เปิดจักรวาล "ตลาดเมืองอี้อู" ฟันเฟืองอีคอมเมิร์ซจีน ที่ตีแตกสินค้าราคาถูกไทย-โลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ความได้เปรียบเรื่องต้นทุนการผลิตสินค้าของจีนเป็นที่ประจักษ์กันทั่วไป ก่อนหน้านี้บีบีซีไทยเคยไปสัมภาษณ์ผู้ค้าผ้าในตลาดโบ๊เบ๊ที่ระบุว่า พวกเขานำเข้าสินค้าอย่างกางเกงลายช้างหรือแม้แต่เสื้อลายดอกสำหรับเทศกาลสงกรานต์มาจากประเทศจีนเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพราะมีต้นทุนถูกกว่าไทย
เมื่อสำรวจตลาดค่าส่งออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีนอย่าง Yiwugo.com ซี่งเป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของตลาดค้าส่งสินค้าโภคภัณฑ์ขนาดเล็กในจีนที่ได้รับการประเมินว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่รู้จักกันว่า “ตลาดเมืองอี้อู” พบว่า กางเกงช้างแบบที่ขายทั่วไปในไทยนั้น มีราคาเฉลี่ยราว 8-9 หยวน (40-45 บาท) ต่อตัว สำหรับคำสั่งซื้ออย่างน้อย 1,000-2,000 ชิ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาขายปลีกกางเกงช้างหน้าร้านในประเทศไทยอยู่ที่ราว 170-190 บาท ต่อตัว ขึ้นอยู่กับรุ่นและแบบของกางเกง

ตลาดเมืองอี้อูที่ยกตัวอย่างมานั้นไม่ได้ขายเพียงกางเกงลายช้าง แต่ยังขายสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกหลายประเภท เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของตลาดแห่งนี้ระบุว่า อี้อูขายสินค้าที่แตกต่างกันมากกว่า 5 ล้านประเภท ตัวเลขล่าสุดจากรัฐบาลแห่งเมืองอี้อูที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 มี.ค. พบว่าตลาดแห่งนี้มีร้านค้ามากกว่า 1.06 ล้านแห่ง
ตามข้อมูลจากรัฐบาลมณฑลเจ้อเจียง เมื่อวันที่ 5 ก.พ. พบว่า เมืองอี้อู หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “เมืองแห่งการค้านานาชาติอี้อู” ซึ่งตั้งอยู่ในมลฑลเจ้อเจียง ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีนแห่งนี้ สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) เมื่อปีที่ผ่านมา ทะลุ 28,580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 10% ของตัวเลขการส่งออกทั้งปี 2566 ของไทย ซึ่งอยู่ที่ 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทั้งนี้ เมืองอี้อูที่มีพื้นที่ 1,105 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นเมืองหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ค้าส่งสินค้าระหว่างจีนกับนานาชาติ โดยมีตลาดย่อย ๆ มากมายอยู่ในเมืองแห่งนี้ เช่น ตลาดค้าเครื่องแต่งกายหวงหยวน (Huangyuan Clothing Market) ที่มีพื้นที่มากกว่า 420,000 ตารางเมตร และมีเม็ดเงินลงทุนเฉพาะตึกนี้ถึง 1,400 ล้านหยวน (ราว 7,150 ล้านบาท) และเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2011
อีคอมเมิร์ซจีนในมุมมอง “สะใภ้ไชน่า”

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ศิริพร มัจฉิม หรือที่รู้จักกันบนโลกออนไลน์ด้วยชื่อ “ซ้อบรีม” เจ้าของเพจ “สะใภ้ไชน่า” ที่มีผู้ติดตามบนติ๊กตอกมากกว่า 1 ล้านผู้ใช้งาน และอีกกว่า 400,000 รายบนเฟซบุ๊ก รู้จักอี้อูเป็นอย่างดี เนื่องจากเธอเคยอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ รวมถึงทำธุรกิจค้าขายที่ต้องสั่งซื้อสินค้าจากเมืองการค้านานาชาติแห่งนี้ด้วย
เธอเล่าว่าอี้อูเป็นเหมือนกับโรงงานผลิตที่มีทุกอย่าง “ไม่ว่าจะเป็นกางเกงช้างไทยเองก็ตาม”
แม้ศิริพรเป็นที่รู้จักจากเพจเฟซบุ๊กที่เน้นพูดคุยเรื่องวัฒนธรรม อาหาร และการใช้ชีวิตในจีนและไทย แต่อาชีพหลักของเธอคือการทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งได้ประโยชน์อย่างมากจากการอาศัยอยู่ในเมืองอี้อูแห่งนี้
ย้อนกลับไปตอนที่ศิริพรเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอซึ่งพูดภาษาจีนได้ ถูกทาบทามให้ไป “ไลฟ์ขายสินค้าไทย” ให้กับลูกค้าชาวจีนในประเทศจีนเมื่อปี 2559 ซึ่งในขณะนั้นสินค้าแบรนด์ไทยหลายอย่างเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะเครื่องสำอาง เธอเล่าให้บีบีซีฟังว่า วันแรกที่ตัดสินใจไปยังไม่รู้จักกับคำว่าไลฟ์สดหรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้วยซ้ำ
“เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไลฟ์สดขายของคืออะไร เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำ เราไม่รู้ด้วยว่าประเทศจีนหน้าตาเป็นยังไง เราเรียนรัฐศาสตร์มา รู้แค่ว่าการปกครองของเขาคือเผด็จการเด็ดขาด เราก็กลัวนิดหนึ่ง แต่ก็รู้สึกว่าเราอายุยังน้อยและโอกาสมาแล้ว ลองไปทำดู”

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตอนนั้นศิริพรทำงานให้กับบริษัทเล็ก ๆ ซึ่งไลฟ์ขายสินค้าบนเว็บไซต์อย่าง Meipai ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันแชร์วิดีโอหรือไลฟ์สดที่เป็นที่นิยมสำหรับการตลาดดิจิทัล รวมไปถึง Taobao ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชอปปิ้งออนไลน์ที่มีบริษัทอาลีบาบาเป็นเจ้าของ
ในช่วงเวลา 2 ปีที่ทำงานไลฟ์สดนั้น ศิริพรไลฟ์หน้ากล้องขนาดใหญ่เป็นเวลา 9-12 ชั่วโมงต่อวัน “เพื่อขายทุกอย่าง” ที่ทีมงานจัดสรรมาให้เธอขาย
“สินค้ามีมาวางต่อหน้าเราเรื่อย ๆ มันก็จะมีรายการสินค้าให้เราอ่านว่าคืออะไรก่อนไลฟ์สดแค่ไม่กี่นาที ไม่มีการวางแผนงานว่าเดือนนี้เราจะทำอันนี้ เขาจะพูดก่อนหนึ่งวัน บางทีก่อนหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ เราต้องปรับตัวได้เร็ว เราต้องเก็บข้อมูลได้ค่อนข้างเร็ว”
ภายในเวลา 2 ปี จากคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับแวดวงอีคอมเมิร์ซ ศิริพรเข้าใจธุรกิจดังกล่าวมากขึ้นประกอบกับเธอเองก็เริ่มมีฐาน “แฟนคลับ” ที่ตามเธอมาจากการไลฟ์ขายของ

ที่มาของภาพ, ศิริพร มัจฉิม
แม้ศิริพรจะไม่ได้มีผู้ติดตามมหาศาลในระดับอินฟลูเอนเซอร์เอลิสต์ของจีน ซึ่งบางรายมียอดผู้ติดตามเกิน 100 ล้านราย รวมถึงมีรายได้ต่อปีตีเป็นเงินไทยนับหมื่นล้านบาท แต่ช่วงระยะเวลา 2 ปี ที่เธอทุ่มเทให้กับวงการไลฟ์สด ก็เปิดช่องทางให้เธอสามารถเริ่มต้นทำแบรนด์ของตัวเองได้
ในช่วงที่เธอทำงานกับบริษัทอีคอมเมิร์ซแห่งนี้ ศิริพรอาศัยอยู่ในนครกวางโจวและเมืองเซินเจิ้น ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก โดยใช้เวลาเดินทางระหว่างกันราว 1.45 ชั่วโมงโดยรถยนต์ เมื่อเธอตัดสินใจทำแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่สามีขอเธอแต่งงาน ศิริพรจึงเดินทางกลับมาอยู่กับสามีที่อี้อู
เมื่อเทียบกับกวางโจวที่มีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางการผลิตสินค้าเช่นเดียวกัน เธอบอกว่าสินค้าที่ผลิตจากอี้อูโดยมากแล้วเน้นไปที่สินค้าที่มีราคาถูกมากกว่า ขณะที่กวางโจวจะแฟชั่นกว่า มีลูกเล่นกว่า
“อี้อูลอกกวางโจวมาอีกที ส่วนกวางโจวลอกมาจากต่างชาติ” ศิริพร อธิบาย
บุกตลาดไทยด้วยสายป่านจีน
ผ่านมาจนถึงปี 2567 ศิริพรไม่เพียงบริหารบริษัทที่ประเทศจีนของเธอซึ่งเน้นขายสินค้าให้กับคนจีน เธอยังมี บริษัท ไท่ กั๋ว เร่อ จำกัด ที่จดทะเบียนในประเทศไทย เพื่อประกอบธุรกิจนำเข้าสินค้ามาขายต่อในอีคอมเมิร์ซของไทยซึ่งเธออธิบายว่า “ตามหลังจีนอยู่ 4-5 ปี”
เมื่อเทียบกับพ่อค้าแม่ค้าคนไทยที่นำสินค้าราคาถูกจากจีนเข้ามาขาย ศิริพรนับว่าได้เปรียบกว่ามาก เนื่องจากเธอพูดภาษาจีนได้ และเคยอาศัยอยู่ในสองสามเมืองสำคัญของจีนที่เป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตของโลก นอกจากนี้ เธอยังมีช่องทางโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก
ทว่าหากมองให้ลึกลงไป ก็ต้องบอกว่าเธอมีรูปแบบการทำธุรกิจที่แตกต่างออกไปจากพ่อค้าแม่ค้าไทยด้วย
สินค้าหลักที่ศิริพรขายในประเทศไทยคือเสื้อคุมกันแดด ซึ่งแบ่งการผลิตเป็นจากทั้งโรงงานในจีนและโรงงานในไทย โดยเธอระบุว่า ข้อดีของการสั่งสินค้าบางส่วนมาจากจีนคือต้นทุนในการผลิตสินค้าที่ถูกกว่าที่ไทย อีกทั้งเมื่อต้องสั่งผลิตสินค้าจำนวนมากในช่วงเวลาที่ไม่นานนัก ผู้ผลิตสินค้าในไทยอาจมีความสามารถไม่พอ

ที่มาของภาพ, ศิริพร มัจฉิม
ทว่า ศิริพรรู้ดีว่าปัญหาของสินค้าจีนอยู่ที่คุณภาพ เธออธิบายว่า “Made in China” (ผลิตในจีน) ไม่ได้เป็นป้ายประกาศว่าสินค้าทั้งหมดที่มาจากจีนเป็นของไม่ดี ที่จีนมีคำพูดว่า “一分钱一分货 ” (อี้ เฟิน เฉียน อี้ เฟิน ฮั่ว) ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยว่า “คุณภาพตามราคา” ทว่าข้อผิดพลาดต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดสายพานการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยตกลงเรื่องแบบ การเลือกผ้า ตัวอย่างการผลิต สินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ ไปจนถึงภาคการขนส่งที่ “จะใช้เวลานาน ถ้าผ่านพิธีการศุลกากรแบบถูกต้อง” อาจจะเริ่มจากระยะ 20 วัน ไปจนถึง 3-4 เดือน กว่าสินค้าที่ผลิตจากจีนจะมาถึงไทย
นอกจากนี้ เธอยังเลือกจะสร้างแบรนด์ของตัวเองให้มีความยั่งยืนด้วยการไม่แข่งขันด้านราคา ซึ่งเธอพูดอย่างชัดเจนว่า “บ้านเราสู้ไม่ได้แน่นอน คนจีนสามารถเข้ากะ เข้าเวร ชั่วโมงละ 30 กว่าบาท ข้ามคืน เพื่อผลิตสินค้าให้เราได้” นอกจากนี้ เวลามีสินค้าประเภทไหนเป็นที่นิยมขึ้นมา อุตสาหกรรมการผลิตของจีน “จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลง”

ที่มาของภาพ, Getty Images
สิ่งที่ศิริพรทำคือนำเข้าผ้าบางส่วนมาจากจีน แล้วนำมาผลิตต่อในโรงงานประเทศไทยเพื่อเพิ่มเติมลูกเล่นหรือจุดเด่นบางส่วนให้แบรนด์ของเธอแตกต่างจากสินค้าเสื้อคลุมกันแดดทั่ว ๆ ไป ขณะที่สินค้าบางส่วนที่ผลิตเสร็จมาจากจีน เธอจะนำไปตรวจสอบคุณภาพที่ศูนย์วิเคราะห์ทดสอบสิ่งทอซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ
ความรู้ที่เธอได้จากการอยู่ในแวดวงอีคอมเมิร์ซของจีนเป็นเวลาหลายปีคือ รูปแบบอุตสาหกรรมการผลิตแบบ “หนึ่งมลฑล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ซึ่งหมายถึงแต่ละพื้นที่จะมีความเชี่ยวชาญสินค้าแตกต่างกันไป
รูปแบบเช่นนี้ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตของจีนมีต้นทุนถูกและสามารถผลิตได้ในปริมาณมากในเวลาที่รวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ เวลาเธอจะผลิตสินค้าชนิดใด เธอจะตามหาว่ามลฑลไหนเป็นผู้เชี่ยวชาญสินค้าประเภทนั้น และเดินทางไปเจรจาหรือตรวจสอบคุณภาพสินค้าด้วยตัวเอง
เธอบอกว่าเธอยอมที่จะเสียเวลาส่วนหนึ่งเพื่อพัฒนาสินค้าของตัวเองให้มีคุณภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นอกจากนี้ เธอยังทุ่มเทอย่างมากกับบริการหลังการขาย ซึ่งเธอบอกว่าการใส่ใจลูกค้าหลังการขายเป็นหนึ่งในจุดอ่อนที่สุดของประเทศจีน
“[คนจีน]เขาไม่ได้สนใจว่าลูกค้าได้[สินค้า]ไปแล้วจะรู้สึกยังไง เขาไม่แคร์เรื่องบริการหลังการขาย อยากให้ผู้ประกอบการไทยทุกคนที่กำลังทำแบรนด์อยู่หรือดีลกับโรงงานจีน คืออยากให้เชื่อมั่นในคุณภาพและศักยภาพตัวเอง ว่าเราสามารถทำได้ เรามีความประณีตและละเอียดมากพอ ใส่ใจลูกค้ามากพอที่จะผลิตสินค้าขึ้นมา ซึ่งคนจีนสู้เราไม่ได้ในด้านนี้”
สภาวะสินค้าทะลัก: ความได้เปรียบที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ “ผิดกฎหมาย”

ที่มาของภาพ, Getty Images
รายงานประมาณการการเติบโตของวงการค้าปลีกไทยประจำปี 2567 จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมาระบุว่า ยอดอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยในปี 2567 น่าจะโตที่ราว 3% ซึ่งนับว่าหดตัวจากประมาณการของปี 2566 และตัวเลขจริงของปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 5% และ 7% ตามลำดับ
ทว่ารายงานฉบับดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความกังวลแค่กับภาพรวมการเติบโต แต่ย้ำว่าผู้ผลิตสินค้าในไทยต้องแข่งขันอย่างรุนแรงกับสินค้านำเข้า “โดยเฉพาะจากจีนที่เข้ามาตีตลาด” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าจำพวกของกินของใช้
สำหรับ 5 อันดับสินค้านำเข้าจากจีนที่มีการนำเข้ามายังประเทศไทยมากที่สุดในปีที่แล้วคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า 43.3% ผักผลไม้สดหรือปรุงแต่ง 10% เสื้อผ้าและรองเท้า 9.3% เครื่องใช้ในบ้านและของตกแต่ง 9.1% และของใช้ในครัวและโต๊ะอาหาร 9.0%
รายงานส่งออกไทย เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนแรง ของ KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ออกมาตอกย้ำว่า สภาพเศรษฐกิจภายในของจีนที่กำลังชะลอตัวลงจากปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ และความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกา ทำให้จีนตกอยู่ในสภาวะที่มีสินค้าคงเหลืออยู่มาก (อุปทานส่วนเกิน) ซึ่งต้องการหาที่ระบาย สินค้าดังกล่าวจึงถูกเทลงมาในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย
ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนประกาศตัวเลขจีดีพี ประจำปี 2023 ที่ราว 126 ล้านล้านหยวน (ราว 630 ล้านล้านบาท) คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับตัวเลขปี 2022 และเป็นตัวเลขที่มากกว่าประมาณการของรัฐบาลจีนที่ตั้งไว้ที่ 5%
KKP Research อธิบายว่า จีนที่เผชิญปัญหาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่สะสมมาเป็นเวลานาน บีบบังคับให้รัฐบาลต้องหันไปหาเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคการผลิตเพื่อให้ได้ตัวเลขจีดีพีเป้าหมายในระดับ 5%
Oxford Economics ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์และประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจระดับโลก มองเช่นเดียวกันว่า เศรษฐกิจจีนที่ได้รับผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์ จะทำให้ภาคส่วนที่จะเติบโตในปีนี้คือฝั่งการส่งออก ที่หลายประเทศทั่วโลกมองว่าเป็นการ “ดัมพ์สินค้า” และก่อให้เกิดความตึงเครียดระดับภูมิภาค

ที่มาของภาพ, Getty Images
ชานดราน แนร์ นักธุรกิจชาวมาเลเซียและผู้ก่อตั้งสถาบันคลังสมอง The Global Institute for Tomorrow ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การชี้นิ้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วบอกว่าจีนกำลังทำสิ่งที่แย่อย่างการตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการส่งออกหรือที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการ “ดัมพ์สินค้า” “เป็นเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์” และเป็น “เรื่องเล่าที่ได้อิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป”
“อันดับแรกที่เราต้องเข้าใจคือ จีนไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย นี่เป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัฒน์ที่ทุกคนบอกว่าดีกับโลกใบนี้” เขาเสริม
ชานดรานชี้ว่าเหตุที่สินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้ามาในไทยหรือหลายประเทศแล้วเป็นปัญหา “ก็เพราะคุณผลิตสินค้าเดียวกันด้วย” แต่เพราะจีนมีแรงงานมากกว่า เป็นประเทศใหญ่กว่า จึงมีศักยภาพในการผลิตด้วยราคาที่ถูกกว่า
“อีก 20 ปี ใครจะรู้ อินเดียอาจจะผลิตสินค้าได้มากกว่าจีน แล้วเราก็จะบอกว่า ‘พระเจ้าช่วย ข้อเท็จจริงที่เรียบง่ายก็คือพวกเขาเป็นประเทศขนาดใหญ่’” ชานดรานกล่าว
ดร.เจยานต์ เมนอน นักวิจัยอาวุโสด้านเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS Yusof-Ishak Institute) มีความคิดเห็นว่า การส่งออกสินค้าจีนที่ใช้ประโยชน์จากช่องทางอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ของประเทศนับเป็นประโยชน์กับหลายประเทศเช่นกัน
เขาอธิบายว่ามูลค่าการผลิตในสายผลิตของสินค้าหนึ่ง ๆ อยู่ในจีนเพียงหนึ่งในสาม หรือราว 33% โดยส่วนที่เหลือเป็นของประเทศผู้ร่วมผลิตอื่น รวมถึงประเทศในอาเซียน และประเทศปลายทางที่ขายสินค้านั้น ๆ
อย่างไรก็ดี ชานดรานมองด้วยว่า ภาวะที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของประเทศที่มีขนาดเล็กกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ที่ภาคการผลิตของจีนพยายามจะผลักตัวเองให้โตขึ้น ขณะที่การบริโภคในประเทศอ่อนตัวลง จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่สินค้าจะทะลักออกมา เขามองว่าหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดไม่ใช่การใช้นโยบายตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่เป็นการจับมือกันของอาเซียนเพื่อไปพูดคุยกับจีน
แม้จีนจะเป็นประเทศใหญ่ ทว่าอาเซียนเองเมื่อรวมกันก็มีประชากรมากถึง 686 ล้านคน ตามตัวเลขในปี 2023 จาก Worldometer จึงมีอำนาจต่อรองอยู่เช่นเดียวกัน
“ผมคิดว่านี่คือยุคสมัยใหม่แห่งความร่วมมือทางภูมิรัฐศาสตร์ภูมิภาค บางทีประเทศไทยอาจเป็นผู้นำได้” เขากล่าว
ดร.เจยานต์ เสริมในมุมมองที่คล้ายคลึงกันว่า มาตรการการป้องกันสินค้านำเข้าผ่านการขึ้นภาษีไม่เป็นประโยชน์กับประเทศนั้น ๆ เนื่องจาก “คนที่จ่ายภาษีนำเข้าเหล่านี้คือผู้บริโภคในประเทศ ไม่ใช่ผู้ส่งออกชาวต่างชาติ”
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับไทยโดยตรง เนื่องจากในรายงานของ KKP Research ระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทย คือการมีข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement :FTA) กับจีน ซึ่งกระตุ้นให้สินค้านำเข้าจีนราคาถูกมากจากการได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยเฉพาะสินค้าอย่างรถยนต์ไฟฟ้า
ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่ากระทรวงการคลังอาจปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT สำหรับสินค้านำเข้า เพื่อแก้ปัญหาสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักเข้ามา ทว่าจนปัจจุบันยังไม่มีการออกมาตรการดังกล่าวออกมา
เส้นทางสายไหมดิจิทัล: มากกว่าอีคอมเมิร์ซจีนในอาเซียน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในปี 2023 กลุ่มประเทศในอาเซียนนับเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อนับตามมูลค่า ด้วยตัวเลขสูงถึง 3.68 ล้านล้านหยวน (ราว 18 ล้านล้านบาท) รองลงมาคือสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และฮ่องกง ด้วยตัวเลข 3.52, 3.51 และ 1.9 ล้านล้านหยวน (ราว 17.6, 17.5 และ 9.5 ล้านล้านบาท) ตามลำดับ
สินค้าหลัก ๆ ที่จีนส่งออกแบ่งเป็น กลุ่มเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ราว 30%, กลุ่มเครื่องจักร เครื่องกลและชิ้นส่วนประกอบของเครื่องกล ราว 17%, พลาสติกและสินค้าที่กลุ่มเดียวกัน 4.17%, รถยนต์ รถบรรทุก และสินค้าที่เกี่ยวข้อง 4.09% และเฟอร์นิเจอร์อีกราว 3.32% ซึ่งเมื่อมาดูรายประเทศ จาก 5 กลุ่มสินค้าข้างต้น ไทยไม่ได้ติดหนึ่งในห้าประเทศปลายทางสินค้าส่งออกของจีน
รายงานชิ้นล่าสุดจากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค โดย หวาง เจิง ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ฉายภาพให้เห็นถึงร่มใหญ่อย่าง “เส้นทางสายไหมดิจิทัล” (Digital Silk Road) ที่ช่วยหนุนเสริมการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซจีนอยู่อีกชั้นหนึ่ง
รายงานดังกล่าวระบุว่า เมื่อปี 2013 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เส้นทางสายไหมใหม่” ซึ่งเป็นนโยบายต่างประเทศเรือธงของจีนมาจนถึงปัจจุบัน สองปีถัดจากนั้น โครงการเส้นทางสายไหมดิจิทัลถูกนำเสนอในฐานะมิติทางดิจิทัลของโครงการ BRI ก่อนที่ประธานาธิบดีสี จะพูดถึงโครงการดิจิทัลนี้อย่างเป็นทางการในปี 2017 โดยแยกตัวออกมาจาก BRI
หวาง เจิง อธิบายว่าเส้นทางสายไหมดิจิทัลตั้งอยู่บนแรงขับเคลื่อนสองประการ นั่นคือการส่งบริษัทเทคโนโลยีจีนไปสำรวจตลาดนอกประเทศ และการมองเห็น “ช่องว่างทางดิจิทัล” ในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเอื้อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
รัฐบาลจีนใช้การลงทุนในการขับเคลื่อนนโยบายเส้นทางสายไหมดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแบ่งเป็น 5 ประเภทการลงทุนหลักคือ โทรคมนาคม, 5G, ศูนย์ข้อมูล, เทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และอีคอมเมิร์ซ โดยมีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่อย่างหัวเว่ย, อาลีบาบา และ ZTE เป็นนักลงทุนหลักในภูมิภาคนี้
จากข้อมูลของ IISS China Connects ระหว่างปี 2017-2020 พบว่า ทุกประเทศในอาเซียนได้รับเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงการเส้นทางสายไหมดิจิทัลจากจีนทั้งสิ้น โดยคิดรวมเป็น 176 โครงการ ในจำนวนนี้ ไทยมีส่วนร่วมใน 22 โครงการ
ล่าสุดรัฐบาลจีนและอาเซียนเพิ่งลงนามในร่างข้อริเริ่มอาเซียน – จีนในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2023 โดยระบุว่า จะร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซเพื่อให้ตั้งอยู่บน “ผลลัพธ์แบบวินวิน”
TMO Group รายงานว่า อีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดเมื่อประเมินจากตัวเลขผู้ใช้งานระหว่างเดือน มิ.ย.-ส.ค. 2023 ในอาเซียนคือช้อปปี้ (Shopee) บริษัทอีคอมเมิร์ซสัญชาติสิงคโปร์ โดยเป็นผู้นำใน 5 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และไทย โดยมีตัวเลขผู้เข้าเยือนเว็บไซต์รวมในเดือน ส.ค. 2023 สูงถึง 470 ล้านคน
ลาซาด้า (Lazada) ซึ่งเคยเป็นที่หนึ่งมาหลายปี ตกมาอยู่อันดับที่สองจากตัวเลขผู้เข้าเยือนเว็บไซต์ในช่วงเวลาเดียวกันเหลือ 96 ล้านคน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีอาลีบาบาเป็นบริษัทแม่ เพิ่งทุ่มเงินกว่า 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30,000 ล้านบาท) เพื่อให้ลาซาด้าแข่งขันกับช้อปปี้ให้ได้
ประเด็นของเส้นทางสายไหมดิจิทัลไม่ได้เพียงแค่ช่วยเอื้อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเท่านั้น ทว่านักวิเคราะห์บางส่วนยังกังวลว่านโยบายดังกล่าวที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นนโยบายต่างประเทศที่จีนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ จะนำไปสู่การขยายอำนาจทางการเมืองของจีน
ดร.เจยานต์ ปิดท้ายในนี้ว่า "ผมคิดว่าจีนพยายามแก้ปัญหาความกังวลและเสียงวิจารณ์ ผมคิดว่าจีนรู้ว่าตัวเองเป็นผู้เล่นรายใหญ่ เป็นพลเมืองโลก และพวกเขาต้องการถูกมองว่าเป็นพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบ"











