เหตุใดราคาทองคำจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์และดิ่งลงในช่วงนี้ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากนักลงทุนแห่กันลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
ราคาทองคำพุ่งทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ม.ค.) และแตะระดับ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงสั้น ๆ ราคาโลหะเงิน (silver) และทองคำขาว (platinum) ก็ปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน
อย่างไรก็ดี ทั้งราคาทองคำ เงิน และทองคำขาวก็ตกฮวบลงอย่างรวดเร็ว หลังจากมีสัญญาณด้านเสถียรภาพทางการเมืองในสหรัฐฯ แม้ว่าระดับราคาจะยังคงสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วอยู่มากก็ตาม
เมื่อดูราคาทองคำในประเทศไทยอ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา ราคาทองคำรูปพรรณขายออกอยู่ที่ 76,200 บาท เมื่อเทียบกับวันพฤหัสที่ 29 ม.ค. ราคาปิดอยู่ที่ 82,300 บาท ร่วงลงไป 6,100 บาท ส่วนเช้านี้ (31 ม.ค.) ราคาขายออกทองรูปพรรณ ณ เวลา 9.23 น. อยู่ที่ 75,000 บาท
ความไม่แน่นอนจากทรัมป์เปลี่ยนแปลงการลงทุน
การค้าโลกได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ใช้กำแพงภาษีต่อประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการทำการค้ากับสหรัฐฯ แต่ทรัมป์มองว่าประเทศเหล่านี้ไม่เป็นที่พึงปรารถนาต่อสหรัฐฯ
เอมมา วอลล์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของฮาร์กรีฟส์ แลนสดาวน์ (Hargreaves Lansdown) กล่าวว่านโยบายการค้าต่าง ๆ ของทรัมป์สร้างความกังวลใจแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ดันให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น
เดือน ม.ค. ราคาทองคำและเงินแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทว่าราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลงเนื่องจากนักลงทุนตอบสนองต่อคำขู่ของทรัมป์ที่จะเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่กับ 8 ประเทศในยุโรปที่คัดค้านการเข้ายึดครองกรีนแลนด์ตามแผนของเขา
ฮาหมัด ฮุสเซน นักเศรษฐศาสตร์จากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ (Capital Economics) กล่าวว่า ตอนนี้ทองคำกำลังเป็นที่ "สนใจเป็นพิเศษ" เพราะคนเชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย สวนทางกับนโยบายของทรัมป์ที่ดูมีความเสี่ยง ทั้งเรื่องการเงินและการเมืองระหว่างประเทศ

สงครามและการขู่ยึดกรีนแลนด์ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน
สงครามในยูเครนและกาซาได้ทำให้บรรยากาศของความไม่แน่นอนทางการเมืองโดยทั่วไปเพิ่มขึ้น การบุกจับตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นจนแตะสถิติใหม่
นอกจากนี้คำขู่ของทรัมป์เกี่ยวกับกรีนแลนด์ยิ่งทำให้ความตึงเครียดทางการเมืองทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้ความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนหันไปลงทุนในโลหะมีค่ามากขึ้นเพราะว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย ผลกระทบครั้งใหญ่ต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่ทรัมป์เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคือผลกระทบจากมาตรการภาษีที่ทรัมป์เรียกว่า "วันแห่งการปลดปล่อย" ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว
"ทองคำได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุดขณะที่โลกกำลังรู้สึกปั่นป่วน ซึ่งก็คือการปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดดท่ามกลางความตึงเครียดของการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ" วอลล์กล่าว
"แรงเสียดทานระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และจีน ความน่าวิตกกังวลในยุโรปและตะวันออกกลาง หรือกระทั่งควาามเสี่ยงต่อการชัตดาวน์หน่วยงานรัฐบาลในสหรัฐฯ ทั้งหมดนี้ทำให้ทองคำน่าดึงดูดยิ่งขึ้น"

การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก
การซื้อทองคำของธนาคารกลางแห่งต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้น
"นักลงทุนและธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลกนิยมเลือกทองคำเป็นสกุลเงินสำรองเนื่องจากเชื่อว่าทองคำจะช่วยปกป้องพวกเขาจากการพึ่งพานโยบายของสหรัฐฯ" วอลล์กล่าว
เธอกล่าวเสริมด้วยว่า "บางประเทศอาจสังเกตเห็นภัยคุกคามที่รัสเซียอาจถูกกลุ่มประเทศที่สนับสนุนยูเครนยึดสินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นจึงมองว่าโลหะมีค่าเป็นเงินสำรองที่เป็นกลางที่น่าดึงดูดใจมากกว่า"
แต่ในขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงเข้าซื้อทองคำมากกว่าที่เคยเป็นมาก่อนปี 2022 ฮุสเซนกล่าวจากการประมาณการพบว่าอุปสงค์ของทองคำนั้นลดลงจริงในปี 2025
นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าซื้อทองคำรายอื่น ๆ ได้แก่ จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยความต้องการในประเทศจีนมาจากทั้งผู้ซื้อเครื่องประดับรายบุคคลและนักลงทุน
นักลงทุนในชาติตะวันตกก็เป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่เช่นกัน เม็ดเงินได้ไหลเข้าไปสู่บริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ถือครองและซื้อขายทองคำ
ฮุสเซนกล่าวด้วยว่า ผู้ซื้อรายใหม่ในตลาดได้เข้าซื้อทองคำในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น เทเธอร์ (Tether) บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งเพิ่งซื้อทองคำไปจำนวนมาก จนมีรายงานว่าปริมาณทองคำสำรองของบริษัทมีมากกว่าของบางประเทศขนาดเล็กเสียอีก

เหตุใดราคาทองคำและเงินจึงลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความกังวลว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ที่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของเขาที่ต้องการให้ลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งจะนำไปสู่การลดค่าลงของเงินดอลลาร์และเกิดเงินเฟ้อสูงขึ้น ดังนั้น การซื้อทองจึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้
แต่เมื่อมีรายงานปรากฏออกมาว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเสนอชื่อ เควิน วอร์ช เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างปลอดภัยมากกว่าผู้ถูกเสนอชื่อคนอื่น ๆ ราคาทองคำ โลหะเงิน และทองคำขาวก็ร่วงลงทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ราคาโลหะมีค่ายังคงสูงกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเนื่องจากความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการภาษีศุลากรล่าสุดของทรัมป์ และคำขู่ขึ้นภาษีของเขา ตลอดจนความขัดแย้งต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก นั่นหมายความว่า ความโดดเด่นของทองคำและโลหะเงินได้ดึงดูดนักลงทุนที่กำลังมองหาสินทรัพย์ "ที่ปลอดภัย" มากกว่าที่เคยเป็นมา
หนึ่งในเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของทองคำคือการที่มันเป็นโลหะมีค่าที่หายาก
นิโคลัส แฟรปเพลล์ หัวหน้าฝ่ายตลาดสถาบันระดับโลกของเอบีซี รีไฟน์เนอรี (ABC Refinery) กล่าวกับบีบีซีว่า "เมื่อคุณเป็นเจ้าของทองคำ มันไม่ได้ผูกติดกับหนี้สินของคนอื่นเหมือนกับพันธบัตรหรือหุ้น ซึ่งผลการดำเนินงานของบริษัทจะเป็นตัวขับเคลื่อนผลการดำเนินงานโดยรวม"
"มันเป็นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงที่ดีมากในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน"
ความผันผวนของราคาทองคำเมื่อวันศุกร์ (30 ม.ค.) แสดงให้เห็นถึงมูลค่าของทองคำที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็วแทบจะเท่ากับตอนที่ราคาทองดีดตัวขึ้น เช่นเดียวกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหมด































