พบหลักฐานใหม่ อุกกาบาตล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์อาจไม่ได้มีเพียงลูกเดียว

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, จอร์จินา แรนนาร์ด
- Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์ บีบีซีนิวส์
อุกกาบาตยักษ์ที่พุ่งชนโลกและทำให้ไดโนเสาร์ต้องสูญพันธุ์ไปเมื่อ 66 ล้านปีก่อน อาจไม่ได้มีเพียงลูกเดียว เพราะขณะนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบหลักฐานที่พิสูจน์ได้แล้วว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นถึงสองครั้งในช่วงสิ้นสุดยุคครีเทเชียส
ดร.อูสเดน นิโคลสัน จากมหาวิทยาลัยแฮเรียต-วัตต์ ของสกอตแลนด์ คือผู้ค้นพบหลุมอุกกาบาตนาเดียร์ (Nadir crater) ที่ก้นทะเลนอกชายฝั่งของภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกตั้งแต่ปี 2022 โดยในตอนแรกเขาสันนิษฐานว่า แอ่งหลุมดังกล่าวเกิดขึ้นจากอุกกาบาตยักษ์ที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งได้พุ่งเข้าชนโลกในยุคเดียวกับหินอวกาศที่ให้กำเนิดหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบ (Chicxulub crater) ในประเทศเม็กซิโก แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม หากแอ่งหลุมก้นทะเลที่มีความกว้างถึง 9 กิโลเมตรดังกล่าว เป็นหลุมที่เกิดจากอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนจริง ผลกระทบที่ตามมาคือหายนะภัยร้ายแรง เช่นคลื่นยักษ์สึนามิที่สูงถึงอย่างน้อย 800 เมตร จะซัดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้เลยทีเดียว
ล่าสุด ดร.นิโคลสัน และคณะ ได้ตีพิมพ์รายงานวิจัยชิ้นใหม่ว่าด้วยหลุมอุกกาบาตนาเดียร์ ลงในวารสารวิชาการ Nature Communications Earth & Environment โดยยืนยันว่าแอ่งหลุมที่ก้นทะเลนี้ เกิดขึ้นจากเหตุอุกกาบาตพุ่งชนในช่วงสิ้นสุดยุคครีเทเชียส ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปจริง แต่ยังไม่อาจทราบอายุที่แน่นอนของมัน รวมทั้งไม่อาจประมาณการได้ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังการกำเนิดของหลุมอุกกาบาตซิกซูลุบ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและกว้างถึง 180 กิโลเมตร
ดร.นิโคลสันบอกว่า เมื่ออุกกาบาตยักษ์ลูกที่เขาค้นพบพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก มันจะกลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่มหึมา “ลองจินตนาการดูว่าอุกกาบาตนี้ตกลงในเมืองแห่งหนึ่งเช่นกลาสโกว์ แต่ตัวคุณซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจุดตกถึง 50 กิโลเมตรในเมืองเอดินบะระ จะสามารถมองเห็นลูกไฟดวงยักษ์ได้อย่างชัดเจน เพราะมันจะมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าถึง 24 เท่า ความร้อนมหาศาลยังทำให้ต้นไม้ในจุดที่คุณอยู่ลุกไหม้ได้ในทันที”

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่ออุกกาบาตยักษ์ลูกนี้พุ่งชนพื้นทะเล จะเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องจากคลื่นกระแทกในอากาศติดตามมา ส่วนพื้นโลกก็จะสั่นสะเทือนด้วยแผ่นดินไหวรุนแรงที่มีขนาด 7 แมกนิจูด
นอกจากนี้ น้ำทะเลปริมาณมหาศาลจะพุ่งขึ้นจากพื้นมหาสมุทร ก่อนจะตกกลับลงมาจนทำให้เกิดร่องรอยที่เป็นลวดลายแปลกตาตรงพื้นก้นทะเลอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นปริศนาว่าอุกกาบาตยักษ์ถึงสองลูกพุ่งชนโลกในเวลาใกล้เคียงกันได้อย่างไร เพราะมีความเป็นไปได้ต่ำมากที่หินอวกาศภายในระบบสุริยะของเราเอง จะมีเส้นทางโคจรพุ่งตรงมายังโลกในช่วงเวลาที่ห่างกันไม่นานนัก
ผลวิจัยของ ดร.นิโคลสัน พบว่า หินอวกาศที่ให้กำเนิดหลุมอุกกาบาตนาเดียร์ น่าจะมีขนาดราว 450-500 เมตร และพุ่งชนพื้นโลกด้วยความเร็ว 72,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตามปกติแล้วนักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาวิจัยแอ่งหลุมอุกกาบาตบนโลก ด้วยวิธีค้นหาร่องรอยต่าง ๆ จากแอ่งหลุมโบราณที่ถูกกัดเซาะจนพังทลายไปมากแล้ว ทว่าการสำรวจหลุมอุกกาบาตนาเดียร์ครั้งใหม่ของทีม ดร.นิโคลสัน อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลภาพสามมิติความละเอียดสูง ที่บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีฟิสิกส์ TGS จัดทำขึ้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแอ่งหลุมก้นทะเลนี้ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จนนักวิทยาศาสตร์สามารถจะศึกษาชั้นหินที่อยู่ลึกลงไปได้ในอดีตได้
ดร.นิโคลสัน ยังบอกว่า ทั่วโลกมีหลุมอุกกาบาตก้นทะเลอยู่เพียง 20 แห่ง แต่ไม่มีแห่งไหนเลยที่ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดด้วยเทคโนโลยีระดับนี้ “นี่เป็นครั้งแรกที่เราสามารถมองทะลุเข้าไปในแอ่งหลุมอุกกาบาตลักษณะนี้ มันช่างน่าตื่นเต้นจริง ๆ”
ยังไม่เคยมีแอ่งหลุมอุกกาบาตขนาดมหึมาเช่นนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาก่อน โดยเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงใกล้เคียงที่สุดที่คนเราเคยพบเห็น คือเหตุอุกกาบาตขนาด 50 เมตร ระเบิดขึ้นในท้องฟ้าเหนือเขตทังกัสกา (Tunguska) ของไซบีเรีย เมื่อปี 1908
ส่วนหินอวกาศที่ให้กำเนิดหลุมอุกกาบาตนาเดียร์นั้น มีขนาดใกล้เคียงกับดาวเคราะห์น้อยเบนนู (Bennu) ซึ่งปัจจุบันเป็นวัตถุอันตรายที่สุดที่โคจรอยู่ใกล้โลก โดยนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาคาดการณ์ว่า มีความเสี่ยงที่เบนนูจะพุ่งชนโลกมากที่สุด ในวันที่ 24 ก.ย. 2182 ด้วยค่าความน่าจะเป็นที่ 1 ใน 2,700











