หลักฐานเก่าแก่ที่สุดในโลก ชี้ว่าคนรู้จักจุมพิตตั้งแต่ 4,500 ปีก่อน

UNIVERSITY OF COPENHAGEN / PA

ที่มาของภาพ, UNIVERSITY OF COPENHAGEN / PA

คำบรรยายภาพ, จารึกบนแผ่นดินเหนียวของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย แสดงภาพชายหญิงจูบกันอย่างดูดดื่ม

การจูบเพื่อแสดงความเสน่หาทางเพศระหว่างคู่รัก มีมานานยิ่งกว่าที่ประวัติศาสตร์เคยบันทึกไว้อย่างน้อยหนึ่งพันปี โดยมีการค้นพบหลักฐานใหม่หลายชิ้นจากแผ่นจารึกดินเหนียวของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งชี้ว่ามนุษย์รู้จักการจุมพิตมาตั้งแต่ 4,500 ปีก่อนแล้ว

ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การแพทย์ นำโดย ดร. โทรลส์ แพงก์ อาบึลล์ (Troels Pank Arbøll) จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก ตีพิมพ์รายงานการค้นพบข้างต้นลงในวารสาร Science ฉบับล่าสุด เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา

รายงานวิจัยระบุว่าพบแผ่นจารึกดินเหนียวเก่าแก่หลายชิ้น ซึ่งคาดว่าทำขึ้นเมื่อราว 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ในดินแดนตะวันออกกลางระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรตีส หรือประเทศอิรักและซีเรียในปัจจุบัน โดยจารึกดังกล่าวแสดงทั้งภาพและข้อความอักษรลิ่มคูนิฟอร์ม (Cuneiform) ที่บ่งชี้ว่า การจุมพิตเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่คู่รักหรือสามีภรรยามักนิยมทำกัน

ดร. อาบึลล์ กล่าวอธิบายว่า แม้การจูบตามส่วนต่าง ๆ ของศีรษะและใบหน้า ซึ่งเป็นการแสดงความรักภายในครอบครัวและเหล่ามิตรสหาย จะเป็นพฤติกรรมสากลตามสัญชาติญาณของคนเราที่มีมานานพร้อมกับการเกิดขึ้นของมนุษยชาติ แต่การจุมพิตแบบประกบปากที่คนรักทำกันนั้น ไม่ใช่พฤติกรรมสากลที่พบได้ในทุกวัฒนธรรมเมื่อหลายพันปีก่อน

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เชื่อหรือไม่ว่าการจูบเพื่อแสดงความเสน่หาทางเพศระหว่างคู่รัก ไม่ใช่สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์

ก่อนหน้านี้ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของโลกซึ่งยืนยันถึงการจูบด้วยความเสน่หาทางเพศ ได้แก่จารึกอายุ 3,500 ปีที่พบในประเทศอินเดีย

แต่อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยของดร. อาบึลล์ ระบุว่า หลักฐานชิ้นใหม่คือข้อบ่งชี้ว่าการจูบคนรักที่ปากนั้น สามารถพบได้ในหลายอารยธรรมของโลกยุคโบราณ โดยไม่ได้มีแหล่งกำเนิดมาจากสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ

ทีมวิจัยของดร. อาบึลล์ ยังสันนิษฐานว่า การจูบในยุคโบราณเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายโรคติดต่อ ตัวอย่างเช่นเชื้อไวรัสโรคเริม (HSV-1) ซึ่งทำให้เกิดแผลพุพองรอบริมฝีปากและโรคคอตีบ (Diphtheria) ได้ โดยตำราแพทย์ยุคโบราณของอารยธรรมเมโสโปเตเมียเรียกชื่อโรคเริมว่า “บูชานู” (Bushanu)

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังคงเชื่อว่าการจูบโดยทั่วไปนั้นเป็นพฤติกรรมที่มีมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ และเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการมนุษย์ โดยเราสามารถพบพฤติกรรมแบบเดียวกันได้ในสัตว์ที่เป็นญาติใกล้ชิด อย่างเช่นลิงโบโนโบซึ่งมีการจูบแสดงความเสน่หาทางเพศ รวมทั้งลิงชิมแปนซีซึ่งใช้การจูบเพื่อผูกสัมพันธ์ทางสังคมให้แน่นแฟ้นขึ้น