ย้อนชม 'รถไฟแห่งความหวัง' ที่พลิกชีวิตเด็กชาวอิตาลีร่วม 70,000 คน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จากความหิวโหยสู่ความหวัง

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ทีมข่าว BBC Witness History
ระหว่างปี 1945 ถึง 1952 'รถไฟแห่งความสุข' ได้นำเด็ก 70,000 คนจากภาคใต้ไปยังภาคเหนือของอิตาลี เพื่อไปอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ร่ำรวยกว่า โครงการริเริ่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก ๆ ในภาคใต้ของอิตาลี บิอังกา ดานิเอลโล เป็นหนึ่งในผู้โดยสารของรถไฟขบวนนั้นที่ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี เกี่ยวกับประสบการณ์ที่รถไฟแห่งความสุขเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล
"ฉันคิดว่ารถไฟไม่มีอยู่จริง เพราะฉันไม่เคยเห็นรถไฟขบวนนั้นมาก่อนเลย" บิอังกาย้อนเล่าไปยังประสบการณ์ในขณะที่เธออายุเพียง 10 ขวบ เมื่อตอนที่ได้ขึ้นรถไฟแห่งความสุขเป็นครั้งแรก
มันเป็นวันที่สิ้นหวังสำหรับเด็กๆ และบรรดาแม่ของพวกเขา"
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1947 ที่เมืองซาเลอร์โน ทางตอนใต้ของอิตาลี เด็ก ๆ หลายร้อยคนมารวมตัวกันที่สถานี เตรียมขึ้นรถไฟแห่งความสุข จุดหมายปลายทางนั้นถูกปิดเป็นความลับทั้งสำหรับพ่อแม่และเด็ก ๆ
ขณะที่รถไฟจอดรอ พวกเขาโบกมือลาพ่อแม่ โดยไม่แน่ใจว่าจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่
แม้ว่าระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ของอิตาลีภายใต้เบนิโต มุสโซลินีได้สิ้นสุดลงในปี 1943 แต่ประเทศก็ยังคงฟื้นตัวจากความเสียหายที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่สอง ความยากจนแพร่กระจายตัวไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้
โครงการริเริ่มรถไฟแห่งความสุข (The Happiness Train) เกิดขึ้นเพื่อพยายามปรับปรุงชีวิตของเด็ก ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในความยากจนแสนสาหัส
ระหว่างปี 1945 ถึง 1952 มีเด็กราว 70,000 คนที่อยู่อย่างยากจนได้เดินทางจากทางใต้ไปยังทางเหนือของอิตาลีโดยรถไฟ พวกเขาถูกส่งไปใช้เวลากับครอบครัวที่มีฐานะทางการเงินดีกว่า ซึ่งสามารถมอบชีวิตที่ดีกว่าให้พวกเขาได้ แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม
โครงการนี้เป็นที่รู้จักในอิตาลีในชื่อ 'Treni della Felicità' หรือ 'รถไฟแห่งความสุข' จัดโดยสหภาพสตรีอิตาลีและพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามด้านมนุษยธรรมเพื่อปรับสภาพความเป็นอยู่ของเด็กเหล่านี้ให้ดีขึ้น
บิอังกาก็ยังไม่รู้ในตอนนั้น แต่การเดินทางบนรถไฟแห่งความสุขนั้นจะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล
"เราไม่มีแม้แต่น้ำให้ดื่ม"

ที่มาของภาพ, Getty Images
บิอังกาเติบโตในเมืองซาเลอร์โน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเนเปิลส์ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 55 กิโลเมตร และเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงครามโลกครั้งที่สอง
ปัจจุบัน บิอังกามีอายุ 88 ปี เธอเล่าว่าเมื่อนึกย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น เธอจำได้แต่ "ความสกปรกและความทุกข์ยาก"
"เราไม่มีแม้แต่น้ำให้ดื่ม" เธอนึกย้อนไปถึงอดีตและเล่าต่อว่า "ไม่ต้องพูดถึงการอาบน้ำเลย"
"ในทุกครอบครัวก็ไม่มีอะไรจะกิน ฉันเกือบตาย และปอดของฉันไม่ค่อยดี ส่วนเด็ก ๆ ก็เป็นวัณโรค"
พ่อของบิอังกาเสียชีวิตเมื่ออายุ 40 ปี ทำให้แม่ของเธอเป็นแม่ม่ายต้องเลี้ยงดูลูกแปดคน
"ไม่มีใครทำงานหาเงินที่บ้าน...เราดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
"และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ผู้คนมักรอความตาย" "บรรดาแม่ ๆ รู้สึกว่าลูก ๆ ที่ตายไปแล้วจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป"
บิอังกาเล่าว่าก่อนสงครามจะสิ้นสุดลง เด็ก ๆ ถึงกับกินหญ้าเมื่อหามันได้
สงครามไม่ใช่สาเหตุเดียวของความยากจน "มีรัฐบาลเผด็จการภายใต้การนำของมุสโซลินี และแต่ละครอบครัวจะได้รับขนมปังหนึ่งชิ้น ขึ้นอยู่กับจำนวนเด็กที่มี" เธออธิบาย
"มีรถเข็นที่รับคูปอง แล้วพวกเขาก็จะให้ขนมปังคุณหนึ่งชิ้นตามคูปองที่คุณมี"
"เมื่อมีน้ำ เด็ก ๆ มักจะแช่ขนมปัง เพราะขนมปังที่แช่น้ำจะพองตัวขนาดใหญ่ขึ้น"
สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ดีนี้ยังคงอยู่แม้หลังจากระบอบการปกครอง[ของมุสโซลินี]ล่มสลายในปี 1943
แต่ต่อมามาริโอ เดล ซานโต แพทย์ประจำเมือง ก็ได้นำข่าวดีมาบอกบิอังกา นั่นคือ เด็ก ๆ มีโอกาสที่จะเดินทางไปที่ ๆ หนึ่ง ซึ่งจะทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ได้ แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม พวกเขาเพียงแค่ต้องขึ้นรถไฟที่มุ่งหน้าไปทางเหนือไปกับ 'รถไฟแห่งความสุข'
โครงการริเริ่ม "รถไฟแห่งความสุข"

ที่มาของภาพ, Getty Images
เทเรซา โนเช ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ของอิตาลี เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มแคมเปญแสดงความสามัคคีนี้
"มีคำขอเข้าร่วมโครงการมาจากทุกสารทิศ" โนเชกล่าวสัมภาษณ์กับนิตยสารอิตาลี อิล มูลิโน
"มีเด็กจำนวนมากที่อดอยาก อากาศเริ่มหนาวและชื้น และไม่มีถ่านหิน มีกรณีที่น่าเศร้าใจเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน...มีเด็กจำนวนมากที่นอนในกล่องขี้เลื่อยเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น โดยไม่มีผ้าปูที่นอนหรือผ้าห่ม"
นั่นคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดรถไฟแห่งความสุขในเมืองมิลาน
ภายใต้การนำของโนเชและสหภาพสตรีอิตาลี แนวคิดนี้ได้กลายเป็นความจริง ด้วยการสนับสนุนจากผู้คนทั่วประเทศที่เต็มใจรับเด็กหลายพันคนมาพักอาศัย
เมืองเรจโจเอมิเลีย เป็นเมืองแรกที่เสนอรับเด็ก 2,000 คน ตามมาด้วยปาร์มา ปิอาเชนซา โมเดนา โบโลญญา และราเวนนา
รถไฟขบวนแรกนำเด็ก 1,800 คน และออกเดินทางเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 1945 จากเมืองมิลานไปยังเมืองเรจจิโอเอมิเลีย
หลังจากนั้นไม่กี่ปี ความพยายามร่วมกันขององค์กรพลเรือนและองค์กรทางการเมืองต่าง ๆ ก็ได้ขยายโครงการนี้ไปทั่วอิตาลี โดยเน้นเป็นพิเศษบริเวณทางตอนใต้ ซึ่งเป็นที่ที่บิอังกาอาศัยอยู่
การจากลา

ที่มาของภาพ, Getty Images
เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ อีกมากมาย แม่ของบิอังกาเห็นรถไฟแห่งความสุขเป็นโอกาสที่จะมอบชีวิตที่ดีกว่าให้กับลูก ๆ ของเธอ และวันหนึ่งในปี 1947 แม่ของบิอังกาเตรียมตัวเธอและน้องสาวของเธอ อนา มาเรีย สำหรับการเดินทาง
"แม่ของฉันเย็บชุดตัวเล็ก ๆ ให้ฉัน" บิอังกาเล่า
ครอบครัวเธอไม่มีเงินพอที่จะซื้อรองเท้าให้ ดังนั้นบิอังกาจึงสวม "รองเท้าแตะที่ทำจากกระดาษแข็ง"
เธอจำได้ว่าสถานีรถไฟเต็มไปด้วยการร่ำลาอันแสนเศร้าระหว่างเด็ก ๆ กับแม่ของพวกเขา
"แม้แต่พนักงานรถไฟก็ยังร้องไห้ตาม เพราะเด็ก ๆ ไม่อยากแยกจากแม่ ๆ ของพวกเขา" บิอังกากล่าว
"แต่แม่ ๆ ก็ต้องปล่อยให้พวกเขาไป โดยหวังว่าพวกเขาจะมีอนาคตที่ดีกว่า"
บิอังกาจดจำการเดินทางด้วยรถไฟได้อย่างชัดเจน
"เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นภาพต้นไม้ บ้าน และหมู่บ้านต่าง ๆ หวนกลับมา แล้วฉันก็มีความรู้สึกอย่างท่วมท้นออกมา"
"ฉันคิดว่ารถไฟไม่มีอยู่จริง ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน" เธอหัวเราะ
แม้ตอนนี้เธออายุแปดสิบกว่าปีแล้ว แต่เธอยังจำได้ว่าใบหน้าของเธอกับน้องสาวดำคล้ำจากเขม่าควันที่เข้ามาทางหน้าต่างได้เป็นอย่างดี เพราะพวกเธอเอาแต่จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่ตลอดเวลา
แต่แล้วก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อบิอังกาตื่นขึ้นมา เพราะเธอก็สังเกตเห็นว่าอานา มาเรียไม่อยู่ข้าง ๆ เธอเสียแล้ว
"เด็กสามสิบคนลงจากรถไฟที่เมืองเบลลูโน และฉันไม่รู้เลยว่าน้องสาวของฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น"
"ฉันร้องไห้เสียใจมากเพราะคิดถึงอานา มาเรีย เพราะแม่ฝากฝังให้ฉันดูแลเธอ แต่ฉันก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง"
พวกเธอพลัดพรากจากกัน และบิอังกาก็ไม่เคยได้ยินข่าวคราวจากน้องสาวอีกเลย
"ฉันกินแบบที่ไม่เคยเป็นแบบมาก่อน"

ที่มาของภาพ, Getty Images
การเดินทางในช่วงกลางคืนนั้นยากลำบาก และนี่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอแค่คนเดียว แต่ยังเป็นปัญหาสำหรับเด็กทุกคนบนรถไฟด้วย
"เด็กทุกคนต้องนอนบนรถไฟทั้งคืนโดยไม่มีพ่อแม่ ขณะเดียวกันก็กลัวว่าพวกคอมมิวนิสต์จะกินมือพวกเขา" บิอังกาเล่า "เพราะบาทหลวงในเมืองของฉันเคยเล่าว่า 'ห้ามไปเมืองเมสเตรเด็ดขาด เพราะพวกคอมมิวนิสต์จะกินมือเด็ก'"
หลังจากเดินทางด้วยรถไฟมากว่า 700 กิโลเมตร บิอังกาและเด็กอีกหลายสิบคนก็มาถึงเมืองเมสเตร ประเทศอิตาลี ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองเวนิส ตอนนั้นมีฝนตก และฝนก็ทำให้รองเท้าแตะกระดาษแข็งของเธอขาดวิ่นหมด
เมื่อพวกเขามาถึง ครอบครัวที่ตกลงรับเด็ก ๆ ไปอยู่ด้วยก็มารับพวกเขา
ครอบครัวเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นครอบครัวร่ำรวย ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาโครงการนี้กล่าวว่าครอบครัวอุปถัมภ์ส่วนใหญ่มาจากชนชั้นแรงงาน แต่สภาพการณ์ของพวกเขาย่อมดีกว่าชาวนาทางตอนใต้ของอิตาลีอย่างแน่นอน
"ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อโรซาเดินเข้ามาหาฉันแล้วพูดว่า 'ช่างเป็นเด็กผู้หญิงที่สวยจัง ชื่ออะไรคะ'"
"เธอพยายามทำตัวอ่อนโยนและใจดีเพื่อไม่ให้ฉันกลัว และถามว่า 'อยากไปกับฉันไหม ? เรามีสัตว์เลี้ยงตัวเล็ก ๆ อย่าง เป็ด แมว หมานะ…' แล้วเธอก็จับมือฉัน" บิอังกาเล่า
จากนั้นเด็กหญิงคนนั้นก็เริ่มเดินทางไปกับโรซาและลุยจิ ซึ่งเธอเริ่มเรียกพวกเขาว่า "ป้า" และ "ลุง"
และเมื่อเธอไปถึงบ้านใหม่ เธอก็เห็นว่าเรื่องที่ผู้หญิงคนนั้นบอกเธอเป็นความจริง "มีหมาตัวหนึ่ง แมวตัวหนึ่ง และลูกกระต่ายแรกเกิดหลายตัว" เธอกล่าว "สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยฉันได้ เพราะมันทำให้ฉันไม่คิดถึงเรื่องอื่น ๆ"
ชีวิตใหม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
บิอังกาใช้เวลาสี่เดือนอาศัยอยู่กับโรซาและลุยจิ และเวลาก็ผ่านไปเร็วมาก และในที่สุดก็ถึงเวลาต้องกลับบ้าน
"ฉันร้องไห้ไม่หยุด ร้องไห้โวยวาย ฉันไม่อยากกลับไปหาแม่" เธอกล่าว "ฉันต้องกลับเพราะกฎคือหลังจากสี่เดือน เราต้องกลับไปอยู่กับครอบครัว"
"แต่ฉันไม่อยากไป และไม่ใช่แค่ฉัน เด็กคนอื่น ๆ ก็ร้องไห้เพราะไม่อยากกลับไปซาเลอร์โน"
เช่นเดียวกับบิอังกา โรซาและลุยจิก็ผูกพันกับเธอและไม่อยากปล่อยเธอไป แต่สุดท้ายบิอังกาก็กลับไปหาแม่ของเธอ
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ลุยจิก็ตัดสินใจทำทุกวิถีทางเพื่อโน้มน้าวให้แม่ของบิอังกา อนุญาตให้พวกเขารับเลี้ยงบิอังกา พวกเขาไปที่บ้านของบิอังกา และก็ได้พบกับเธออีกครั้ง
"เมื่อฉันเห็นลุยจิ ฉันคว้ามือเขาไว้และไม่ยอมปล่อย" เธอเล่า
ในที่สุดลุยจิ ก็สามารถเกลี้ยกล่อมแม่ของบิอังกาได้สำเร็จ และบิอังกาก็ได้กลับไปเมืองเมสเตรกับเขา
"ฉันไม่ยอมปล่อยมือเขาจนกว่าเราจะกลับถึงเมสเตร" บิอังกากล่าว
บิอังกาใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงจากชีวิตที่เธอเคยมีในซาเลอร์โน เธออยู่กับพ่อแม่บุญธรรมจนกระทั่งอายุ 21 ปี แล้วก็ได้แต่งงาน
ความทรงจำต่อรถไฟแห่งความสุข
หนังสือและงานวิจัยหลายเล่มได้หยิบยกเรื่องราวของรถไฟแห่งความสุขขึ้นมาเล่าใหม่
นวนิยายเรื่อง The Children's Train (อาจแปลเป็นไทยได้ว่ารถไฟของเด็ก ๆ) เขียนโดยวิโอลา อาร์โดเน นักเขียนชาวอิตาลี เล่าเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่ได้รับการต้อนรับจากอีกครอบครัวหนึ่งเช่นเดียวกันกับบิอังกา
ในปี 2024 เน็ตฟลิกซ์ได้สร้างภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากหนังสือของอาร์โดเน ซึ่งมีชื่อเดียวกันนี้ว่า "The Children's Train"











