สิทธิยุติการตั้งครรภ์จะเป็นอย่างไรในรัฐบาลสมัยที่ 2 ของทรัมป์

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เฟอร์นานโด ดูอาร์เต
- Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
ความต้องการยายุติการตั้งครรภ์และการสอบถามเกี่ยวกับวิธีการจัดหายาชนิดนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด จากข้อมูลของนักรณรงค์สนับสนุนสิทธิยุติการตั้งครรภ์
“ช่วงก่อนการเลือกตั้ง เรามีความต้องการใช้ยาดังกล่าวประมาณ 600 เม็ดต่อวัน แต่มันกลายเป็น 10,000 เม็ดภายใน 24 ชั่วโมง” ดร.รีเบคกา กอมเพิร์ตส์ อายุรแพทย์ผู้ก่อตั้ง Aid Access องค์กรไม่แสวงหากำไรซึ่งทำหน้าที่จัดหายายุติการตั้งครรภ์ให้ผู้หญิงในสหรัฐฯ กล่าวกับบีบีซีเมื่อวันที่ 6 พ.ย. หรือ 1 วันหลังการเลือกตั้ง
ดร.กอมเพิร์ตส์บอกว่าการเพิ่มขึ้นครั้งล่าสุดนั้นมีปริมาณมากกว่าหลังวันที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ คว่ำสิทธิตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. 2022
“เราไม่เคยเห็นความต้องการในระดับนี้มาก่อน” เธอกล่าว
ดร.กอมเพิร์ตส์ กล่าวเสริมว่าคำขอยาจำนวนมากมาจากผู้หญิงที่ต้องการกักตุนยา เพราะกังวลว่าจะเกิดการจำกัดการเข้าถึงบริการอนามัยด้านเจริญพันธุ์ภายใต้วาระที่ 2 ของทรัมป์ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 20 ม.ค. ปีหน้า
“คำขอหลายอย่างที่เราได้รับในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาคือ ต้องการยายุติการตั้งครรภ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งไม่ใช่ทุกคนเหล่านี้ที่กำลังตั้งครรภ์”
นอกจากนี้ นักรณรงค์สนับสนุนสิทธิยุติการตั้งครรภ์อย่าง เอลิซา เวลส์ ผู้ดำเนินการเว็บไซต์ชื่อว่า Plan C ซึ่งมีไว้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าถึงยายุติการตั้งครรภ์ ยังพบว่าความต้องการข้อมูลพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่มีการลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา
เธอกล่าวกับ โกลบอล นิวส์ ของแคนาดาว่า เฉพาะวันที่ 6 พ.ย. เพียงวันเดียว เว็บไซต์มีผู้เข้าชมเกือบ 83,000 คน ทั้งที่ปกติแล้วมีผู้เข้าชมไม่ถึง 5,000 คนด้วยซ้ำ
“เรายังทราบจากการพูดคุยกับผู้ให้บริการว่า พวกเขาเห็นคำขอยายุติตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก” เธอกล่าวเสริม
นอกเหนือไปจากคดี Roe v Wade : ทรัมป์ต่อต้านการทำแท้งอย่างไรบ้าง ?

ที่มาของภาพ, EPA
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้แสดงความเห็นเข้าข้างทั้ง 2 ฝั่งในการอภิปรายเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ แต่หันไปทางด้าน “โปร-ไลฟ์ (pro-life หรือสนับสนุนการมีชีวิต)” มากขึ้น เมื่อเขาเข้าใกล้ทำเนียบขาวมากขึ้นในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2016
ในช่วงสมัยแรก เขาแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวความคิดอนุรักษนิยมทั้ง 3 คน และต่อมามีบทบาทสำคัญในการคว่ำการตัดสินของศาลปี 1973 หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “คดีประวัติศาสตร์ Roe v Wade” ซึ่งเคยส่งผลให้ผู้หญิงอเมริกันมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการยุติการตั้งครรภ์มานานกว่า 5 ทศวรรษ
อิทธิพลของทรัมป์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความสำคัญยิ่ง หนึ่งในนั้นคือ การกลับคำพิพากษาในคดี Roe v Wade ได้รับการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงที่ของคณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่สูสีกันที่ 4:5 เสียง
นอกจากนี้ ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดียังสนับสนุนและส่งเสริมความคิดริเริ่มหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดการเข้าถึงสิทธิยุติการตั้งครรภ์
ทว่า ระหว่างการเสียงในปี 2024 เขามีท่าทีสุดโต่งน้อยลง โดยกล่าวว่าตนเองคัดค้านการบังคับใช้อำนาจของรัฐบาลกลางในการควบคุมสิทธิการเจริญพันธุ์ และประเด็นนี้ควรเป็นการตัดสินของแต่ละรัฐของสหรัฐฯ ที่มีอยู่ 50 รัฐ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขายังบอกเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ในการแต่งตั้งโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ ให้เป็นที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข โดยเขาเคยลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะผู้สมัครอิสระ ก่อนที่จะออกจากการแข่งขันและหันมาสนับสนุนทรัมป์เมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว เขายังแสดงออกอย่างเปิดเผยว่า สนับสนุนการห้ามทำแท้งหลังจากตั้งครรภ์ 22 สัปดาห์ ซึ่งมีความก้าวหน้ากว่าข้อเสนอของฝ่ายต่อต้านการทำแท้งที่ต้องการให้อยู่ในกรอบ 12-15 สัปดาห์เท่านั้น
“การฟื้นคืน” ของขบวนการต่อต้านการยุติการตั้งครรภ์

ที่มาของภาพ, Lila Rose/YouTube
ถึงกระนั้น หลายเสียงในขบวนการต่อต้านการทำแท้งของสหรัฐฯ ก็ร่วมกันเฉลิมฉลองชัยชนะของผู้สมัครรีพับลิกัน แม้แต่ลิลา โรส ผู้ก่อตั้งกลุ่มต่อต้านการยุติการตั้งครรภ์ชื่อว่า Live Action เคยวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ที่ปฏิเสธว่า จะรับรองการห้ามยุติการตั้งครรภ์ในระดับชาติ ก็ยังร่วมดีใจกับชัยชนะของทรัมป์
“หลายคนเช่นฉันลงคะแนนให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อให้ กมลา แฮร์ริส ออกจากตำแหน่ง” เธอบอกกับบีบีซี “นโยบายสนับสนุนการทำแท้งของเธอ[กมลา]นั้นเป็นเรื่องอุกอาจนัก”
แต่โรสกล่าวว่าตนเองเห็น “สัญญาณเชิงบวก” ว่าในที่สุดแล้ว ทรัมป์อาจใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การแต่งตั้งมาร์โค รูบิโอ วุฒิสมาชิกรัฐเท็กซัส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนการต่อต้านการยุติตั้งครรภ์ ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
“ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีผู้นำทางการเมืองที่สนับสนุนโปร-ไลฟ์ที่แข็งแกร่งขึ้นในรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์”
สำหรับกลุ่ม เอสบีเอ โปร-ไลฟ์ ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านการทำแท้งในสหรัฐฯ บอกว่าผลการเลือกตั้งได้แสดงให้เห็นว่า “ชาวอเมริกันปฏิเสธวาระการทำแท้งแบบไม่จำกัดของพรรคเดโมแครต”
“ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาล สามารถทำให้รัฐบาลกลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้ง โดยให้การสนับสนุนที่แท้จริงและยั่งยืนแก่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และเลี้ยงดูบุตร” มาร์จอรี แดนเนนเฟลเซอร์ ประธานกลุ่มเอสบีเอ โปร-ไลฟ์ ระบุในแถลงการณ์
รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดนทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านการทำแท้งไม่พอใจด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น การยกเลิกความจำเป็นในการจ่ายยาไมเฟพริสโทนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นยา 1 ใน 2 ชนิดที่ใช้ในการทำแท้งด้วยการใช้ยา และช่วยปูทางให้คลินิกสุขภาพทางไกลสามารถให้บริการสั่งยาทำแท้งทางไปรษณีย์ได้
สิ่งนี้สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ภายใต้การบริหารของทรัมป์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้หญิงได้รับยาจำเป็นสำหรับการทำแท้งที่บ้านได้ยากมากขึ้น
“นโยบายในสมัยแรกของทรัมป์ที่มีสามัญสำนึก จะกลายเป็นพื้นฐานให้วาระที่ 2 ของเขา” แดนเนนเฟลเซอร์ กล่าว
แล้วการลงประชามติเป็นอย่างไร ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ควบคู่ไปกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 5 พ.ย. มี 10 รัฐของสหรัฐฯ ที่จัดให้มีการลงประชามติเรื่องการขยายการเข้าถึงสิทธิยุติการตั้งครรภ์ หรือปกป้องสิทธิในการทำแท้ง
พบว่ามี 7 รัฐ ได้แก่ แอริโซนา โคโลราโด แมรีแลนด์ มิสซูรี มอนทานา เนวาดา และนิวยอร์ก ต่างอนุมัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐเพื่อท้าทายการห้ามทำแท้งและข้อจำกัดที่เข้มงวด หรือเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากการแทรกแซงในอนาคตจากรัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม เดิมพันเพื่อเพิ่มการคุ้มครองสำหรับขั้นตอนการยุติการตั้งครรภ์กลับเผชิญความล้มเหลวในการลงประชามติที่ฟลอริดา เซาท์ดาโกตา และเนแบรสกา ยกเว้นนิวยอร์กและโคโลราโด รัฐทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับข้อจำกัดการทำแท้ง ล้วนโหวตให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี
นักวิจารณ์ด้านการเมืองสหรัฐฯ ชี้ว่า ผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่าผู้คนสนับสนุนประธานาธิบดีก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสนับสนุนให้จำกัดการทำแท้งในระดับชาติ
นับตั้งแต่ปี 2022 และก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในสหรัฐฯ มีอีก 7 รัฐที่จัดประชามติเกี่ยวกับสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ พบว่าผู้คนสนับสนุนให้ขยายสิทธิดังกล่าวออกไป ขณะที่แนวคิดจำกัดการเข้าถึงการทำแท้งนั้นล้มเหลว
โดยทั่วไปแล้ว ประชาชนในสหรัฐฯ สนับสนุนการยุติการตั้งครรภ์มาโดยตลอด จากการสำรวจล่าสุดโดยสถาบันวิจัยพิว (Pew Research Institute) หนึ่งในองค์กรสำรวจความเห็นชั้นนำของประเทศ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า 63% ของชาวอเมริกันเชื่อว่าการยุติการตั้งครรภ์ “ควรถูกกฎหมายในทุกกรณี หรือเกือบทุกกรณี” โดยทางสถาบันฯ ติดตามแนวโน้มมุมมองเรื่องนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 1990
หากกล่าวเช่นนั้น ผลลัพธ์จะแตกต่างกันมาก ถ้าวิเคราะห์ตามสังกัดทางการเมือง: ผู้ที่ลงคะแนนให้พรรคเดโมแครตสนับสนุนสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์อย่างกว้างขวาง (81%) ในขณะที่ผู้ที่ลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย (57%)

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่ผู้สนับสนุนการทำแท้งยังคงรู้สึกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของการเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์
พรรครีพับลิกันดูเหมือนว่าจะได้ควบคุมทั้งสองสภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ประกอบกับทรัมป์และศาลสูงสุดที่มีแนวโน้มไปในทางอนุรักษนิยม ดังนั้น นี่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการทำแท้ง โดยอาจเกิดการแบนแบบไม่ชัดเจนก็เป็นได้
“เรายังไม่ทราบว่าเขา [หมายถึงทรัมป์] จะทำอย่างนั้นหรือไม่ เขาขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลที่คาดเดาไม่ได้” ดร.กอมเพิร์ตส์ กล่าว







