สนทนาหลังมื้อค่ำ-ออกไปอยู่กลางธรรมชาติ รวม 7 วิถีสุขภาพดีจากหลายชาติที่น่าลองในปีนี้

ที่มาของภาพ, Alamy
- Author, ลอรา ฮอลล์
จากน้ำสมุนไพรของอินโดนีเซียไปจนถึงการถูตัวด้วยผ้าขนหนูในญี่ปุ่น ประเพณีและกิจวัตรด้านสุขภาพจากทั่วโลกเหล่านี้อาจช่วยเติมพลังรับปีใหม่ของคุณได้
ปีที่แล้ว สวีเดนตกเป็นข่าวเมื่อมีการกล่าวเชิงขบขันว่าแพทย์ควรจ่ายใบสั่งยาให้ผู้คนเดินทางไปยังสวีเดนซึ่งเป็นประเทศอันเงียบสงบและเปี่ยมด้วยธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี แม้แนวคิดดังกล่าวจะเป็นเพียงการล้อเล่น แต่ความเชื่อว่าการเดินทางและสุขภาพที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย นับแต่สมัยโบราณ ผู้คนเดินทางไปยังบ่อน้ำพุร้อนและสปาเพื่อเยียวยา หรือออกเดินทางตามหาสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมที่เชื่อว่าจะช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ
ในขณะที่แรงผลักดันให้ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพยังคงดำเนินต่อไป เหตุผลที่เรามองหาสิ่งเหล่านี้ก็แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ปัจจุบัน ความโดดเดี่ยวที่มีเพิ่มขึ้นและภาวะหมดไฟที่ยืดเยื้อ ทำให้ประเด็นสุขภาพจิตก้าวขึ้นมาเป็นจุดสนใจระดับโลก เมื่อรวมกับความท้าทายของฤดูหนาว ระยะเวลาในแต่ละวันที่สั้นลงและโรคตามฤดูกาลที่บั่นทอนสุขภาพ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่หลายคนเริ่มมองหาวิธีเติมพลังให้แก่ตัวเอง
ประเพณีที่สืบทอดกันมาเนิ่นนานทั่วโลกสะท้อนวิธีชะลอจังหวะชีวิต ฟื้นคืนการเชื่อมโยงตนเองและใส่ใจดูแลตนเอง ตั้งแต่บทสนทนายามหลังอาหารค่ำอันยืดยาวของชาวสเปน ไปจนถึงการเดินเล่นในยามเย็นของชาวอิตาลี และน้ำสมุนไพรของชาวอินโดนีเซีย กิจวัตรเหล่านี้บ่งบอกให้เห็นว่า ความเป็นอยู่ที่ดีนั้นมักหยั่งรากอยู่ในวิถีประจำวันและชุมชนรอบตัวเราอยู่เสมอ
1. ต่อกรกับหวัดด้วย "กันปู มาซัตสึ" ตามวิถีญี่ปุ่น
ในญี่ปุ่น กันปู มาซัตสึ (kanpu masatsu) เคยเป็นกิจกรรมที่สอนให้เด็กนักเรียนทำเป็นประจำในขั้นตอนออกกำลังกายประจำวัน คำนี้มีความหมายตรงตัวว่า "การถูตัวด้วยผ้าแห้ง" เป็นเทคนิคที่ใช้เวลา 5-10 นาที ในการนวดผิวหนังด้วยผ้าแห้งเป็นวงกลมอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ อาจถูลงบนผิวโดยตรงหรือผ่านเสื้อผ้าบาง ๆ ก็ได้ การถูตัวเช่นนี้ช่วยสร้างความอบอุ่น กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และเชื่อกันว่าช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันอาการหวัดได้
นักวิจัยในสหรัฐฯ ยังระบุว่า วิธีนี้อาจช่วยบรรเทาความเครียดเรื้อรัง ส่งเสริมการผ่อนคลาย และเพิ่มการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง

ที่มาของภาพ, Getty Images
2. เสริมสายใยทางสังคมด้วย "โซเบรเมซา" บทสนทนาหลังมื้อค่ำแบบสเปน
ในสเปนและหลายพื้นที่ในละตินอเมริกา มื้ออาหารไม่ได้สิ้นสุดลงทันทีที่เก็บจานเรียบร้อย โซเบรเมซา (Sobremesa) คือประเพณีของการนั่งพูดคุยต่อที่โต๊ะอาหาร แบ่งปันความคิด และดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มร่วมกันโดยไม่ต้องเร่งรัดเรื่องเวลา
กิจวัตรทางสังคมนี้ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันและการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน การยืดช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกันเช่นนี้ เปิดพื้นที่ให้ครอบครัวได้แลกเปลี่ยนบทสนทนาที่ลึกซึ้งและไตร่ตรองร่วมกัน ทั้งหมดนี้ล้วนช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมตลอดจนเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งต่อสุขภาวะทางอารมณ์
อ่านเพิ่มเติม: สูตรอันเป็นเอกลักษณ์ของมื้ออาหารแบบสเปน
3. รักษาสมดุลด้วย "ดินาจารยะ" กิจวัตรประจำวันแบบอินเดีย
อายุรเวท (Ayurveda) ระบบดูแลสุขภาพแบบองค์รวมโบราณของอินเดีย ให้ความสำคัญอย่างมากกับ "ดินาจารยะ" (dinacharya) หรือกิจวัตรประจำวันซึ่งช่วยคงสมดุลและความกลมกลืน ด้วยแนวคิดที่ว่า ความสม่ำเสมอของกิจวัตรคือกุญแจสู่จิตใจที่สงบและอารมณ์ที่มั่นคง
วิธีปฏิบัติอาจแตกต่างกันไป แต่วันหนึ่งสามารถเริ่มต้นด้วยการตื่นระหว่างเวลา 04.30-06.00 น. ดื่มน้ำอุ่นผสมเลมอน และทำ "oil pulling" หรือการกลั้วน้ำมันมะพร้าวอุ่นประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะในปากเป็นเวลา 10-15 นาที จากนั้นอาจต่อด้วยการออกกำลังกาย รับประทานมื้ออาหารที่สมดุลและดีต่อสุขภาพ และเข้านอนก่อน 22.00 น.
แม้ในตะวันตกจะมักเข้าใจดินาจารยะผิดว่าเป็นข้อกำหนดด้านสุขภาพที่เข้มงวด แต่แท้จริงแล้วเป็นกรอบที่ยืดหยุ่น ซึ่งให้คุณค่ากับความสม่ำเสมอมากกว่าความเข้มข้นของการปฏิบัติ
อ่านเพิ่มเติม: ประเพณีโบราณของอินเดียที่เชื่อมโยงจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ และสถานที่ที่คุณสามารถไปสัมผัสได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
4. สุขภาพดีด้วยกิมจิ
ในเกาหลี กิจกรรมกิมจัง (gimjang) หรือการทำกิมจิร่วมกันเป็นหมู่คณะ เป็นประเพณีที่ยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม กิจกรรมนี้มีรากฐานมาจากการถนอมอาหารตามฤดูกาล ทุกช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ครอบครัวต่าง ๆ จะมารวมตัวกันเพื่อหั่น ซอย และดองผักในปริมาณมากให้เพียงพอสำหรับฤดูหนาว
โดยทั่วไป กิมจิคือผักดองและหมัก เช่น หัวไชเท้าและกะหล่ำปลี อาหารจานนี้ถูกเสิร์ฟเป็นเครื่องเคียงแทบทุกมื้อ เพิ่มรสฉ่ำ เปรี้ยว เผ็ด และความกรุบสดให้จานอาหาร การกินกิมจิไม่เพียงเป็นการสืบสานวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ก็ยังสร้างผลดีต่อสุขภาพด้วยเช่นกันเพราะอาหารหมักมักเชื่อมโยงกับสุขภาพของระบบลำไส้อย่างกว้างขวาง
5. เปิดรับธรรมชาติด้วยปรัชญา "ฟรีลุฟต์สลีฟ" แบบชาวนอร์ดิก
ในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ฤดูหนาวนำมาซึ่งช่วงเวลาที่ยาวนานของแสงสว่างที่น้อยมาก เพื่อตอบรับกับสภาพดังกล่าวจึงเกิดขนบธรรมเนียมที่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลากลางแจ้งและการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ โดยมีแก่นสำคัญอยู่ที่ปรัชญาฟรีลุฟต์สลีฟ (friluftsliv) ที่แปลได้ว่า "ชีวิตกลางอากาศบริสุทธิ์"
แทนที่จะเน้นความอึดหรือความฟิต แนวคิดฟรีลุฟต์สลีฟส่งเสริมให้ใช้เวลาอยู่กลางแจ้งในทุกฤดูกาล แม้กระทั่งท่ามกลางหิมะ ฝน หรือฝนแข็ง เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์จากภูเขาให้ได้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ กิจกรรมที่ผู้คนยึดถือปฏิบัตินั้นยกตัวอย่างเช่น การเล่นสกี การเดินป่า และการว่ายน้ำในน้ำเย็น ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับการออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
งานวิจัยยังบ่งชี้อย่างต่อเนื่องว่าการอยู่ใกล้ธรรมชาติช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นและลดความเครียด และเป็นประโยชน์สำคัญอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาวของภูมิภาคนี้มืดมิดยิ่งกว่าที่อื่น

ที่มาของภาพ, Alamy
6. เสริมสุขภาพประจำวันด้วย "จามู" สมุนไพรอินโดนีเซีย
ชาวอินโดนีเซียดื่มน้ำสมุนไพรที่มีรสชาติสดชื่นชื่อว่า "จามู" (jamu) มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 เชื่อกันว่าเครื่องดื่มนี้มีต้นกำเนิดจากเกาะชวาและมีสูตรหลากหลายหลายร้อยแบบ เครื่องดื่มนี้มีสถานะอยู่กึ่งกลางระหว่างอาหาร ประเพณี และภูมิปัญญาพื้นบ้าน ส่วนผสมประกอบด้วยขมิ้น ขิง และมะขาม ซึ่งถูกโขลกให้เป็นเนื้อข้นหนืดแล้วผสมกับน้ำ
เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะเนื่องจากเชื่อว่าช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ขิงช่วยเสริมการย่อยอาหาร ขณะที่มะขามมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จามูถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย และยูเนสโกได้บรรจุไว้ในบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี 2023 เช่นเดียวกับยาดี ๆ หลายชนิด อย่างไรก็ดี เครื่องดื่มนี้ไม่ได้ดื่มง่ายเสมอไป โดยบางคนอาจรู้สึกว่ารสสมุนไพรค่อนข้างขมเล็กน้อย
อ่านเพิ่มเติม: เครื่องดื่มโบราณที่ขับเคลื่อนอินโดนีเซีย
7. ชะลอจังหวะชีวิตด้วย "พัสเซจจาตา" เดินเล่นรอบค่ำหลังมื้อเย็นแบบอิตาลี
การเดินถือเป็นรูปแบบการดูแลสุขภาพที่เรียบง่ายแต่ได้ผลยิ่งในฐานะกิจกรรมออกกำลังกายที่ไม่กระทบข้อเข่า ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และแทบทุกคนเข้าถึงได้ ในอิตาลี สิ่งนี้ถูกยกระดับขึ้นผ่านวัฒนธรรม "พัสเซจจาตา" (passeggiata) หรือการเดินเล่นรอบเมืองในช่วงหัวค่ำ ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังอาหารเย็น
แม้จะฟังดูเรียบง่าย พัสเซจจาตาก็เรียบง่ายตามนี้จริง ๆ แต่กลับประโยชน์มีหลายด้าน ตั้งแต่การเป็นกิจวัตรการออกกำลังกายที่ทำได้ทุกวัน ไปจนถึงการเสริมสร้างสายใยชุมชน ช่วยย่อยอาหาร และช่วยลดความเครียด พัสเซจจาตาจึงเป็นกิจวัตรที่มีคุณค่าอย่างมาก และยังสามารถนำไปปรับใช้ได้ไม่ยากในพื้นที่อื่น ๆ โดยจุดเน้นไม่ใช่เรื่องความฟิต หากแต่เป็นการเว้นช่วงพักในแต่ละวัน และเปิดพื้นที่ให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม











