เปิดจักรวาล "ตลาดเมืองอี้อู" ฟันเฟืองอีคอมเมิร์ซจีน ที่ตีแตกสินค้าราคาถูกไทย-โลก

a woman livestream

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ความได้เปรียบเรื่องต้นทุนการผลิตสินค้าของจีนเป็นที่ประจักษ์กันทั่วไป ก่อนหน้านี้บีบีซีไทยเคยไปสัมภาษณ์ผู้ค้าผ้าในตลาดโบ๊เบ๊ที่ระบุว่า พวกเขานำเข้าสินค้าอย่างกางเกงลายช้างหรือแม้แต่เสื้อลายดอกสำหรับเทศกาลสงกรานต์มาจากประเทศจีนเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพราะมีต้นทุนถูกกว่าไทย

เมื่อสำรวจตลาดค่าส่งออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีนอย่าง Yiwugo.com ซี่งเป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของตลาดค้าส่งสินค้าโภคภัณฑ์ขนาดเล็กในจีนที่ได้รับการประเมินว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่รู้จักกันว่า “ตลาดเมืองอี้อู” พบว่า กางเกงช้างแบบที่ขายทั่วไปในไทยนั้น มีราคาเฉลี่ยราว 8-9 หยวน (40-45 บาท) ต่อตัว สำหรับคำสั่งซื้ออย่างน้อย 1,000-2,000 ชิ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาขายปลีกกางเกงช้างหน้าร้านในประเทศไทยอยู่ที่ราว 170-190 บาท ต่อตัว ขึ้นอยู่กับรุ่นและแบบของกางเกง

ภาพถ่ายหน้าจอ บันทึกเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2567
คำบรรยายภาพ, กางเกงช้างจาก "ตลาดเมืองอี้อู" ในจีน มีราคาเฉลี่ยราว 8-9 หยวน (40-45 บาท) ต่อตัว สำหรับคำสั่งซื้ออย่างน้อย 1,000-2,000 ชิ้น

ตลาดเมืองอี้อูที่ยกตัวอย่างมานั้นไม่ได้ขายเพียงกางเกงลายช้าง แต่ยังขายสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกหลายประเภท เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของตลาดแห่งนี้ระบุว่า อี้อูขายสินค้าที่แตกต่างกันมากกว่า 5 ล้านประเภท ตัวเลขล่าสุดจากรัฐบาลแห่งเมืองอี้อูที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 มี.ค. พบว่าตลาดแห่งนี้มีร้านค้ามากกว่า 1.06 ล้านแห่ง

ตามข้อมูลจากรัฐบาลมณฑลเจ้อเจียง เมื่อวันที่ 5 ก.พ. พบว่า เมืองอี้อู หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “เมืองแห่งการค้านานาชาติอี้อู” ซึ่งตั้งอยู่ในมลฑลเจ้อเจียง ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีนแห่งนี้ สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) เมื่อปีที่ผ่านมา ทะลุ 28,580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 10% ของตัวเลขการส่งออกทั้งปี 2566 ของไทย ซึ่งอยู่ที่ 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท)

Yiwu International Trade City in Yiwu, China, on March 1, 2024.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ทั้งนี้ เมืองอี้อูที่มีพื้นที่ 1,105 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นเมืองหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ค้าส่งสินค้าระหว่างจีนกับนานาชาติ โดยมีตลาดย่อย ๆ มากมายอยู่ในเมืองแห่งนี้ เช่น ตลาดค้าเครื่องแต่งกายหวงหยวน (Huangyuan Clothing Market) ที่มีพื้นที่มากกว่า 420,000 ตารางเมตร และมีเม็ดเงินลงทุนเฉพาะตึกนี้ถึง 1,400 ล้านหยวน (ราว 7,150 ล้านบาท) และเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2011

อีคอมเมิร์ซจีนในมุมมอง “สะใภ้ไชน่า”

ศิริพร มัจฉิม

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ศิริพร ได้เริ่มเข้าสู่วงการอีคอมเมิร์ซจีนตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ เนื่องจากเธอพูดภาษาจีนได้

ศิริพร มัจฉิม หรือที่รู้จักกันบนโลกออนไลน์ด้วยชื่อ “ซ้อบรีม” เจ้าของเพจ “สะใภ้ไชน่า” ที่มีผู้ติดตามบนติ๊กตอกมากกว่า 1 ล้านผู้ใช้งาน และอีกกว่า 400,000 รายบนเฟซบุ๊ก รู้จักอี้อูเป็นอย่างดี เนื่องจากเธอเคยอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ รวมถึงทำธุรกิจค้าขายที่ต้องสั่งซื้อสินค้าจากเมืองการค้านานาชาติแห่งนี้ด้วย

เธอเล่าว่าอี้อูเป็นเหมือนกับโรงงานผลิตที่มีทุกอย่าง “ไม่ว่าจะเป็นกางเกงช้างไทยเองก็ตาม”

แม้ศิริพรเป็นที่รู้จักจากเพจเฟซบุ๊กที่เน้นพูดคุยเรื่องวัฒนธรรม อาหาร และการใช้ชีวิตในจีนและไทย แต่อาชีพหลักของเธอคือการทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งได้ประโยชน์อย่างมากจากการอาศัยอยู่ในเมืองอี้อูแห่งนี้

ย้อนกลับไปตอนที่ศิริพรเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอซึ่งพูดภาษาจีนได้ ถูกทาบทามให้ไป “ไลฟ์ขายสินค้าไทย” ให้กับลูกค้าชาวจีนในประเทศจีนเมื่อปี 2559 ซึ่งในขณะนั้นสินค้าแบรนด์ไทยหลายอย่างเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะเครื่องสำอาง เธอเล่าให้บีบีซีฟังว่า วันแรกที่ตัดสินใจไปยังไม่รู้จักกับคำว่าไลฟ์สดหรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้วยซ้ำ

“เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไลฟ์สดขายของคืออะไร เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำ เราไม่รู้ด้วยว่าประเทศจีนหน้าตาเป็นยังไง เราเรียนรัฐศาสตร์มา รู้แค่ว่าการปกครองของเขาคือเผด็จการเด็ดขาด เราก็กลัวนิดหนึ่ง แต่ก็รู้สึกว่าเราอายุยังน้อยและโอกาสมาแล้ว ลองไปทำดู”

OCTOBER 31, 2022 - An employee of Nantong Bolia Rain Gear Manufacturing Company in the logistics park sells electric hot water bottles via live streaming in Nantong, Jiangsu province, China, Oct 31, 2022.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ตอนนั้นศิริพรทำงานให้กับบริษัทเล็ก ๆ ซึ่งไลฟ์ขายสินค้าบนเว็บไซต์อย่าง Meipai ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันแชร์วิดีโอหรือไลฟ์สดที่เป็นที่นิยมสำหรับการตลาดดิจิทัล รวมไปถึง Taobao ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชอปปิ้งออนไลน์ที่มีบริษัทอาลีบาบาเป็นเจ้าของ

ในช่วงเวลา 2 ปีที่ทำงานไลฟ์สดนั้น ศิริพรไลฟ์หน้ากล้องขนาดใหญ่เป็นเวลา 9-12 ชั่วโมงต่อวัน “เพื่อขายทุกอย่าง” ที่ทีมงานจัดสรรมาให้เธอขาย

“สินค้ามีมาวางต่อหน้าเราเรื่อย ๆ มันก็จะมีรายการสินค้าให้เราอ่านว่าคืออะไรก่อนไลฟ์สดแค่ไม่กี่นาที ไม่มีการวางแผนงานว่าเดือนนี้เราจะทำอันนี้ เขาจะพูดก่อนหนึ่งวัน บางทีก่อนหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ เราต้องปรับตัวได้เร็ว เราต้องเก็บข้อมูลได้ค่อนข้างเร็ว”

ภายในเวลา 2 ปี จากคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับแวดวงอีคอมเมิร์ซ ศิริพรเข้าใจธุรกิจดังกล่าวมากขึ้นประกอบกับเธอเองก็เริ่มมีฐาน “แฟนคลับ” ที่ตามเธอมาจากการไลฟ์ขายของ

ศิริพร มัจฉิม

ที่มาของภาพ, ศิริพร มัจฉิม

คำบรรยายภาพ, "อี้อูจะเป็นเขต ๆ จะแบ่งว่าตึกนี้ขายเฉพาะเสื้อผ้า ตึกนี้ขายเฉพาะเครื่องสำอาง" ศิริพรอธิบาย

แม้ศิริพรจะไม่ได้มีผู้ติดตามมหาศาลในระดับอินฟลูเอนเซอร์เอลิสต์ของจีน ซึ่งบางรายมียอดผู้ติดตามเกิน 100 ล้านราย รวมถึงมีรายได้ต่อปีตีเป็นเงินไทยนับหมื่นล้านบาท แต่ช่วงระยะเวลา 2 ปี ที่เธอทุ่มเทให้กับวงการไลฟ์สด ก็เปิดช่องทางให้เธอสามารถเริ่มต้นทำแบรนด์ของตัวเองได้

ในช่วงที่เธอทำงานกับบริษัทอีคอมเมิร์ซแห่งนี้ ศิริพรอาศัยอยู่ในนครกวางโจวและเมืองเซินเจิ้น ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก โดยใช้เวลาเดินทางระหว่างกันราว 1.45 ชั่วโมงโดยรถยนต์ เมื่อเธอตัดสินใจทำแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่สามีขอเธอแต่งงาน ศิริพรจึงเดินทางกลับมาอยู่กับสามีที่อี้อู

เมื่อเทียบกับกวางโจวที่มีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางการผลิตสินค้าเช่นเดียวกัน เธอบอกว่าสินค้าที่ผลิตจากอี้อูโดยมากแล้วเน้นไปที่สินค้าที่มีราคาถูกมากกว่า ขณะที่กวางโจวจะแฟชั่นกว่า มีลูกเล่นกว่า

“อี้อูลอกกวางโจวมาอีกที ส่วนกวางโจวลอกมาจากต่างชาติ” ศิริพร อธิบาย

บุกตลาดไทยด้วยสายป่านจีน

ผ่านมาจนถึงปี 2567 ศิริพรไม่เพียงบริหารบริษัทที่ประเทศจีนของเธอซึ่งเน้นขายสินค้าให้กับคนจีน เธอยังมี บริษัท ไท่ กั๋ว เร่อ จำกัด ที่จดทะเบียนในประเทศไทย เพื่อประกอบธุรกิจนำเข้าสินค้ามาขายต่อในอีคอมเมิร์ซของไทยซึ่งเธออธิบายว่า “ตามหลังจีนอยู่ 4-5 ปี”

เมื่อเทียบกับพ่อค้าแม่ค้าคนไทยที่นำสินค้าราคาถูกจากจีนเข้ามาขาย ศิริพรนับว่าได้เปรียบกว่ามาก เนื่องจากเธอพูดภาษาจีนได้ และเคยอาศัยอยู่ในสองสามเมืองสำคัญของจีนที่เป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตของโลก นอกจากนี้ เธอยังมีช่องทางโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก

ทว่าหากมองให้ลึกลงไป ก็ต้องบอกว่าเธอมีรูปแบบการทำธุรกิจที่แตกต่างออกไปจากพ่อค้าแม่ค้าไทยด้วย

สินค้าหลักที่ศิริพรขายในประเทศไทยคือเสื้อคุมกันแดด ซึ่งแบ่งการผลิตเป็นจากทั้งโรงงานในจีนและโรงงานในไทย โดยเธอระบุว่า ข้อดีของการสั่งสินค้าบางส่วนมาจากจีนคือต้นทุนในการผลิตสินค้าที่ถูกกว่าที่ไทย อีกทั้งเมื่อต้องสั่งผลิตสินค้าจำนวนมากในช่วงเวลาที่ไม่นานนัก ผู้ผลิตสินค้าในไทยอาจมีความสามารถไม่พอ

ศิริพร มัจฉิม

ที่มาของภาพ, ศิริพร มัจฉิม

คำบรรยายภาพ, ศิริพรเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อยู่ที่จีน ก่อนจะเริ่มหันมาตีตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

ทว่า ศิริพรรู้ดีว่าปัญหาของสินค้าจีนอยู่ที่คุณภาพ เธออธิบายว่า “Made in China” (ผลิตในจีน) ไม่ได้เป็นป้ายประกาศว่าสินค้าทั้งหมดที่มาจากจีนเป็นของไม่ดี ที่จีนมีคำพูดว่า “一分钱一分货 ” (อี้ เฟิน เฉียน อี้ เฟิน ฮั่ว) ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยว่า “คุณภาพตามราคา” ทว่าข้อผิดพลาดต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดสายพานการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยตกลงเรื่องแบบ การเลือกผ้า ตัวอย่างการผลิต สินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ ไปจนถึงภาคการขนส่งที่ “จะใช้เวลานาน ถ้าผ่านพิธีการศุลกากรแบบถูกต้อง” อาจจะเริ่มจากระยะ 20 วัน ไปจนถึง 3-4 เดือน กว่าสินค้าที่ผลิตจากจีนจะมาถึงไทย

นอกจากนี้ เธอยังเลือกจะสร้างแบรนด์ของตัวเองให้มีความยั่งยืนด้วยการไม่แข่งขันด้านราคา ซึ่งเธอพูดอย่างชัดเจนว่า “บ้านเราสู้ไม่ได้แน่นอน คนจีนสามารถเข้ากะ เข้าเวร ชั่วโมงละ 30 กว่าบาท ข้ามคืน เพื่อผลิตสินค้าให้เราได้” นอกจากนี้ เวลามีสินค้าประเภทไหนเป็นที่นิยมขึ้นมา อุตสาหกรรมการผลิตของจีน “จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลง”

Manufacture in China

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จีนเป็นผู้ส่งออกของเล่นรายใหญ่ที่สุดในโลก

สิ่งที่ศิริพรทำคือนำเข้าผ้าบางส่วนมาจากจีน แล้วนำมาผลิตต่อในโรงงานประเทศไทยเพื่อเพิ่มเติมลูกเล่นหรือจุดเด่นบางส่วนให้แบรนด์ของเธอแตกต่างจากสินค้าเสื้อคลุมกันแดดทั่ว ๆ ไป ขณะที่สินค้าบางส่วนที่ผลิตเสร็จมาจากจีน เธอจะนำไปตรวจสอบคุณภาพที่ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบสิ่งทอซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ความรู้ที่เธอได้จากการอยู่ในแวดวงอีคอมเมิร์ซของจีนเป็นเวลาหลายปีคือ รูปแบบอุตสาหกรรมการผลิตแบบ “หนึ่งมลฑล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ซึ่งหมายถึงแต่ละพื้นที่จะมีความเชี่ยวชาญสินค้าแตกต่างกันไป

รูปแบบเช่นนี้ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตของจีนมีต้นทุนถูกและสามารถผลิตได้ในปริมาณมากในเวลาที่รวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ เวลาเธอจะผลิตสินค้าชนิดใด เธอจะตามหาว่ามลฑลไหนเป็นผู้เชี่ยวชาญสินค้าประเภทนั้น และเดินทางไปเจรจาหรือตรวจสอบคุณภาพสินค้าด้วยตัวเอง

เธอบอกว่าเธอยอมที่จะเสียเวลาส่วนหนึ่งเพื่อพัฒนาสินค้าของตัวเองให้มีคุณภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นอกจากนี้ เธอยังทุ่มเทอย่างมากกับบริการหลังการขาย ซึ่งเธอบอกว่าการใส่ใจลูกค้าหลังการขายเป็นหนึ่งในจุดอ่อนที่สุดของประเทศจีน

“[คนจีน]เขาไม่ได้สนใจว่าลูกค้าได้[สินค้า]ไปแล้วจะรู้สึกยังไง เขาไม่แคร์เรื่องบริการหลังการขาย อยากให้ผู้ประกอบการไทยทุกคนที่กำลังทำแบรนด์อยู่หรือดีลกับโรงงานจีน คืออยากให้เชื่อมั่นในคุณภาพและศักยภาพตัวเอง ว่าเราสามารถทำได้ เรามีความประณีตและละเอียดมากพอ ใส่ใจลูกค้ามากพอที่จะผลิตสินค้าขึ้นมา ซึ่งคนจีนสู้เราไม่ได้ในด้านนี้”

สภาวะสินค้าทะลัก: ความได้เปรียบที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ “ผิดกฎหมาย”

Employees pack items into boxes at a warehouse of a food factory ahead of China's Double 11 Shopping Festival on November 1, 2023 in Jinhua, Zhejiang Province of China. (Photo by VCG/VCG via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

รายงานประมาณการการเติบโตของวงการค้าปลีกไทยประจำปี 2567 จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมาระบุว่า ยอดอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยในปี 2567 น่าจะโตที่ราว 3% ซึ่งนับว่าหดตัวจากประมาณการของปี 2566 และตัวเลขจริงของปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 5% และ 7% ตามลำดับ

ทว่ารายงานฉบับดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความกังวลแค่กับภาพรวมการเติบโต แต่ย้ำว่าผู้ผลิตสินค้าในไทยต้องแข่งขันอย่างรุนแรงกับสินค้านำเข้า “โดยเฉพาะจากจีนที่เข้ามาตีตลาด” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าจำพวกของกินของใช้

สำหรับ 5 อันดับสินค้านำเข้าจากจีนที่มีการนำเข้ามายังประเทศไทยมากที่สุดในปีที่แล้วคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า 43.3% ผักผลไม้สดหรือปรุงแต่ง 10% เสื้อผ้าและรองเท้า 9.3% เครื่องใช้ในบ้านและของตกแต่ง 9.1% และของใช้ในครัวและโต๊ะอาหาร 9.0%

รายงานส่งออกไทย เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนแรง ของ KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ออกมาตอกย้ำว่า สภาพเศรษฐกิจภายในของจีนที่กำลังชะลอตัวลงจากปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ และความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกา ทำให้จีนตกอยู่ในสภาวะที่มีสินค้าคงเหลืออยู่มาก (อุปทานส่วนเกิน) ซึ่งต้องการหาที่ระบาย สินค้าดังกล่าวจึงถูกเทลงมาในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย

ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนประกาศตัวเลขจีดีพี ประจำปี 2023 ที่ราว 126 ล้านล้านหยวน (ราว 630 ล้านล้านบาท) คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับตัวเลขปี 2022 และเป็นตัวเลขที่มากกว่าประมาณการของรัฐบาลจีนที่ตั้งไว้ที่ 5%

KKP Research อธิบายว่า จีนที่เผชิญปัญหาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่สะสมมาเป็นเวลานาน บีบบังคับให้รัฐบาลต้องหันไปหาเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคการผลิตเพื่อให้ได้ตัวเลขจีดีพีเป้าหมายในระดับ 5%

Oxford Economics ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์และประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจระดับโลก มองเช่นเดียวกันว่า เศรษฐกิจจีนที่ได้รับผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์ จะทำให้ภาคส่วนที่จะเติบโตในปีนี้คือฝั่งการส่งออก ที่หลายประเทศทั่วโลกมองว่าเป็นการ “ดัมพ์สินค้า” และก่อให้เกิดความตึงเครียดระดับภูมิภาค

Express workers are sorting parcels on an assembly line at an e-commerce logistics industrial park in Lianyungang, Jiangsu Province, China, on February 16, 2024.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีการประเมินว่าอุตสาหกรรมขนส่งอีคอมเมิร์ซของจีนจะโตที่อัตรา 9.29% ต่อปี และขึ้นไปแตะตัวเลข 16,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 584,000 ล้านบาท) ในปีนี้

ชานดราน แนร์ นักธุรกิจชาวมาเลเซียและผู้ก่อตั้งสถาบันคลังสมอง The Global Institute for Tomorrow ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การชี้นิ้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วบอกว่าจีนกำลังทำสิ่งที่แย่อย่างการตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการส่งออกหรือที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการ “ดัมพ์สินค้า” “เป็นเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์” และเป็น “เรื่องเล่าที่ได้อิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป”

“อันดับแรกที่เราต้องเข้าใจคือ จีนไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย นี่เป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัฒน์ที่ทุกคนบอกว่าดีกับโลกใบนี้” เขาเสริม

ชานดรานชี้ว่าเหตุที่สินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้ามาในไทยหรือหลายประเทศแล้วเป็นปัญหา “ก็เพราะคุณผลิตสินค้าเดียวกันด้วย” แต่เพราะจีนมีแรงงานมากกว่า เป็นประเทศใหญ่กว่า จึงมีศักยภาพในการผลิตด้วยราคาที่ถูกกว่า

“อีก 20 ปี ใครจะรู้ อินเดียอาจจะผลิตสินค้าได้มากกว่าจีน แล้วเราก็จะบอกว่า ‘พระเจ้าช่วย ข้อเท็จจริงที่เรียบง่ายก็คือพวกเขาเป็นประเทศขนาดใหญ่’” ชานดรานกล่าว

ดร.เจยานต์ เมนอน นักวิจัยอาวุโสด้านเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS Yusof-Ishak Institute) มีความคิดเห็นว่า การส่งออกสินค้าจีนที่ใช้ประโยชน์จากช่องทางอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ของประเทศนับเป็นประโยชน์กับหลายประเทศเช่นกัน

เขาอธิบายว่ามูลค่าการผลิตในสายผลิตของสินค้าหนึ่ง ๆ อยู่ในจีนเพียงหนึ่งในสาม หรือราว 33% โดยส่วนที่เหลือเป็นของประเทศผู้ร่วมผลิตอื่น รวมถึงประเทศในอาเซียน และประเทศปลายทางที่ขายสินค้านั้น ๆ

อย่างไรก็ดี ชานดรานมองด้วยว่า ภาวะที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของประเทศที่มีขนาดเล็กกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ที่ภาคการผลิตของจีนพยายามจะผลักตัวเองให้โตขึ้น ขณะที่การบริโภคในประเทศอ่อนตัวลง จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่สินค้าจะทะลักออกมา เขามองว่าหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดไม่ใช่การใช้นโยบายตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่เป็นการจับมือกันของอาเซียนเพื่อไปพูดคุยกับจีน

แม้จีนจะเป็นประเทศใหญ่ ทว่าอาเซียนเองเมื่อรวมกันก็มีประชากรมากถึง 686 ล้านคน ตามตัวเลขในปี 2023 จาก Worldometer จึงมีอำนาจต่อรองอยู่เช่นเดียวกัน

“ผมคิดว่านี่คือยุคสมัยใหม่แห่งความร่วมมือทางภูมิรัฐศาสตร์ภูมิภาค บางทีประเทศไทยอาจเป็นผู้นำได้” เขากล่าว

ดร.เจยานต์ เสริมในมุมมองที่คล้ายคลึงกันว่า มาตรการการป้องกันสินค้านำเข้าผ่านการขึ้นภาษีไม่เป็นประโยชน์กับประเทศนั้น ๆ เนื่องจาก “คนที่จ่ายภาษีนำเข้าเหล่านี้คือผู้บริโภคในประเทศ ไม่ใช่ผู้ส่งออกชาวต่างชาติ”

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับไทยโดยตรง เนื่องจากในรายงานของ KKP Research ระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทย คือการมีข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement :FTA) กับจีน ซึ่งกระตุ้นให้สินค้านำเข้าจีนราคาถูกมากจากการได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยเฉพาะสินค้าอย่างรถยนต์ไฟฟ้า

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่ากระทรวงการคลังอาจปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT สำหรับสินค้านำเข้า เพื่อแก้ปัญหาสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักเข้ามา ทว่าจนปัจจุบันยังไม่มีการออกมาตรการดังกล่าวออกมา

เส้นทางสายไหมดิจิทัล: มากกว่าอีคอมเมิร์ซจีนในอาเซียน

สี จิ้นผิง

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในปี 2023 กลุ่มประเทศในอาเซียนนับเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อนับตามมูลค่า ด้วยตัวเลขสูงถึง 3.68 ล้านล้านหยวน (ราว 18 ล้านล้านบาท) รองลงมาคือสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และฮ่องกง ด้วยตัวเลข 3.52, 3.51 และ 1.9 ล้านล้านหยวน (ราว 17.6, 17.5 และ 9.5 ล้านล้านบาท) ตามลำดับ

สินค้าหลัก ๆ ที่จีนส่งออกแบ่งเป็น กลุ่มเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ราว 30%, กลุ่มเครื่องจักร เครื่องกลและชิ้นส่วนประกอบของเครื่องกล ราว 17%, พลาสติกและสินค้าที่กลุ่มเดียวกัน 4.17%, รถยนต์ รถบรรทุก และสินค้าที่เกี่ยวข้อง 4.09% และเฟอร์นิเจอร์อีกราว 3.32% ซึ่งเมื่อมาดูรายประเทศ จาก 5 กลุ่มสินค้าข้างต้น ไทยไม่ได้ติดหนึ่งในห้าประเทศปลายทางสินค้าส่งออกของจีน

รายงานชิ้นล่าสุดจากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค โดย หวาง เจิง ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ฉายภาพให้เห็นถึงร่มใหญ่อย่าง “เส้นทางสายไหมดิจิทัล” (Digital Silk Road) ที่ช่วยหนุนเสริมการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซจีนอยู่อีกชั้นหนึ่ง

รายงานดังกล่าวระบุว่า เมื่อปี 2013 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เส้นทางสายไหมใหม่” ซึ่งเป็นนโยบายต่างประเทศเรือธงของจีนมาจนถึงปัจจุบัน สองปีถัดจากนั้น โครงการเส้นทางสายไหมดิจิทัลถูกนำเสนอในฐานะมิติทางดิจิทัลของโครงการ BRI ก่อนที่ประธานาธิบดีสี จะพูดถึงโครงการดิจิทัลนี้อย่างเป็นทางการในปี 2017 โดยแยกตัวออกมาจาก BRI

หวาง เจิง อธิบายว่าเส้นทางสายไหมดิจิทัลตั้งอยู่บนแรงขับเคลื่อนสองประการ นั่นคือการส่งบริษัทเทคโนโลยีจีนไปสำรวจตลาดนอกประเทศ และการมองเห็น “ช่องว่างทางดิจิทัล” ในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเอื้อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลได้

Flag of China, shopping cart with a word e-commerce on a computer keyboard - stock photo

ที่มาของภาพ, Getty Images

รัฐบาลจีนใช้การลงทุนในการขับเคลื่อนนโยบายเส้นทางสายไหมดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแบ่งเป็น 5 ประเภทการลงทุนหลักคือ โทรคมนาคม, 5G, ศูนย์ข้อมูล, เทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และอีคอมเมิร์ซ โดยมีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่อย่างหัวเว่ย, อาลีบาบา และ ZTE เป็นนักลงทุนหลักในภูมิภาคนี้

จากข้อมูลของ IISS China Connects ระหว่างปี 2017-2020 พบว่า ทุกประเทศในอาเซียนได้รับเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงการเส้นทางสายไหมดิจิทัลจากจีนทั้งสิ้น โดยคิดรวมเป็น 176 โครงการ ในจำนวนนี้ ไทยมีส่วนร่วมใน 22 โครงการ

ล่าสุดรัฐบาลจีนและอาเซียนเพิ่งลงนามในร่างข้อริเริ่มอาเซียน – จีนในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2023 โดยระบุว่า จะร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซเพื่อให้ตั้งอยู่บน “ผลลัพธ์แบบวินวิน”

TMO Group รายงานว่า อีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดเมื่อประเมินจากตัวเลขผู้ใช้งานระหว่างเดือน มิ.ย.-ส.ค. 2023 ในอาเซียนคือช้อปปี้ (Shopee) บริษัทอีคอมเมิร์ซสัญชาติสิงคโปร์ โดยเป็นผู้นำใน 5 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และไทย โดยมีตัวเลขผู้เข้าเยือนเว็บไซต์รวมในเดือน ส.ค. 2023 สูงถึง 470 ล้านคน

ลาซาด้า (Lazada) ซึ่งเคยเป็นที่หนึ่งมาหลายปี ตกมาอยู่อันดับที่สองจากตัวเลขผู้เข้าเยือนเว็บไซต์ในช่วงเวลาเดียวกันเหลือ 96 ล้านคน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีอาลีบาบาเป็นบริษัทแม่ เพิ่งทุ่มเงินกว่า 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30,000 ล้านบาท) เพื่อให้ลาซาด้าแข่งขันกับช้อปปี้ให้ได้

ประเด็นของเส้นทางสายไหมดิจิทัลไม่ได้เพียงแค่ช่วยเอื้อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเท่านั้น ทว่านักวิเคราะห์บางส่วนยังกังวลว่านโยบายดังกล่าวที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นนโยบายต่างประเทศที่จีนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ จะนำไปสู่การขยายอำนาจทางการเมืองของจีน

ดร.เจยานต์ ปิดท้ายในนี้ว่า "ผมคิดว่าจีนพยายามแก้ปัญหาความกังวลและเสียงวิจารณ์ ผมคิดว่าจีนรู้ว่าตัวเองเป็นผู้เล่นรายใหญ่ เป็นพลเมืองโลก และพวกเขาต้องการถูกมองว่าเป็นพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบ"