เบื้องหลังความเคลื่อนไหว สว. หลากสี ก่อนศึกชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภา

มงคล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, มงคล สุระสัจจะ หลีกเลี่ยงจะตอบคำถามสื่อกรณีมีชื่อเป็นตัวเต็งชิงเก้าอี้ประมุขสภาสูงในระหว่างเดินทางเข้าสภาเมื่อ 11 ก.ค. โดยกล่าวว่า “ไม่ได้คิด ไม่ได้ฝัน เรื่องนี้ยังคิดอะไรไม่ได้”
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การประชุมวุฒิสภานัดแรกเพื่อเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาอีก 2 คน จะเกิดขึ้นในวันที่ 23 ก.ค. โดยไม่มีเหตุให้คอการเมืองต้องลุ้นว่าประธานสภาสูงคนใหม่จะพลิกเป็นคนนอกกลุ่ม สว. ที่สวมใส่เสื้อสีเหลืองในวันรายงานตัว แต่ถูกเรียกขานว่าเป็น สว. “สายสีน้ำเงิน”

สว. สีน้ำเงิน ยึดกุมเสียงถึง 3 ใน 4 ของวุฒิสภาทั้งหมด จึงกลายเป็นเสียงชี้ขาดการตัดสินใจว่าจะส่งใครขึ้นบัลลังก์ประมุขสภาสูง

แต่ถึงกระนั้น สว. เสียงส่วนน้อย ทั้งกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว. พันธุ์ใหม่” และ “สว. อิสระ” ได้พยายามเกาะกลุ่ม-รวมเสียง เพราะหวังไปเจรจาต่อรองขอแบ่งเก้าอี้รองประธานวุฒิสภาจาก “ผู้มีบารมี” เหนือ สว. เสียงข้างมาก

ท่ามกลางฝุ่นตลบทางการเมืองก่อนเปิดประชุม “สภาจันทรา” เราเห็นความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง

กำเนิด สว. สายสีน้ำเงิน

พลันที่สังคมเห็นโฉมหน้าของ 200 สว. ที่ผ่านการเลือกระดับประเทศเมื่อ 26 มิ.ย. เสียงวิจารณ์เรื่อง “สว. สายสีน้ำเงินยึดสภาสูง” ก็ปรากฏไปทั่วทุกหน้าสื่อ เนื่องจากมี สว. จาก จ.บุรีรัมย์ มากที่สุดถึง 14 คน กระจายอยู่ใน 11 กลุ่ม จากทั้งหมด 20 กลุ่มอาชีพ

ร่วมด้วย สว. จาก จ.สุรินทร์ 7 คน, พระนครศรีอยุธยา 7 คน, อ่างทอง 6 คน, สตูล 6 คน, สงขลา 6 คน, อุทัยธานี 5 คน, อำนาจเจริญ 5 คน, กระบี่ 4 คน, พังงา 3 คน, ปราจีนบุรี 3 คน ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ถูกมองว่าเป็น “เขตอิทธิพลทางการเมือง” ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในจำนวนนี้มี 6 จังหวัดที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “จังหวัดภูมิใจไทย” เนื่องจากพรรค ภท. กวาด สส. ยกจังหวัดในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ได้แก่ บุรีรัมย์, อ่างทอง, อำนาจเจริญ, อุทัยธานี, กระบี่, สตูล

การนับคะแนนรอบ “เลือกไขว้” ระดับประเทศเมื่อ 26 มิ.ย. ดำเนินการแบบข้ามคืน จนมาเสร็จราวตี 4 ของวันถัดไป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ผลการคะแนนรอบ “เลือกไขว้” ระดับประเทศเมื่อ 26 มิ.ย. พบว่า คะแนนของผู้ได้รับเลือก 5-6 อันดับแรก เกาะกลุ่มกันตั้งแต่กว่า 70 คะแนน ถึง 50 คะแนนปลาย ๆ

สีน้ำเงินคือสีประจำภูมิใจไทย พรรคอันดับ 3 ของสภาผู้แทนราษฎร และเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยแบบเบ็ดเสร็จ มี อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.มหาดไทย, ทรงศักดิ์ ทองศรี ลูกพี่ลูกน้องของ เนวิน ชิดชอบ ผู้มากบารมี “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” และ ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เป็น รมช.มหาดไทย

กลไกของมหาดไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งในกระบวนการเลือก สว. ชุดที่ 13 ภายใต้ระบบใหม่ที่ไทยนำมาใช้เป็นครั้งแรกของโลก โดยผู้สมัครต้องผ่านการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ เลือกไขว้กลุ่มอาชีพ และเลือกแบบไต่ระดับ 3 ชั้น จากอำเภอ สู่จังหวัด และจบที่ประเทศ

แม้คนจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้อำนวยการการเลือกในแต่ละระดับ แต่คณะกรรมการที่ทำหน้าที่ดูแล ช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกในการเลือกเป็นคนมหาดไทย มีนายอำเภอเป็นประธานกรรมการระดับอำเภอ (ยกเว้น กทม.) และผู้ว่าฯ เป็นประธานกรรมการระดับจังหวัด (ยกเว้น กทม.)

ไม่ว่าบังเอิญหรือจงใจ บรรดาคนใกล้ชิดของแกนนำพรรคสีน้ำเงินได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาสูงกันอย่างพร้อมเพียง อาทิ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ อดีตประธานที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย (อนุทิน ชาญวีรกูล) ได้เป็น สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง), มงคล สุระสัจจะ อดีตประธานคณะทำงาน รมช.มหาดไทย (ทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้เป็น สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินฯ), พรเพิ่ม ทองศรี อดีตหัวหน้าคณะทำงาน รมช.มหาดไทย (ทรงศักดิ์ ทองศรี) ผู้เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของ มท. 2 ได้เป็น สว. กลุ่ม 13 (กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการสื่อสารการพัฒนานวัตกรรม) นอกจากนี้ยังมีอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี อดีตผู้สมัคร สส. ญาติมิตรและลูกน้องคนสนิทของนักเลือกตั้งค่ายภูมิใจไทยได้เข้าสภาสูงด้วย

อย่างไรก็ตาม อนุทิน ออกมาปฏิเสธหลายครั้งว่าพรรค ภท. “ไม่เกี่ยวข้อง” และส่วนตัวรู้จัก สว. ชุดใหม่ไม่ถึง 20-30 คน

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. นำทีมลูกพรรค สวมใส่เสื้อไหมไทยเหลือง เข้าประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 เมื่อ 19 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. นำทีมลูกพรรค สวมใส่เสื้อไหมไทยเหลือง เข้าประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 เมื่อ 19 มิ.ย.

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 76 ห้ามมิให้กรรมการบริหารพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรค สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็น สว. หากฝ่าฝืนต้องโทษระวางจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

บีบีซีไทยเข้าใจว่า เหตุที่มีการเปิดตัวเลขของ สว. สีน้ำเงิน ไว้ที่ 120 เสียงในช่วงแรก เป็นการคิดจากฐานคะแนนของ สว. แต่ละกลุ่มในรอบ “เลือกไขว้” ระดับประเทศ ซึ่งพบว่า คะแนนของ “คนหัวตาราง” 5-6 อันดับแรก ออกมาแบบเกาะกลุ่มกันตั้งแต่กว่า 70 คะแนน ถึง 50 คะแนนปลาย ๆ และทิ้งช่วงห่างจาก “คนท้ายตาราง” เกินกว่าเท่าตัว ทำให้ผู้สมัคร สว. และผู้สังเกตการณ์กระบวนการต่างฟันธงตรงกันว่า “มีกระบวนการจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง”

นอกจากนี้บรรดา สว. หัวตาราง ต่างมีความความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ “บิ๊กเนม” ค่ายสีน้ำเงิน

เมื่อตัดชื่อ สว. 6 อันดับแรก จาก 20 กลุ่ม จึงประมาณการตัวเลข สว. สีน้ำเงินไว้ที่ 120 เสียง

สส.ภูมิใจไทย รอต้อนรับและถ่ายรูปร่วมกับ สว. ใหม่ เมื่อ 11 ก.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สส.ภูมิใจไทย รอต้อนรับและถ่ายรูปร่วมกับ สว. ใหม่ เมื่อ 11 ก.ค.

ทว่าในเวลาต่อมา มี “สมาชิกนอกระบบ” บางส่วนได้วิ่งไปขอเข้าสังกัด “ขั้วใหญ่” เพิ่มเติม เพราะหวังได้รับการโปรโมทให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญของวุฒิสภา จึงมีการปรับตัวเลขใหม่เป็น 140 เสียง บวกลบ 5

อย่างไรก็ตามแกนนำ สว. สีน้ำเงินแจ้งว่า จะยังไม่มีการจัดสรรโควต้า กมธ. ให้สมาชิกในกลุ่ม จนกว่าการโหวตเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาจะเสร็จสิ้น

ปัจจุบันบรรดา สว. กลุ่มใหญ่เริ่มออกมาแสดงตัวต่อสาธารณะ-แอ่นอกรับฉายา “วุฒิสภาสีน้ำเงิน” มากขึ้น ด้วยคำอธิบายที่สอดคล้องราวกับเตรียมกันมาว่า สีน้ำเงินเป็น 1 ใน 3 สีที่อยู่ในธงชาติไทย การถูกจัดลงบัญชี สว. สีน้ำเงิน จึงถือเป็นเกียรติ เพราะสื่อความหมายถึงการเทิดทูนและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

สว. ชุดใหม่พร้อมใจสวมใส่เสื้อสีเหลืองในระหว่างเข้าสภาครั้งแรกเมื่อ 11 ก.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สว. ชุดใหม่พร้อมใจสวมใส่เสื้อสีเหลืองในระหว่างเข้าสภาครั้งแรกเมื่อ 11 ก.ค.

การกลายร่างสู่ “สว. พันธุ์ใหม่”

สว. อีกกลุ่มที่มีกระบวนการจัดตั้งและกำหนดยุทธศาสตร์ในการเลือก แต่ไม่อาจ “แฮ็กระบบ” ได้ตามที่ตั้งใจไว้ หนีไม่พ้น “สว. สีส้ม” ซึ่งเปิดตัวด้วยชื่อ “สว. ประชาชน” มี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นำทีมรณรงค์ให้คนธรรมดาลงสมัคร สว. เพื่อให้มี “เสียงอิสระ” เข้าไปต่อสู้กับ “เสียงจัดตั้ง”

คณะก้าวหน้าตั้งเป้าหมายนำ 70 สว. เข้าสภา เพื่อให้มีเสียงเพียงพอต่อการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งต้องอาศัยคะแนนเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 3 หรือ 67 จากทั้งหมด 200 เสียง

ทว่าผลที่ออกมาพบว่า ผู้สมัครที่มีชื่อปรากฏในโผ “สว. ประชาชน” ในการประชุมผู้ร่วมอุดมการณ์นัดสุดท้าย 25 มิ.ย. ได้รับเลือกให้เป็น สว. ตัวจริงเพียง 24 คนเท่านั้น กระจายอยู่ใน 15 กลุ่มอาชีพ

เมื่อจำนวนผิด-พลาดจากเป้าหมายอย่างแรง “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” จึงเปิดโอกาสให้ “ผู้รอดเข้าสภา” ปรับยุทธวิธีในการเดินเกมใหม่ โดยสมาชิกบางส่วนหันไปดูด-ดึงเอา สว. ที่ “สีไม่ชัดเจน” เข้ามาร่วมเครือข่ายเพิ่มเติม โดยมีการเปิดเผยตัวเลขไว้ที่ 30 คน พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “สว. พันธุ์ใหม่รับใช้ประชาชน” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “สว. พันธุ์ใหม่” ตามข้อเสนอของ นันทนา นันทวโรภาส สว. กลุ่ม 18 (กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) เพื่อให้คนนอกกลุ่มสบายใจ-สะดวกใจว่าไม่มีภาพพรรค/คณะบุคคลใด ทาบทับอยู่ข้างหลัง

นิยาม สว. สีส้ม ของ นันทนา หมายถึง เสรีนิยมก้าวหน้า มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และย้ำว่า “เป็นอิสระ ไม่มีใครกดปุ่มสั่งเราได้”

นันทนา นันทวโรภาส นำทีม “สว. พันธุ์ใหม่” รวม 6 คน แสดงตนต่อสำนักเลขาธิการวุฒิสภา เมื่อ 15 ก.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นันทนา นันทวโรภาส นำทีม “สว. พันธุ์ใหม่” รวม 6 คน แสดงตนต่อสำนักเลขาธิการวุฒิสภา เมื่อ 15 ก.ค.

แต่เหนือสิ่งอื่นใดหาก สว. กลุ่มนี้มีมือมากขึ้น ย่อมหมายถึงการเพิ่มอำนาจต่อรอง-จองเก้าอี้ประธาน กมธ. จำนวน 28 คณะ ซึ่งมีการเปิดอัตราต่อรองไว้ที่ 7.1 สว. ต่อ 1 เก้าอี้ประธาน อย่างไรก็ตามมีการประเมินภายในว่า สว. ที่มีอุดมการณ์เหนียวแน่นกับกลุ่มพันธุ์ใหม่จริง ๆ มีราว 15 คน บวกลบ 5 เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ แกนนำ สว. พันธุ์ใหม่ได้ประกาศต่อสาธารณะหลายกรรมหลายวาระว่า มุ่งหวังจะเข้าไปทำหน้าที่ใน กมธ. 2 ชุดคือ กมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน และ กมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีข้อเสนออื่น ๆ จากคนในกลุ่ม อาทิ กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กมธ.ท่องเที่ยว, กมธ.แรงงาน

สว. อิสระ?

นอกจาก สว. 2 กลุ่ม 2 สี ยังมีความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งกลุ่มอื่น ๆ เพิ่มเติมก่อนเปิดสภา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นไปเพื่อตกลง-ต่อรอง-จองเก้าอี้ต่าง ๆ โดยมีการพบปะพูดคุยกันทั้งผ่านระบบออนไลน์และออนกราวด์ จึงปรากฏชื่อกลุ่มก๊วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น “สว. สีแดง”, “สว. สีขาว”, “สว.บ้านป่าฯ”, “สว. อิสระ”

ผู้สถาปนาตัวเองเป็น หัวหน้ากลุ่ม/แกนนำกลุ่ม ได้ออกมา “เบ่งตัวเลข” ผ่านสื่อ โดยที่สมาชิกสภาสูงเองก็ยอมรับว่ามีการ “นับซ้ำ” กับกลุ่มอื่น ๆ ที่ดูดดึงคนไปมา

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่คึกโครมที่สุด หนีไม่พ้น การปิดห้องคุยกันของ สว. ราว 30 ชีวิตที่เรียกตัวเองว่า “สว. อิสระ” ณ อาคารแห่งหนึ่งย่าน ถ.รัชดาภิเษก เมื่อ 18 ก.ค. โดยอ้างว่าเป็นการรวมตัวกันของสมาชิก “ไร้สี” เพื่อกำหนดทิศทางการเมืองร่วมกัน เน้นทำงานแบบประนีประนอม

ในวันนั้น มีผู้เสนอตัวชิงเก้าอี้รองประธานวุฒิสภา 2 คน แสดงวิสัยทัศน์นอกรอบต่อเพื่อนร่วมสภาคือ บุญส่ง น้อยโสภณ สว. กลุ่ม 2 (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) อดีตกรรมการ กกต., อดีตผู้พิพากษาศาล, อดีตที่ปรึกษารองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 (ศุภชัย สมเจริญ) กับ นพดล อินนา สว. กลุ่ม 8 (กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค พลังงาน) อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย และอดีตรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์

แม้สื่อหลายสำนักรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ที่ประชุม 30 สว. กลุ่มอิสระ “เห็นพ้องต้องกันว่า บุญส่ง เหมาะสมที่จะเป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2” แต่ในวันรุ่งขึ้น สว. บางส่วนที่มีชื่อปรากฏเป็นข่าวยืนยันว่าไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม ขณะที่บางคนก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีมติกลุ่ม

“ไม่จริง คำว่าอิสระมีความหมายในตัว... ไม่มีการบล็อกโหวต” ธนกร ถาวรชินโชติ สว. กลุ่ม 6 (กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) กล่าว และย้ำว่า ผู้เสนอตัวได้นำเสนอความมุ่งมั่นของตัวเอง แต่ไม่มีมติสนับสนุน บุญส่ง แต่อย่างใด

สว.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. กลุ่ม 4 (กลุ่มการสาธารณสุข) ฉีกไปตั้งอีกกลุ่ม ซึ่งไม่ใช่ทั้งกลุ่ม สว. พันธุ์ใหม่ และกลุ่ม 30 สว. โดยประกาศตัวเป็น “สว. สีขาว” ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางเข้าสภา โดยอ้างว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีพรรค ไม่มีสี ไม่มีคนบงการ และเป็นอิสระจริง ๆ พร้อมระบุว่ามีสมาชิกกว่า 10 คน แต่ไม่ปรากฏข้อมูลว่า สว. รายใดเป็นสมาชิกกลุ่มหมอเปรม

“ไม่ประสงค์ที่จะแก่งแย่งช่วงชิง” เขาตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่าจะส่งคนลงชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภาหรือไม่ พร้อมเปิดประเด็นว่ามีความพยายามล็อบบี้อย่างหนักเพื่อขอเสียงสนับสนุนในศึกชิงเก้าอี้ครั้งนี้

บีบีซีไทยได้รับคำยืนยันจากผู้ประสานงานของ สว. กลุ่มหนึ่งว่า บุญส่ง-นพดล-เปรมศักดิ์ ต่างเคยพบปะเจรจากับแกนนำกลุ่ม สว. มีสี ไม่ว่าสีส้มหรือสีน้ำเงิน โดย บุญส่ง-นพดล ได้ติดต่อมาเพื่อหยั่งท่าทีและขอเสียงสนับสนุนในการชิงเก้าอี้รองประธานวุฒิสภา

ในระหว่างการพูดคุย นพดล ระบุว่า เขามี สว. สนับสนุนราว 10 คน แต่ไม่เคยเปิดเผยตัวเลขนี้ต่อสาธารณะ และไม่ตอบคำถามสื่อชัดเจนว่าจะลงสมัครชิงเก้าอี้รองประธานหรือไม่ โดยบอกเพียงว่า “ต้องรอดูว่ามีเสียงสนับสนุนจากเพื่อน สว. มากน้อยแค่ไหน”

ขณะที่ บุญส่ง ซึ่งประกาศผ่านสื่อมวลชนว่า “พร้อมครับ” หลังถูกถามว่าพร้อมนั่งเก้าอี้ประธานหรือรองประธานวุฒิฯ หรือไม่ เกือบจะได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มพันธุ์ใหม่แล้ว ถึงขั้นถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม สว. ประชาชนเมื่อครั้งยังไม่เปลี่ยนชื่อกลุ่ม แม้เจ้าตัวจะไม่เคยร่วมกิจกรรมกับทางกลุ่มในช่วงเลือก สว. ทั้ง 3 ระดับก็ตาม “เพราะไม่ต้องการให้เกิดภาพว่ามีสีใด” แต่ก็ยังส่งตัวแทนมาเจรจาขอเสียงจาก สว. พันธุ์ใหม่ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ในวงประชุมออนไลน์ของ สว. พันธุ์ใหม่ เมื่อ 20 ก.ค. ชื่อ บุญส่ง ถูกตีตกไปเมื่อสมาชิกบางคนท้วงติงว่า บุญส่ง เคยทำหน้าที่ที่ปรึกษาอดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ที่มาจากการเลือกสรรของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงถือเป็นองคาพยพหนึ่งของ “ขั้วอำนาจเก่า” ไม่สอดคล้องกับจุดยืนของกลุ่ม และอาจทำให้ถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงโหวตสนับสนุน สว. รายนี้

บุญส่ง

ที่มาของภาพ, PR Senate

คำบรรยายภาพ, บุญส่ง น้อยโสภณ มองว่า ประธานวุฒิฯ ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องกฎหมายก็ได้ แต่ต้องแม่นข้อบังคับการประชุม ต้องเก่ง และประนีประนอมได้

สุดท้ายที่ประชุมจึงมีมติส่งคนของตัวเองชิง 3 เก้าอี้ ประกอบด้วย นันทนา นันทวโรภาส สว. กลุ่ม 18 (กลุ่มสื่อสารมวลชนฯ) ชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภา, แล ดิลกวิทยรัตน์ สว. กลุ่ม 7 (กลุ่มพนักงาน หรือลูกจ้างของบุคคล ซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ) ชิงรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1, อังคณา นีละไพจิตร สว. กลุ่ม 17 (กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) ชิงรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2

รองประธานวุฒิฯ คนที่ 2 ตำแหน่งวัดใจ

เหตุที่ สว. พันธุ์ใหม่ไม่สนับสนุนคนนอกกลุ่มเป็นรองประธานวุฒิสภา ไม่ว่า บุญส่ง หรือ นพดล เพราะพวกเขามองว่า “คนชี้ขาดเกมนี้คือ สว. สีน้ำเงิน” ที่ยึดกุมเสียงข้างมากถึง 3 ใน 4 ของวุฒิสภา อีกทั้งไม่มีอะไรการันตีว่าหากทางกลุ่มเทคะแนนให้แคนดิเดตรายหนึ่งรายใดที่อยู่นอกกลุ่มแล้ว คนเหล่านั้นจะรับไม้ต่อผลักดันวาระก้าวหน้าของประชาชน

แม้ สว. พันธุ์ใหม่ ไม่อาจคาดหวังว่าจะสามารถส่งตัวแทนกลุ่มขึ้นทำหน้าที่บนบัลลังก์ได้จริง แต่หนึ่งในสมาชิกกลุ่มประเมินกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่พวกเขาจะได้มีอย่างน้อย 3 อย่างคือ 1. ได้แสดงออกถึงแนวทางในการทำงานการเมืองแบบตรงไปตรงมา เมื่อไม่ต้องการให้เกิดภาพ “กินรวบ” ในวุฒิสภา ก็ผลักดันคนของตัวเองเข้าแข่งขันภายใต้กติกาที่มีอยู่ 2. ได้นำเสนอจุดยืนและแนวทางการทำงานของ สว. เสียงข้างน้อยผ่านการแสดงวิสัยทัศน์ของ 3 แคนดิเดต 3. ได้เช็กเสียงว่าทางกลุ่มเหลือผู้ร่วมอุดมการณ์ที่เหนียวแน่นมากน้อยแค่ไหน จากตัวเลขที่เคยประเมินไว้ 30 คน หลังสมาชิกบางส่วนเริ่มแยกวงไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มอื่น ๆ

“ตำแหน่งวัดใจอยู่ที่รองฯ 2 ว่าจะได้เสียงโหวตแค่ไหน เพราะ บุญส่ง ไม่ใช่คนสายสีน้ำเงินแท้ ๆ และ อังคณา ก็เป็นผู้หญิงซึ่งจะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีในการให้โอกาสสตรีทำหน้าที่ ซึ่งตอนแรกมีข้อเสนอจากแกนนำ สว. สีน้ำเงินว่าหากต้องการให้พิจารณารองประธานหญิง ทางกลุ่มต้องแลกด้วยการงดส่งคนชิงเก้าอี้ประธานและรองฯ 1 แต่ทางกลุ่มไม่ตอบรับในเงื่อนไขนี้” แหล่งข่าวจาก สว. พันธุ์ใหม่ กล่าว

สื่อหลายสำนัก อาทิ ไทยรัฐ มติชน ไทยโพสต์ รายงานตรงกันว่า ที่ประชุม สว. สีน้ำเงินเมื่อ 21 ก.ค. ณ โรงแรมแห่งหนึ่งย่านซอยรางน้ำ มีมติเห็นชอบให้เสนอชื่อ มงคล สุระสัจจะ เป็นประธานวุฒิสภา พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 และ บุญส่ง น้อยโสภณ เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2

พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ กล่าวเมื่อ 12 ก.ค. ว่า ยังไม่มีใครยกหูโทรศัพท์มาทาบทามให้เป็นประธาน มีแต่สื่อที่ให้ความไว้วางใจ แต่ยอมรับว่า “มีความหนักใจ”

ที่มาของภาพ, PR Senate

คำบรรยายภาพ, พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ กล่าวเมื่อ 12 ก.ค. ว่า ยังไม่มีใครยกหูโทรศัพท์มาทาบทามให้เป็นประธาน มีแต่สื่อที่ให้ความไว้วางใจ แต่ยอมรับว่า “มีความหนักใจ”

เมื่อชื่อของ บุญส่ง เบียดเข้าไปอยู่ใน “โผ สว. สีน้ำเงิน” ได้สำเร็จ จึงน่าสนใจว่าบรรดา สว. นอกกลุ่มใหญ่จะตัดสินใจอย่างไร

เอกชัย เรืองรัตน์ สว. กลุ่ม 20 (กลุ่มอื่น ๆ) ซึ่งเคยมีชื่อเป็นสมาชิก สว. พันธุ์ใหม่ แต่ปัจจุบันประกาศตัวเป็น สว. อิสระ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ไม่แน่ใจว่าชื่อที่ปรากฏตามสื่อเป็น “ชื่อจริง” หรือ “ชื่อลวง” ความชัดเจนน่าจะเกิดขึ้นในเย็นวันนี้ (22 ก.ค.) มากกว่า โดยตังเขาเองก็นัดหารือในหมู่เพื่อน สว. อิสระที่สนิทกันราว 10 คน เพื่อกำหนดท่าทีในการตัดสินใจ ซึ่งพิจารณาได้ 2 แนวทาง ถ้าโหวตตรงกันข้าม ก็จะทำให้สังคมเห็นว่า สว. อิสระมีอยู่จริง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้เกิดภาพการทะเลาะกัน หากประนีประนอมได้ การทำงานในช่วง 5 ปีนี้ ก็จะสามารถผลักดันโครงการต่าง ๆ ได้ เพราะ สว. อิสระก็เป็นเหมือนความหวังของหมู่บ้าน

“กลุ่มเราไม่ได้อยากท้าตีท้าต่อยเพื่อแสดงจุดยืน หรือทำตรงนี้เพื่อหวังผลในการเมืองภาพใหญ่ หรือใช้การเมือง สว. ไปโชว์ข้างนอก หรือทะเลาะกับเขาไปทุกบริบท”

“ถ้าเราตั้งธงไปทะเลาะกับเขาตั้งแต่แรก จะไปขอความร่วมมืออะไรก็คงไม่ได้ การยกมือให้เขา ให้กลุ่ม 140 ไม่ใช่การศิโรราบนะ เพราะอย่างไรก็ไม่มีทางที่เราจะไปกำหนดตัวประธานและรองประธานได้อยู่แล้วด้วยเสียงที่มีอยู่ แต่เป็นการแสดงความเป็นมิตรและหขอความร่วมมือในการทำหน้าที่ในช่วง 5 ปีนี้” เอกชัย กล่าว

ส่วนตัวของ เอกชัย ซึ่งเป็นวิศวกร สนับสนุน นพดล ซึ่งเคยเป็นวิศวกรเช่นกัน เพราะเคยพูดคุยแล้วเห็นว่ามีแนวทำการเมืองแบบประนีประนอม แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า นพดล จะตัดสินใจอย่างไรต่อตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา