สิทธิยุติการตั้งครรภ์จะเป็นอย่างไรในรัฐบาลสมัยที่ 2 ของทรัมป์

Demonstrators from the anti-abortion and pro-abortion camps gather in front of the US Supreme Court in Washington in December 2021

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เฟอร์นานโด ดูอาร์เต
    • Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส

ความต้องการยายุติการตั้งครรภ์และการสอบถามเกี่ยวกับวิธีการจัดหายาชนิดนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด จากข้อมูลของนักรณรงค์สนับสนุนสิทธิยุติการตั้งครรภ์

“ช่วงก่อนการเลือกตั้ง เรามีความต้องการใช้ยาดังกล่าวประมาณ 600 เม็ดต่อวัน แต่มันกลายเป็น 10,000 เม็ดภายใน 24 ชั่วโมง” ดร.รีเบคกา กอมเพิร์ตส์ อายุรแพทย์ผู้ก่อตั้ง Aid Access องค์กรไม่แสวงหากำไรซึ่งทำหน้าที่จัดหายายุติการตั้งครรภ์ให้ผู้หญิงในสหรัฐฯ กล่าวกับบีบีซีเมื่อวันที่ 6 พ.ย. หรือ 1 วันหลังการเลือกตั้ง

ดร.กอมเพิร์ตส์บอกว่าการเพิ่มขึ้นครั้งล่าสุดนั้นมีปริมาณมากกว่าหลังวันที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ คว่ำสิทธิตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. 2022

“เราไม่เคยเห็นความต้องการในระดับนี้มาก่อน” เธอกล่าว

ดร.กอมเพิร์ตส์ กล่าวเสริมว่าคำขอยาจำนวนมากมาจากผู้หญิงที่ต้องการกักตุนยา เพราะกังวลว่าจะเกิดการจำกัดการเข้าถึงบริการอนามัยด้านเจริญพันธุ์ภายใต้วาระที่ 2 ของทรัมป์ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 20 ม.ค. ปีหน้า

“คำขอหลายอย่างที่เราได้รับในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาคือ ต้องการยายุติการตั้งครรภ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งไม่ใช่ทุกคนเหล่านี้ที่กำลังตั้งครรภ์”

นอกจากนี้ นักรณรงค์สนับสนุนสิทธิยุติการตั้งครรภ์อย่าง เอลิซา เวลส์ ผู้ดำเนินการเว็บไซต์ชื่อว่า Plan C ซึ่งมีไว้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าถึงยายุติการตั้งครรภ์ ยังพบว่าความต้องการข้อมูลพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่มีการลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา

เธอกล่าวกับ โกลบอล นิวส์ ของแคนาดาว่า เฉพาะวันที่ 6 พ.ย. เพียงวันเดียว เว็บไซต์มีผู้เข้าชมเกือบ 83,000 คน ทั้งที่ปกติแล้วมีผู้เข้าชมไม่ถึง 5,000 คนด้วยซ้ำ

“เรายังทราบจากการพูดคุยกับผู้ให้บริการว่า พวกเขาเห็นคำขอยายุติตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก” เธอกล่าวเสริม

นอกเหนือไปจากคดี Roe v Wade : ทรัมป์ต่อต้านการทำแท้งอย่างไรบ้าง ?

A patient holds two pills in her hand that she is taking as part of her surgical abortion procedure at a medical center in Phoenix, Arizona, USA on 12 April 2024.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ดูเหมือนว่าความต้องการยายุติการตั้งครรภ์ในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้แสดงความเห็นเข้าข้างทั้ง 2 ฝั่งในการอภิปรายเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ แต่หันไปทางด้าน “โปร-ไลฟ์ (pro-life หรือสนับสนุนการมีชีวิต)” มากขึ้น เมื่อเขาเข้าใกล้ทำเนียบขาวมากขึ้นในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2016

ในช่วงสมัยแรก เขาแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวความคิดอนุรักษนิยมทั้ง 3 คน และต่อมามีบทบาทสำคัญในการคว่ำการตัดสินของศาลปี 1973 หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “คดีประวัติศาสตร์ Roe v Wade” ซึ่งเคยส่งผลให้ผู้หญิงอเมริกันมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการยุติการตั้งครรภ์มานานกว่า 5 ทศวรรษ

อิทธิพลของทรัมป์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความสำคัญยิ่ง หนึ่งในนั้นคือ การกลับคำพิพากษาในคดี Roe v Wade ได้รับการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงที่ของคณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่สูสีกันที่ 4:5 เสียง

นอกจากนี้ ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดียังสนับสนุนและส่งเสริมความคิดริเริ่มหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดการเข้าถึงสิทธิยุติการตั้งครรภ์

ทว่า ระหว่างการเสียงในปี 2024 เขามีท่าทีสุดโต่งน้อยลง โดยกล่าวว่าตนเองคัดค้านการบังคับใช้อำนาจของรัฐบาลกลางในการควบคุมสิทธิการเจริญพันธุ์ และประเด็นนี้ควรเป็นการตัดสินของแต่ละรัฐของสหรัฐฯ ที่มีอยู่ 50 รัฐ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขายังบอกเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ในการแต่งตั้งโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ ให้เป็นที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข โดยเขาเคยลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะผู้สมัครอิสระ ก่อนที่จะออกจากการแข่งขันและหันมาสนับสนุนทรัมป์เมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว เขายังแสดงออกอย่างเปิดเผยว่า สนับสนุนการห้ามทำแท้งหลังจากตั้งครรภ์ 22 สัปดาห์ ซึ่งมีความก้าวหน้ากว่าข้อเสนอของฝ่ายต่อต้านการทำแท้งที่ต้องการให้อยู่ในกรอบ 12-15 สัปดาห์เท่านั้น

“การฟื้นคืน” ของขบวนการต่อต้านการยุติการตั้งครรภ์

Lila Rose speaking to the camera

ที่มาของภาพ, Lila Rose/YouTube

คำบรรยายภาพ, ลิลา โรส นักรณรงค์ต่อต้านการทำแท้ง วิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์ระหว่างหาเสียง แต่ยังคงลงคะแนนเสียงให้กับเขา

ถึงกระนั้น หลายเสียงในขบวนการต่อต้านการทำแท้งของสหรัฐฯ ก็ร่วมกันเฉลิมฉลองชัยชนะของผู้สมัครรีพับลิกัน แม้แต่ลิลา โรส ผู้ก่อตั้งกลุ่มต่อต้านการยุติการตั้งครรภ์ชื่อว่า Live Action เคยวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ที่ปฏิเสธว่า จะรับรองการห้ามยุติการตั้งครรภ์ในระดับชาติ ก็ยังร่วมดีใจกับชัยชนะของทรัมป์

“หลายคนเช่นฉันลงคะแนนให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อให้ กมลา แฮร์ริส ออกจากตำแหน่ง” เธอบอกกับบีบีซี “นโยบายสนับสนุนการทำแท้งของเธอ[กมลา]นั้นเป็นเรื่องอุกอาจนัก”

แต่โรสกล่าวว่าตนเองเห็น “สัญญาณเชิงบวก” ว่าในที่สุดแล้ว ทรัมป์อาจใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การแต่งตั้งมาร์โค รูบิโอ วุฒิสมาชิกรัฐเท็กซัส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนการต่อต้านการยุติตั้งครรภ์ ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

“ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีผู้นำทางการเมืองที่สนับสนุนโปร-ไลฟ์ที่แข็งแกร่งขึ้นในรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์”

สำหรับกลุ่ม เอสบีเอ โปร-ไลฟ์ ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านการทำแท้งในสหรัฐฯ บอกว่าผลการเลือกตั้งได้แสดงให้เห็นว่า “ชาวอเมริกันปฏิเสธวาระการทำแท้งแบบไม่จำกัดของพรรคเดโมแครต”

“ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาล สามารถทำให้รัฐบาลกลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้ง โดยให้การสนับสนุนที่แท้จริงและยั่งยืนแก่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และเลี้ยงดูบุตร” มาร์จอรี แดนเนนเฟลเซอร์ ประธานกลุ่มเอสบีเอ โปร-ไลฟ์ ระบุในแถลงการณ์

รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดนทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านการทำแท้งไม่พอใจด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น การยกเลิกความจำเป็นในการจ่ายยาไมเฟพริสโทนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นยา 1 ใน 2 ชนิดที่ใช้ในการทำแท้งด้วยการใช้ยา และช่วยปูทางให้คลินิกสุขภาพทางไกลสามารถให้บริการสั่งยาทำแท้งทางไปรษณีย์ได้

สิ่งนี้สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ภายใต้การบริหารของทรัมป์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้หญิงได้รับยาจำเป็นสำหรับการทำแท้งที่บ้านได้ยากมากขึ้น

“นโยบายในสมัยแรกของทรัมป์ที่มีสามัญสำนึก จะกลายเป็นพื้นฐานให้วาระที่ 2 ของเขา” แดนเนนเฟลเซอร์ กล่าว

แล้วการลงประชามติเป็นอย่างไร ?

A table with literature calling for a YES vote on proposition 139, the right to abortion initiative, is displayed in a community centre in Arizona, a state won by Donald Trump in the 2024 US election

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, รัฐส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ดำเนินการลงประชามติเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ควบคู่กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ โดยพบว่ารัฐแอริโซนาซึ่งทรัมป์คว้าชัยมาได้ ผู้คนต่างไปลงประชามติสนับสนุนการปกป้องสิทธิยุติการตั้งครรภ์

ควบคู่ไปกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 5 พ.ย. มี 10 รัฐของสหรัฐฯ ที่จัดให้มีการลงประชามติเรื่องการขยายการเข้าถึงสิทธิยุติการตั้งครรภ์ หรือปกป้องสิทธิในการทำแท้ง

พบว่ามี 7 รัฐ ได้แก่ แอริโซนา โคโลราโด แมรีแลนด์ มิสซูรี มอนทานา เนวาดา และนิวยอร์ก ต่างอนุมัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐเพื่อท้าทายการห้ามทำแท้งและข้อจำกัดที่เข้มงวด หรือเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากการแทรกแซงในอนาคตจากรัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม เดิมพันเพื่อเพิ่มการคุ้มครองสำหรับขั้นตอนการยุติการตั้งครรภ์กลับเผชิญความล้มเหลวในการลงประชามติที่ฟลอริดา เซาท์ดาโกตา และเนแบรสกา ยกเว้นนิวยอร์กและโคโลราโด รัฐทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับข้อจำกัดการทำแท้ง ล้วนโหวตให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

นักวิจารณ์ด้านการเมืองสหรัฐฯ ชี้ว่า ผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่าผู้คนสนับสนุนประธานาธิบดีก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสนับสนุนให้จำกัดการทำแท้งในระดับชาติ

นับตั้งแต่ปี 2022 และก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในสหรัฐฯ มีอีก 7 รัฐที่จัดประชามติเกี่ยวกับสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ พบว่าผู้คนสนับสนุนให้ขยายสิทธิดังกล่าวออกไป ขณะที่แนวคิดจำกัดการเข้าถึงการทำแท้งนั้นล้มเหลว

โดยทั่วไปแล้ว ประชาชนในสหรัฐฯ สนับสนุนการยุติการตั้งครรภ์มาโดยตลอด จากการสำรวจล่าสุดโดยสถาบันวิจัยพิว (Pew Research Institute) หนึ่งในองค์กรสำรวจความเห็นชั้นนำของประเทศ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า 63% ของชาวอเมริกันเชื่อว่าการยุติการตั้งครรภ์ “ควรถูกกฎหมายในทุกกรณี หรือเกือบทุกกรณี” โดยทางสถาบันฯ ติดตามแนวโน้มมุมมองเรื่องนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 1990

หากกล่าวเช่นนั้น ผลลัพธ์จะแตกต่างกันมาก ถ้าวิเคราะห์ตามสังกัดทางการเมือง: ผู้ที่ลงคะแนนให้พรรคเดโมแครตสนับสนุนสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์อย่างกว้างขวาง (81%) ในขณะที่ผู้ที่ลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย (57%)

Donald Trump arrives to speak at the 47th annual "March for Life" in Washington, DC, on January 2020. He became the the first US president to address in person the country's biggest annual gathering of anti-abortion campaigners.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในสมัยแรกของทรัมป์ เขาสนับสนุนและส่งเสริมความคิดริเริ่มหลายอย่างในการจำกัดการเข้าถึงการทำแท้ง แต่เมื่อไม่นานมานี้เขาปฏิเสธที่จะผลักดันการห้ามการทำแท้งจากรัฐบาลกลาง

แต่ผู้สนับสนุนการทำแท้งยังคงรู้สึกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของการเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์

พรรครีพับลิกันดูเหมือนว่าจะได้ควบคุมทั้งสองสภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ประกอบกับทรัมป์และศาลสูงสุดที่มีแนวโน้มไปในทางอนุรักษนิยม ดังนั้น นี่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการทำแท้ง โดยอาจเกิดการแบนแบบไม่ชัดเจนก็เป็นได้

“เรายังไม่ทราบว่าเขา [หมายถึงทรัมป์] จะทำอย่างนั้นหรือไม่ เขาขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลที่คาดเดาไม่ได้” ดร.กอมเพิร์ตส์ กล่าว