งตามไปด้วย

“หากเราสามารถทำให้การเจรจากลับมาดำเนินต่อเนื่องได้ เราก็จะสามารถรักษาชีวิตของพวกเราทุกคนไว้ รวมถึงชีวิตประชาชน นอกจากนี้ทางบีอาร์เอ็นก็รู้สึกปลอดภัย และรู้สึกมีเกียรติ”

นายนิมะตุลเลาะ บิน เสรี ซึ่งเป็นอดีตเลขานุการคณะพูดคุยฯ ฝ่ายบีอาร์เอ็น เชื่อว่า ยังมีโอกาสที่จะรื้อฟื้นสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะพื้นที่ชายแดนใต้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทั้งภูมิภาคอาเซียน

“ความกังวลของพวกเราคือ ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยจะปล่อยให้พวกเรารอต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อฟังและดูท่าทีว่าทางรัฐบาลไทยจะออกนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้งในพื้นที่อย่างไร เรายังรอให้ทางรัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เราก็ได้แต่รอคอยมาเรื่อยจนกระทั่งมีรัฐบาลชุดใหม่เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเราไม่เห็นความพยายามใด ๆ ที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้เดินหน้าเลย เราไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่”

“ชาวปาตานีสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ ผมต้องการบอกให้ชัดเจนว่าความมุ่งมั่นของพวกเรามีอยู่จำกัด และการดำเนินการทางทหารของเรามีแต่จะเพิ่มมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เรากังวล หากกระบวนการสันติภาพยังคงถูกละเลยต่อไป”

ส่วนประเด็นว่าบรรยากาศการพูดคุยกับฝ่ายไทยในช่วงที่เปลี่ยนจากยุครัฐบาลทหารมาสู่รัฐบาลพลเรือน มีความแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร โฆษกบีอาร์เอ็นอ้างว่าพวกเขาสนใจเรื่องการแสวงหาสันติภาพเท่านั้น ไม่ได้ต้องการมาตัดสินว่ารัฐบาลชุดไหนดีกว่ากัน

“เราคิดว่าเมื่อมีการพูดคุยกับรัฐบาลทหาร พวกเขาสามารถดำเนินการเจรจาได้ง่ายกว่า เพราะอำนาจอยู่ในมือพวกเขา แต่หลังจากที่รัฐบาลไทยเปลี่ยนเป็นรัฐบาลพลเรือน เราก็คาดหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูสันติภาพและการเจรจาของพวกเราได้” เขากล่าว

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า “ฝากถึงนายกอุ๊งอิ๊งให้แต่งตั้งผู้แทน และเราจะหารือกันบนโต๊ะหรือผ่านการเจรจาทางการเมือง”

แพทองธาร "ขอโทษ" ในนามรัฐบาล แจงออก พ.ร.ก. ต่ออายุความไม่ได้

.

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล

เย็นวันนี้ (24 ต.ค.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงที่ทำเนียบรัฐบาลว่า คดีตากใบเกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตนเองก็ได้กลับไปดูข้อมูลและตัวเลขต่าง ๆ มา รู้สึกเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหลาย แต่เห็นว่ารัฐบาลตั้งแต่สมัย 20 ปีที่แล้ว ได้แสดงความเสียใจและออกมาขอโทษ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลยุคนายทักษิณ ชินวัตร ยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วก็มีการจ่ายค่าเยียวยาชดเชยไปแล้ว

“จริง ๆ แล้วในฐานะที่ตัวดิฉันเองเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ก็รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก และต้องขอโทษในนามรัฐบาล ก็จะทำให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเช่นนี้ขึ้นอีก” น.ส.แพทองธาร กล่าว

ส่วนประเด็นทางกฎหมายต่าง ๆ น.ส.แพทองธารบอกว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้เร่งรัดกระบวนการต่าง ๆ ที่จำเป็นทุกอย่าง และเมื่อเช้านี้ก็มีการพูดคุยกันว่าจะทำอะไรได้บ้างในประเด็นกฎหมายที่มีการให้ความเห็นมา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ต่ออายุความคดีตากใบ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เห็นว่า กรณีนี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการตรา พ.ร.ก. ตามมาตรา 172 และมาตรา 174 เนื้อหาที่เป็นการต่ออายุความเฉพาะคดีเพื่อเป็นการบังคับใช้แก่คดีดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ไม่ได้มุ่งขยายอายุความในคดีลักษณะเดียวกันเป็นการทั่วไป ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ทั้งยังอาจเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลตามมาตรา 27 วรรคสามของรัฐธรรมนูญ และหลักกฎหมายอาญาสากล

“สรุปก็คือไม่เข้าเกณฑ์ออกพระราชกำหนดตามหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เธอยังกล่าวสรุปในช่วงท้ายของการแถลงด้วยว่า ขอให้ทุกคนรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐตระหนักถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะ “ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก อยากให้เหตุการณ์สงบสุข ไม่อยากให้ทุกฝ่ายต้องเกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกัน ขอให้ทุกคนพยายามอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้ เพราะรัฐก็พยายามอย่างเต็มที่เช่นกัน”

สภาให้ กมธ.กฎหมายศึกษา “คดีตากใบ” ขาดอายุความ

ในเวลาที่เหลืออยู่ราว 13 ชม. ก่อนคดีตากใบจะขาดอายุความลงตอนเที่ยงคืนที่จะถึงนี้ สส. รัฐบาลและฝ่ายค้านได้เสนอญัตติด้วยด้วยวาจา 2 เรื่อง อาศัยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อที่ 54 จึงมีการอภิปรายกรณีการสลายการชุมนุมหน้า สภ.อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และขนย้ายผู้ชุมนุมไปค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน เมื่อ 20 ปีก่อน ถึงขณะนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐถูกออกหมายจับในฐานะจำเลยและผู้ต้องหารวม 14 คน แต่ทุกคนหลบหนีออกนอกประเทศและไม่ปรากฏตัวต่อศาล

ญัตติแรก เสนอโดยนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ขอให้สภาพิจารณาผลกระทบกรณีการขาดอายุความของคดีตากใบ และการเสนอแนะต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูความชอบธรรมของรัฐและการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ญัตติที่สอง เสนอโดยนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชน (ปชช.) ขอให้สภาพิจารณาทางออกกับสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีคดีสลายการชุมนุมเหตการณ์ตากใบขาดอายุความ

ต่อมา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้ส่งญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องตากใบ ให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาศึกษาโดยให้เวลา 90 วัน

บรรดา สส. มองว่า เหตุการณ์ตากใบเป็นปมที่เป็น “จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้” ถือเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ต้องได้รับการชำระสะสางอย่างมีวุฒิภาวะ และชี้ว่าการหมดอายุความของคดีตากใบสะท้อนให้เห็นปัญหาหลายอย่าง และอาจก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่างตามมา

บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญของคำอภิปรายของ สส. เมื่อ 25 ต.ค. เอาไว้ ดังนี้

  • ตอกย้ำวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด: สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในการอำนวยความยุติธรรมให้ผู้ถูกละเมิดสิทธิ, ทำให้เกิดคำถามเรื่องความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำต่อประชาชน, ทำให้สังคมชาชินกับการกระทำความรุนแรงโดยรัฐหรือไม่, ทำให้ประชาชนหมดหวังกับกระบวนการยุติธรรมหรืออาจไปถึงขั้นโกรธแค้น
  • เกิดบาดแผลในจิตใจแก่ญาติผู้เสียชีวิต/ผู้ได้บาดเจ็บ ทำให้เกิดถามว่าจะโอบอุ้มความรู้สึกของผู้ที่กำลังรอคอยความยุติธรรมอย่างไร
  • มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ที่หลังจากนี้
  • เกิดผลกระทบต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุข “แม้มีความพยายามเริ่มต้น แต่คงเดินต่อยากถ้าเหตุการณ์ตากใบผูกปมใหม่”

นายรอมฎอนกล่าวว่า ความยุติธรรมที่ประชาชนต้องการอาจไม่ใช่เพียงการดำเนินคดีในศาล แต่หมายถึงการเปิดเผยความจริง การเยียวยาฟื้นฟู การปฏิรูปในเชิงสถาบันต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐฆ่าประชาชนขึ้นอีก

ด้านนายกมลศักดิ์บอกว่า กรณีตากใบกำลังถูกเบี่ยงประเด็น และกลายเป็นเงื่อนไขใหม่หากปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ใส่ใจ ตอนนี้กลายเป็นว่าประชาชนที่มาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมถูกใส่ร้ายว่าเป็นแนวร่วม มีคนถามว่าทำไมเพิ่งมาฟ้องตอนนี้ หรือรับเงินไปแล้ว พอได้หรือยัง ทั้งที่การรับเงินเยียวยา ไม่ได้หมายความว่าต้องระงับคดีอาญา เช่นเดียวกับการพยายามสื่อออกมาทำนองว่าประชาชนที่ไปชุมนุมหน้า สภ.อ.ตากใบ เมื่อ 25 ต.ค. 2547 เป็นแนวร่วม อย่าไปให้ความสำคัญ เหล่านี้คือการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง

สส.จังหวัดชายแดนภาคใต้กล่าวว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ของพี่น้องมลายูในพื้นที่ที่ใช้กฎหมายลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องตามกระบวนการยุติธรรม นี่คือครั้งแรกที่อดีตแม่ทัพ อดีตผู้บัญชาการภาค 9 และผู้บริหารระดับสูงถูกออกหมายจับในกรณีที่ทำให้พี่น้องในพื้นที่เสียชีวิต ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นอยากให้สภาสะท้อนให้ผู้ปฏิบัติงานปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ได้แล้ว

“การที่เขาหันมาต่อสู้ตามกระบวนการ ไม่ได้จับปืน อย่าไปใส่ความเขาว่าเป็นโจร อย่าไปใส่ความว่าเขาเป็นแนวร่วม ถ้าตราบใดมีความรู้สึกหรือทัศนคติแบบนี้ ปัญหาชายแดนภาคใต้ก็จะไม่จบสิ้น จะทุ่มเทงบประมาณแค่ไหนก็ไม่ใช่” นายกมลศักดิ์กล่าว

ขณะที่ สส. พรรคเพื่อไทยหลายคนออกตัวแทนรัฐบาล “แพทองธาร” ว่าขณะเกิดเหตุตากใบ น.ส.แพทองธาร ยังเป็นเด็กนักเรียน และล่าสุดก็ได้เอ่ย “ขอโทษ” ซึ่งเป็นเรื่องสง่างาม