7 คำแนะนำ เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นในปีใหม่ ด้วยหลักวิทยาศาสตร์

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, บีบีซี ฟิวเจอร์
- Role, บีบีซีนิวส์
หลายคนอาจเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการตั้งเป้ากับตัวเองว่าในปีนี้จะทำเรื่องไหนให้สำเร็จบ้าง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมในช่วง 12 เดือนที่กำลังมาถึง ผลสำรวจชี้ว่าในปีนี้ มีผู้คนราว 1 ใน 3 ตั้งปณิธานปีใหม่ แต่จะทำสำเร็จได้ตามเป้าหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อปีที่แล้ว ผลสำรวจชิ้นหนึ่งพบว่า มีคนราว 17-45% ละทิ้งความพยายามตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หลังจากผ่านปีใหม่ไปได้หนึ่งเดือน ขณะที่คนส่วนมากล้มเลิกการทำตามความตั้งใจในช่วงกลางปี (ถึงแม้ว่าชาวอเมริกันจะดำเนินตามเป้าหมายได้ดีกว่าคนชาติอื่น ๆ เมื่อปีที่แล้ว จากสถิติพบว่า มีผู้ที่ล้มเลิกการทำตามปณิธานปีใหม่ในช่วงก่อนสิ้นปีจำนวน 16% ตามผลสำรวจของโพลที่ชื่อว่า YouGov)
ความล้มเหลวเหล่านี้นำไปสู่อาการที่มีคำอธิบายทางจิตวิทยาชื่อว่า "การตั้งความหวังไว้สูงเกินจริงหรือความหวังลวง" (false hope syndrome)
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่ามีข้อบ่งชี้บางประการบอกว่า อาจจะดีกว่าหากเราตั้งเป้าหมายที่สามารถทำสำเร็จได้จริง นักวิจัยแนะว่า การตั้งเป้าหมายที่เน้นวิธีการไปด้วย ซึ่งประกอบด้วย การตั้งเป้าที่อิงความจริง จำเพาะเจาะจง และวัดผลความสำเร็จได้ง่าย มีแนวโน้มว่าจะทำให้ปณิธานปีใหม่สำเร็จได้มากกว่าการระบุว่าจะงดหรือเลี่ยงบางสิ่งบางอย่าง เช่น การเลิกสูบบุรี่ หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การตัดสินใจว่าเราจะเน้นเรื่องไหนอาจเป็นเรื่องยาก ดังนั้น เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ นี่คือคำแนะนำเกี่ยวกับมิติต่าง ๆ ของชีวิต 7 ด้าน ที่คุณอาจจะโฟกัสได้ในช่วงสัปดาห์แรกของปีใหม่ ด้วยเคล็ดลับที่อ้างอิงตามหลักวิทยาศาสตร์

ที่มาของภาพ, Getty Images
วันที่ 1 : นอนให้ดี
หลังจากที่คุณเฉลิมฉลองกับค่ำคืนของปีใหม่มาอย่างดึกดื่น การใส่ใจกับเรื่องการนอนหลับ นับเป็นเรื่องที่มีเหตุผลไม่น้อย เพราะในช่วงวันหยุดปีใหม่ คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดกับการต้องลุกมากดปุ่มปิดนาฬิกาปลุก และนักวิทยาศาสตร์ก็แนะนำว่าควรนอนให้นานขึ้นในช่วงฤดูหนาว
งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่า การนอนหลับของมนุษย์แตกต่างกันไปตามแต่ละฤดูกาล ในช่วงฤดูหนาว มนุษย์ต้องการการพักผ่อนนานขึ้นมากกว่าในช่วงฤดูร้อน งานวิจัยในเยอรมนีพบว่า มนุษย์จะนอนหลับยาวนานขึ้นในเดือน ธ.ค. มากกว่าในเดือน มิ.ย. ดังนั้น การปรับเปลี่ยนการนอนในช่วงฤดูหนาวให้ดีขึ้น จึงควรเข้านอนให้เร็วและหลีกเลี่ยงการเปิดไฟสว่างในช่วง 2 ชั่วโมงก่อนถึงเวลานอน รวมทั้งหยุดไถโทรศัพท์มือถือก่อนนอนด้วย นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดยังชี้ด้วยกว่า การเข้านอนในเวลาเดิมเป็นประจำจะช่วยให้สุขภาพของลำไส้ของเราดีด้วย
และขณะที่คุณได้นอนยาวนานขึ้น คุณอาจได้พบกับประสบการณ์การฝันรูปแบบหนึ่งที่ชื่อว่า "ฝันที่รู้ตัวว่าฝัน" (lucid dreaming) ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้ที่ฝันระหว่างนอนหลับรู้สึกตัวว่ากำลังฝันอยู่ ผู้คนจำนวนมากใช้การฝันชนิดนี้ในการจัดการกับฝันร้าย แก้ปัญหา และสำรวจความคิดสร้างสรรค์
วันที่ 2 : ดูแลร่างกาย
หากคุณเป็นคนอยู่ไม่สุข นี่เป็นเวลาที่คุณจะยอมรับเรื่องนี้ได้ เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายแบบที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อย่างเช่น การตบเท้า การสั่นเข่า รัวนิ้วเล่น กิจกรรมเหล่านี้สามารถเผาผลาญแคลอรีได้อย่างน่าอัศจรรย์และช่วยลดความเครียดได้ด้วย
สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือที่เข้าสู่ฤดูหนาว นี่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการออกไปข้างนอกบ้านเพื่อออกกำลังกายท่ามกลางอากาศหนาว ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่มีส่วนเชื่อมโยงกับสุขภาพของหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น และช่วยลดน้ำหนักร่างกายด้วยการเปลี่ยนมวลไขมันสีขาวให้เป็นสีน้ำตาล
การเดินกลับตัวหรือการเดินถอยหลังเป็นอีกคำแนะนำหนึ่ง เพราะการเดินถอยหลังจะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่ากว่าการเดินหน้าไปข้างหน้าแบบปกติ และยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลัง การเดินถอยหลังยังช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาเจ็บหัวเข่าลดแรงกระแทกบริเวณข้อต่อหัวเข่า เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อด้านหลังต้นขา อีกทั้งกระตุ้นการทำงานของสมองด้วย
นอกจากนี้ การที่คุณจะเลอะเปรอะเปื้อนดินโคลนจากการเดินถอยหลังบ้างก็ไม่เป็นอะไร เพราะการที่คุณได้เจอกับความสกปรกบ้างก็มีข้อดี เพราะมันสามารถช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ซึ่งอาศัยในร่างกายของคุณได้ สำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น โรคสะเก็ดเงิน และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง มักจะมีแนวโน้มว่ามีจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีที่ผิวหนังมากกว่าจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
สำหรับผิวหนัง ถือเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายของมนุษย์และมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างเช่น ผิวหนังที่แห้งหรือผิวหนังที่เสียหาย สามารถปลดปล่อยสารไบโอเคมีที่ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบขึ้นมาได้ ไปจนถึงการส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนอื่น ๆ เช่น หัวใจ และสมอง ดังนั้น การดูแลส่วนของร่างกายที่บอบบางนี้ให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะการใช้ครีมกันแดดหรือสารให้ความชุ่มชื้น ไม่ได้เพียงทำให้คุณดูอ่อนเยาว์ขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยยืดอายุให้กับชีวิตด้วย
วันที่ 3 : รักษาใจ
คุยกับคนแปลกหน้า รื่นรมย์กับความกลัว โอบรับความวุ่นวายในชีวิต ในทางวิทยาศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เรารู้สึกมีความสุขได้มากขึ้น ใช้ชีวิตได้ยืดหยุ่นขึ้น และเครียดน้อยลง คุณอาจจะลองทำอะไรใหม่ ๆ ท้าทายตัวเองด้วยการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับเปลี่ยนของสมอง ซึ่งจะช่วยให้สมองสามารถปรับตัวและเชื่อมโยงตัวเองได้
หากคุณรู้สึกมีพลังเหลือล้น คุณอาจลองออกกำลังกายด้วยการทำสควอต ให้ร่างกายเคลื่อนไปตามแรงและฝืนแรงโน้มถ่วง การออกกำลังกายง่าย ๆ แบบนี้ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดในสมอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการจำและทักษะการแก้ปัญหา

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่หากว่าคำแนะนำข้างต้นนี้ฟังดูเป็นเรื่องยากเกินไป คุณอาจจะลองพยายามคิดจินตนาการว่าคุณเด็กอยู่เสมอ เพราะงานวิจัยชิ้นหนึ่งเคยชี้ว่า หากคุณคิดว่าตัวเองยังเด็ก คุณอาจจะมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ การได้สัมผัสกับพลังแห่งความมหัศจรรย์ผ่านกิจกรรม อย่างเช่น การปีนเขา การมองมหาสมุทร หรือการมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ก็เป็นกิจกรรมที่ควรค่าแก่การได้มีประสบการณ์ เพราะการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่สามารถช่วยลดความเครียด เพิ่มความจำ และช่วยให้คุณมีสัมผัสแห่งการเชื่อมโยงกับโลกรอบตัวได้ดีขึ้น
ถ้าไม่เช่นนั้น การปล่อยใจไปกับการร้องเพลง ก็อาจเป็นการลดความเครียดที่ทำได้ง่ายที่สุดในโลก รวมทั้งการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสาร "ความรู้สึกดี" ของสมอง ออกมาได้มากขึ้น
ทางเลือกอีกทาง คุณอาจเพียงแค่หายใจ งานวิจัยชี้ว่า การฝึกหายใจช่วยลดภาวะเครียด ความวิตกกังวล และความดันโลหิตต่ำ และยังช่วยให้นอนหลับได้ด้วย
วันที่ 4 : เน้นเรื่องความสัมพันธ์
การมีเพื่อนมิตรเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตัวคุณ เพราะการมีเพื่อนสามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด และทำให้คุณรู้สึกมีความสุข
ยิ่งในช่วงเวลาที่ได้ใช้เวลาร่วมกันกับเพื่อนฝูงด้วยการมีเสียงเพลงเข้ามาเล็กน้อย นั่นยิ่งจะทำให้คุณและเพื่อนรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะคนที่สามารถเดินเข้าจังหวะได้ดีมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ที่สื่อสารได้ดีกว่า ขณะที่การเคาะจังหวะตามดนตรีร่วมกันกับเพื่อนจะทำให้คุณและเพื่อนรู้สึกเป็นมิตรต่อกันมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ การมีเพื่อนแบบไหนก็สามารถเปลี่ยนนิสัยของเราได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะเรามักจะเลือกรับเอาบทบาทบางอย่างมาจากคนรอบตัว ซึ่งสามารถสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลต่อพฤติกรรมของเราด้วย
หากคุณกำลังมองหาบางสิ่งที่มากกว่ามิตรภาพ คุณอาจทำได้มากกว่าการเปิดรับความแปลกพิลึกของตัวเอง การเปลี่ยนการแต่งกายเพียงเล็กน้อย การชิมอาหาร และการแสดงความเห็นในเชิงเย้ยแบบแผนเก่า ๆ สามารถทำให้เรามีเสน่ห์มากขึ้นได้
การรับเอาทัศนะเกี่ยวกับการให้อภัยที่แตกต่างเข้ามาปรับใช้ เป็นก้าวง่าย ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตเราหลายด้าน แม้ว่าการพูดว่า "ฉันให้อภัยคุณ" และรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่มันก็ช่วยลดระดับความตึงเครียด ช่วยให้เราหาเงินได้มากขึ้น และช่วยให้สุขภาพของเราดีขึ้นตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่
วันที่ 5 : ใส่ใจการกิน
เดือน ธ.ค. อาจไม่ใช่เดือนที่ต้องมานั่งนับแคลอรีหรือจำกัดการกิน แต่ด้วยจานอาหารในช่วงเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นอาหารอร่อย ๆ และของหวาน พวกเรามักจะตามใจปากกันอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะขัดกับความเชื่อที่นิยมกัน การกินอาหารกลางวันในช่วงคริสต์มาสมื้อใหญ่ ไม่ได้ยืดกระเพาะของคุณให้ใหญ่ขึ้นแต่อย่างใด แทบจะไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเราส่วนมากเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการคำนึงถึงสิ่งที่เรากินเป็นอันดับแรก
หากคุณยังมีอาหารที่เหลือจากช่วงเทศกาล การทยอยกินของเหล่านั้นให้หมดดีกับสภาพภูมิอากาศมากกว่าที่คุณจะทิ้งอาหารเหลือ และในขณะที่หลายคนอาจไม่ชอบการอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ แต่ในความเป็นจริงแล้วการอุ่นด้วยไมโครเวฟสามารถเป็นวิธีการอุ่นอาหารที่เก็บรักษาสารอาหารไว้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ การอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟยังไม่มีผลกระทบด้านลบอื่น ๆ อีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
การรับประทานอาหารที่สมดุลเป็นเรื่องที่ดีที่ทำได้ทั้งปี แต่อาจจะดียิ่งกว่าเมื่อคุณกลับมารับประทานอาหารแบบได้สัดส่วนหลังจากที่ตามใจปากมาตลอดเทศกาล ที่ผ่านมา งานวิจัยบอกว่า อาหารขยะ รวมทั้งของหวานพวกช็อคโกแลตที่คุณเอนหลังกินหลังอาหารกลางวันบนเก้าอี้อาร์มแชร์ อาจจะแย่กับทั้งใจและร่างกายไปพร้อมกัน
เมื่อมาดูที่ผลไม้และผัก มันไม่ใช่เพียงว่าคุณต้องรับประทานแต่สีเขียวเท่านั้น แต่งานศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า การรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลายสีสัน สามารถช่วยเสริมสุขภาพสมองและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจได้
และสำหรับคนที่ดื่มกาแฟ มีงานวิจัยชี้ว่า การดื่มกาแฟช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดทางสมองหรือสโตรก โรคหัวใจ และมะเร็ง แต่ก็ต้องบริโภคแบบพอดี ๆ
วันที่ 6 : โฟกัสเรื่องความฟิต
การออกกำลังกายไม่เพียงแต่สร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย เผาผลาญไขมัน และช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นเท่านั้น แต่การออกกำลังกายยังช่วยกระตุ้นให้จุลินทรีย์ดีในลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น การออกกำลังกายอาจไม่ใช่การพยายามเดินให้ได้วันละ 10,000 ก้าว แต่งานวิจัยบางชิ้นบอกว่า การเดินน้อยกว่านั้น เช่น เดินน้อยกว่า 5,000 ก้าวต่อวันในบางกรณี ก็เพียงพอกับการทำให้สุขภาพดีขึ้นได้
หากคุณต้องการให้ร่างกายฟิตไว ๆ การออกกำลังกายต่อเนื่องกัน 6 ชุด จะช่วยให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากที่สุด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความแข็งแรงในภาพรวม และเพิ่มประสิทธิภาพของความสามารถของร่างกายในการเผาผลาญเชื้อเพลิงที่เก็บไว้ในเซลล์
เวลาในการออกกำลังกายก็สร้างความแตกต่างได้เช่นกัน อย่างน้อยก็สำหรับนักกีฬาที่ต้องแข่งขัน งานวิจัยเกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ระบุว่า นักว่ายน้ำและนักปั่นจักรยานมีแนวโน้มว่าจะสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นในช่วงเย็น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนาฬิกาชีวภาพของแต่ละคนด้วย
สำหรับคนที่ต้องการออกกำลังกายชนิดต่อเนื่องในยิม หรือต้องการเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง วิธีการใช้ยาหลอกอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง นักกีฬาซึ่งกินยาเฉื่อยเข้าไปจะมีผลงานที่ดีกว่านักกีฬาที่ไม่กิน นี่คือสิ่งที่แพทย์เรียกว่า "ยาหลอกทางการแพทย์" อย่างไรก็ดี กลไกเช่นนี้ยังสามารถสร้างได้จากสภาพแวดล้อม ซึ่งเรียกว่า "ยาหลอกทางสังคม" การสร้างสภาพแวดล้อมเช่นนี้ คือการฝึกซ้อมร่วมกับผู้อื่นเพื่อเพิ่มความมุ่งมั่นและให้การสนับสนุนกัน เพื่อลดความรู้สึกเหนื่อยล้าและความเจ็บปวด
วันที่ 7 : หาสิ่งหย่อนใจทำ
ถึงแม้ว่าการมีชั่วขณะที่ไม่ต้องทำอะไรเพื่อปล่อยจิตปล่อยใจจะมีประโยชน์หลายอย่าง บางคนอาจจะเลือกหาวิธีผ่อนคลายตัวเองจากความเบื่อหน่ายด้วยวิธีอื่น ๆ คนที่มักเบื่อได้ง่ายอาจจะพบว่าตัวเองมีพฤติกรรมเสพติด เช่น การติดโทรศัพท์มือถือ และนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการมีปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้น การมีงานอดิเรกใหม่ ๆ สามารถช่วยให้สมองอ่อนวัยลง กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และแก้ความเบื่อหน่ายได้
นักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลหลายคน มีงานอดิเรกมากกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า และมักจะชอบทำกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างการเล่นดนตรี การวาดรูป หรือการแต่งกลอน
แต่ก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง หากว่ากิจกรรมหย่อนใจของคุณเป็นการอ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม คนที่อ่านนิยายจะมีทักษะในการรู้ว่าคนอื่นคิดและรู้สึกอย่างไร และถ้าคุณชอบการอ่านออกเสียงให้คนอื่นฟัง สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องความจำต่อสิ่งที่คุณกำลังอ่าน แต่ยังช่วยให้คุณเข้าใจตัวบทที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้นด้วย
เพิ่มพิเศษ : เซ็กส์ที่ดี
บรรพบุรุษในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์รื่นรมย์กับชีวิตทางเพศอย่างยิ่ง ตั้งแต่มนุษย์ยุคนีแอนด์เดอร์ทัล หรือกระทั่งสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร แต่แม้ว่าความน่าหลงใหลของเซ็กส์ในยุคนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ความลึกลับของเซ็กส์ก็ยังถูกค้นพบอยู่เรื่อย ๆ จากงานศึกษาชิ้นต่าง ๆ ที่ปรากฏออกมา ทำให้เป็นการง่ายขึ้นที่มนุษย์จะมีกิจกรรมเซ็กส์อันน่าตื่นเต้นในห้องนอนของตัวเอง
หนึ่งในเรื่องที่คุณทำได้ก็คือ การรับเอา "ความคิดเรื่องเซ็กส์ที่พัฒนาได้" มาใช้ ด้วยการตระหนักว่า การมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต้องได้รับการดูแลอย่างระมัดระวัง มากกว่าที่ปล่อยให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ เซ็กส์แบบนี้จะช่วยนำทางผู้คนในห้องนอนให้มีชีวิตทางเพศที่ดีได้
ปัจจุบัน มีแอปพลิเคชันหลายแอปฯ ที่ให้ผู้คนตรวจสอบการถึงจุดสุดยอดของตัวเอง ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ไวเบรเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีไบโอฟีดแบ็ค (biofeedback) ซึ่งทำงานด้วยการใช้ข้อมูลจากตัวเซ็นเซอร์ภายในเพื่อช่วยให้ผู้คนรู้ระดับการถึงจุดสุดยอดของตัวเองได้
สำหรับพ่อแม่ที่กลัวการมีบทสนทนาเรื่องเซ็กส์กับลูก ๆ ในปีนี้ งานวิจัยแนะนำว่าการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาและเปิดอกคุยจะทำให้การพูดคุยเป็นไปในเชิงบวกมากขึ้น ซึ่งการสนทนาลักษณะนี้จะช่วยให้การพูดคุยในเรื่องอื่น ๆ ที่ซับซ้อนในอนาคตง่ายขึ้นด้วย
นอกจากนี้ การขจัดความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศโดยทั่วไปอาจเป็นก้าวที่ดี สำหรับผู้หญิงบางคน การเสียความบริสุทธิ์นับเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล การถูกพิพากษา และบททดสอบอันเจ็บปวด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความคิดยุคโบราณเกี่ยวกับเยื่อพรหมจารีย์ การเรียนรู้เกี่ยวกับกลไกการทำงานของอวัยวะส่วนนี้ และปรับเปลี่ยนภาษาที่เราใช้อธิบายน่าจะช่วยทำให้ชีวิตเซ็กส์ของหลาย ๆ คนดีขึ้น











