ดินแดนใดบ้างที่สหรัฐฯ เคยซื้อในประวัติศาสตร์จนมีหน้าตาประเทศเหมือนในปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, กิลเลอร์โม ดี. โอลโม
- Role, บีบีซีมุนโด (แผนกภาษาสเปน)
- เวลาอ่าน: 11 นาที
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเพ่งความสนใจไปที่การเข้าควบคุมเกาะกรีนแลนด์ ดินแดนกึ่งปกครองตนเองภายใต้อธิปไตยของเดนมาร์กในภูมิภาคอาร์ติก นักประวัติศาสตร์ได้ออกมาสะท้อนเหตุการณ์ในอดีตของสหรัฐฯ ที่ต้องการขยายอาณาเขตโดยการใช้เงินเข้าซื้อ
ในอดีต "เช่นเดียวกันกับกรณีกรีนแลนด์ สหรัฐฯ เคยอ้างว่าต้องการยึดครองดินแดนหลายแห่งก่อนที่ดินแดนเหล่านั้นจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศอื่น ๆ" เจย์ เซ็กซ์ตัน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิสซูรี กล่าว
ทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ ต้องการครอบครองกรีนแลนด์ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง และแม้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยบอกว่า เขาได้เตรียมการที่จะดำเนินการเรื่องดังกล่าวด้วย "ไม้แข็ง" ก็ตาม แต่ตอนนี้เขากลับพูดว่า เขาต้องการ "เจรจาต่อรองอย่างเร่งด่วน" และ "จะไม่ใช้กำลัง"
บทความนี้ บีบีซีประมวลเหตุการณ์การซื้อดินแดนที่มีนัยสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลที่ว่าสหรัฐฯ ต้องการขยายอาณาเขต

ซื้อดินแดนลุยเซียนา (ปี 1803)
การตัดสินใจของประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน ของสหรัฐฯ ในการซื้อดินแดนลุยเซียนาจากฝรั่งเศสในปี 1803 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับสหรัฐฯ โดยในการซื้อดินแดนลุยเซียนาซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 2 ล้านตารางกิโลเมตร นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับประเทศใหม่และการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นมหาอำนาจระดับทวีปที่กำลังขยายตัว
ลุยเซียนาถือเป็นดินแดนอาณานิคมที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสในทวีปอเมริกาเหนือ แต่การก่อจลาจลของทาสซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนเกาะแซงต์โดมิงก์ (ปัจจุบันคือเฮติ) ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ประกอบกับภัยคุกคามจากสงครามกับอังกฤษ ทำให้นโปเลียน โบนาปาร์ต ผู้นำฝรั่งเศสในขณะนั้น ตัดสินใจขายดินแดนนี้ให้กับสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในเวลานั้น ลุยเซียนามีอาณาเขตใหญ่กว่ารัฐลุยเซียนาในปัจจุบันมาก โดยประกอบด้วยพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือมลรัฐ 15 รัฐในยุคสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำมิสซิสซิปปีและเทือกเขาร็อกกี้
การครอบครองดินแดนนี้เป็นกุญแจสำคัญต่อความทะเยอทะยานของเจฟเฟอร์สันในการขยายอาณาเขตไปทางตะวันตก ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นอนาคตของสหรัฐฯ
รัฐบาลอเมริกันและฝรั่งเศสบรรลุข้อตกลงในเดือน พ.ย. 1803 โดยสหรัฐฯ จ่ายเงิน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อลุยเซียนา ซึ่งเทียบเท่ากับเงินมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือ 1.24 หมื่นล้านบาท) ในปัจจุบัน
การได้มาซึ่งดินแดนขนาดกว้างใหญ่ไพศาลนี้ยังทำให้ขนาดของประเทศที่เพิ่งก่อตั้งใหม่เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเลยทีเดียว
เม็กซิโกยกดินแดนให้สหรัฐฯ (ปี 1848)
ในช่วงทศวรรษที่ 1840 ประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่า "ชะตากรรมอันยิ่งใหญ่" ของอเมริกาคือ การขยายอำนาจไปทางตะวันตกสู่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วจะทำเช่นนั้นก็ต่อโดยเมื่อเม็กซิโกต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

ที่มาของภาพ, Getty Images
หนึ่งในผู้สนับสนุนที่กระตือรือร้นที่สุดในการขยายพรมแดนของอเมริกาคือประธานาธิบดีเจมส์ เค. โพลค์ หลังจากเข้ารับตำแหน่งในปี 1845 เขาได้รับมรดกทางการเมืองเป็นข้อพิพาทที่ดำเนินอยู่เกี่ยวกับการควบคุมเท็กซัส ซึ่งได้รับเอกราชจากเม็กซิโกในปี 1836
สหรัฐฯ ผนวกเท็กซัสในปี 1845 และกลายเป็นรัฐหนึ่งของประเทศ ในปีต่อมาหลังจากการปะทะกันระหว่างกองทัพอเมริกันและเม็กซิกัน สภาคองเกรสได้อนุมัติการประกาศสงครามกับเม็กซิโก แต่สาเหตุของความขัดแย้งลึกซึ้งกว่านั้น
เจย์ เซ็กซ์ตัน นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า "สหรัฐอเมริกาแสดงความสนใจในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในขณะนั้นเป็นของเม็กซิโกและเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความคึกคักทางเศรษฐกิจมากที่สุดในอเมริกา มีท่าเรือน้ำลึกที่เป็นที่ต้องการสำหรับการค้ากับภูมิภาคเอเชีย"
แต่เซ็กซ์ตันอธิบายว่า ไม่มีรัฐบาลเม็กซิโกชุดใดยอมขายแคลิฟอร์เนียและคาดหวังว่าจะยังคงอยู่ในอำนาจได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังจากที่อเมริกาได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนั้น ทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญากัวดาลูเป ฮิดัลโก ( Treaty of Guadalupe Hidalgo) ในปี 1848
รัฐบาลสหรัฐฯ จ่ายเงิน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับเม็กซิโกซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.91 หมื่นล้านบาท) ในปัจจุบันสำหรับดินแดนที่ถูกยกให้ ซึ่งประกอบด้วยรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาดา และยูทาห์ในปัจจุบัน รวมถึงบางส่วนของรัฐแอริโซนา โคโลราโด นิวเม็กซิโก และไวโอมิง
แต่ดังที่เซ็กซ์ตันชี้ให้เห็น ฝ่ายเม็กซิโกจะไม่ยอมขายหากพวกเขาไม่แพ้สงคราม "นี่เป็นการขายที่ถูกบังคับด้วยอาวุธ" เขากล่าว
โดยรวมแล้ว เม็กซิโกได้มอบดินแดนมากกว่าครึ่งหนึ่งของดินแดนก่อนเกิดสงคราม ในขณะที่สหรัฐฯ ได้ดินแดนเพิ่มขึ้นเกือบ 1,360,000 ตารางกิโลเมตร
การขายลาเมซิลลา (ปี 1853)
แม้ว่าสงครามเม็กซิโก-อเมริกาจะสิ้นสุดลงในปี 1848 แต่ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังคงดำเนินต่อไป ในข้อตกลงที่บรรลุในปี 1854 รัฐบาลทั้งสองตกลงที่จะขายดินแดนเม็กซิโกส่วนเล็ก ๆ ทางตอนใต้ ซึ่งต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐแอริโซนาและนิวเม็กซิโก
ข้อตกลงนี้เป็นที่รู้จักในเม็กซิโกในชื่อ "การขายลาเมซิลลา" (Venta de la Mesilla ในภาษาสเปน) และในสหรัฐอเมริกาในชื่อ "การซื้อดินแดนแกดส์เดน (Gadsden Purchase) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความสนใจของอเมริกาในการสร้างทางรถไฟข้ามทวีป และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลเม็กซิโกต้องเผชิญ
ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐฯ ลงเอยด้วยการจ่ายเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 421 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.31 หมื่นล้านบาท) ในปัจจุบัน สำหรับที่ดินเกือบ 76,900 ตารางกิโลเมตร ซึ่งต่อมากลายเป็นพรมแดนทางใต้ของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน
ซื้ออะแลสกาจากรัสเซีย (ปี 1867)
หลายคนไม่เข้าใจถึงความมุ่งมั่นของวิลเลียม ซิวาร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในการซื้อดินแดนอาร์กติกอันห่างไกลอย่างอะแลสกาจากจักรวรรดิรัสเซียในปี 1867
ซิวาร์ดเชื่อว่าดินแดนแห่งนี้มีคุณค่าในเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะจะช่วยยับยั้งไม่ให้อังกฤษเข้ามาแทรกแซงในอเมริกาเหนือ และจะทำให้สหรัฐฯ สามารถเข้าถึงแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์ในมหาสมุทรแปซิฟิก
ขณะที่รัสเซียเชื่อว่าตนกำลังกำจัดดินแดนที่มีมูลค่าเพียงน้อยนิด แต่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสูง และถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่อการโจมตีจากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในขณะนั้น

ที่มาของภาพ, Al Drago / Getty
เมื่อซิวาร์ดได้ทำข้อตกลงเพื่อซื้อที่ดินขนาด 1,554,000 ตารางกิโลเมตรจากรัสเซียในราคา 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 158 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราวเกือบ 5,000 ล้านบาท) ในปัจจุบัน ข้อตกลงนี้กลับไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากสาธารณชนชาวอเมริกันเท่าใดนัก
ข้อตกลงนี้ถูกฝ่ายตรงข้ามเรียกว่า "ความโง่เขลาของซิวาร์ด" และก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมาก โดยบางคนเชื่อว่าสหรัฐฯ ซื้อที่ดินที่ไร้ประโยชน์
แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่รัฐสภาก็ให้สัตยาบันข้อตกลงการซื้อขายไป และอะแลสกาจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาไปแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐจนกระทั่งปี 1959 ก็ตาม
ในที่สุด การลงทุนของซิวาร์ดในอะแลสกาก็ถือว่าคุ้มค่าในการลงทุนด้วยการค้นพบทองคำและแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ และรัฐนี้ก็มีความสำคัญทางทหารเพิ่มขึ้นในช่วงสงครามเย็น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ซื้อหมู่เกาะเวอร์จินจากเดนมาร์ก (ปี 1917)
การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการซื้อดินแดนมาครอบครองครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นกับดินแดนภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก โดยดินแดนดังกล่าวคือ "หมู่เกาะเวสต์อินดีสของเดนมาร์ก" (Danish West Indies) เนื่องจากหมู่เกาะเหล่านี้ ซึ่งในสมัยนั้นรู้จักกันในชื่อกลุ่มเกาะในทะเลแคริบเบียน ต่างเป็นที่หมายปองมาของที่นักยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19
ขณะที่วิลเลียม ซิวาร์ด มองว่าดินแดนนี้เป็นส่วนสำคัญในแผนการขยายอำนาจอย่างสันติของเขา

ที่มาของภาพ, Sean Gallup/Getty
ท่าเรือบนเกาะเซนต์โทมัส หนึ่งในสามเกาะหลักที่ประกอบกันเป็นหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าเรือของที่นี่ถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นที่เหมาะสมในการควบคุมทะเลแคริบเบียน
ในเวลาเดียวกันนั้น เดนมาร์กเริ่มหมดความสนใจในหมู่เกาะเหล่านี้ ก่อนหน้านี้เดนมาร์กได้พัฒนาไร่อ้อยขนาดใหญ่บนที่ดินเหล่านี้ ซึ่งใช้แรงงานทาสชาวแอฟริกันที่ถูกนำข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยพ่อค้าชาวยุโรป แต่เมื่อราคาน้ำตาลในตลาดโลกเริ่มตกต่ำ ความกระตือรือร้นของชาวเดนมาร์กในการรักษาไร่เหล่านั้นก็ลดลงเช่นกัน
ต่อมาในปี 1867 ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการขายเกาะสองเกาะในราคา 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 164 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.1 พันล้านบาท) ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้สัตยาบัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม การปะทุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและภัยคุกคามจากเรือดำน้ำของเยอรมนีต่อเรือของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ กลับมาสนใจเรื่องนี้อีกครั้ง เนื่องจากเกรงว่าเยอรมนีจะบุกเดนมาร์กและเข้าควบคุมเกาะต่าง ๆ รวมถึงท่าเรือบนเกาะเซนต์โทมัสซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่ารัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ได้ออกคำเตือนไปยังเดนมาร์กว่าหากเดนมาร์กปฏิเสธที่จะขายดินแดนดังกล่าว สหรัฐฯ อาจเข้ายึดครองเกาะเพื่อป้องกันการยึดครองที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับแอสตริด แอนเดอร์เซน นักวิจัยอาวุโสของสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศแห่งเดนมาร์ก (Danish Institute for International Studies) เธอเห็นว่า นี่เป็นเรื่องยากที่จะมองข้ามความคล้ายคลึงกันระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ และสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน
"มีเสียงสะท้อนของสิ่งที่เราได้ยินในตอนนี้เกี่ยวกับกรีนแลนด์ เพราะสิ่งที่สหรัฐฯ พูดก็คือ 'ไม่ว่าคุณจะขายให้เราหรือไม่ เราก็จะบุกเข้าไป'" แอนเดอร์เซนกล่าว
ต่อมาในปี 1917 ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงที่จะขายหมู่เกาะแคริบเบียนแห่งนี้ให้แก่สหรัฐฯ ในราคา 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.96 หมื่นล้านบาท) ในปัจจุบัน
ส่วนหนึ่งของข้อตกลงนั้นยังรวมถึงการที่สหรัฐฯ ตกลงที่จะไม่คัดค้านเดนมาร์ก "ในการขยายผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจไปทั่วกรีนแลนด์"































