'ครั้งหนึ่งฉันเคยรู้สึกเกลียดรูปร่างตัวเอง แต่ตอนนี้ฉันเรียนรู้ที่จะยอมรับมันแล้ว'

A woman with long brown hair, wearing a black turtle neck top and plaid dress smiling.

ที่มาของภาพ, Charlotte Joy

คำบรรยายภาพ, ชาร์ลอตต์ซึ่งมีอาชีพเป็นนักดนตรี บอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของเธอเกี่ยวกับโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (Body Dysmorphic Disorder) ผ่านอัลบั้มเพลงของเธอ
    • Author, เอมิลี โฮลต์
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

พวกเราหลายคนอาจพบจุดบกพร่องของตัวเองในกระจก แต่สำหรับชาร์ลอตต์ ความรู้สึกรังเกียจต่อรูปร่างของตัวเองเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตเธอในช่วงวัยรุ่นตอนต้น

"ฉันต้องตื่นตอนตีห้าครึ่งเพื่อแต่งหน้า แม้ว่ารถโรงเรียนจะมาถึงตอน 8.30 น. ก็ตาม" เธอเล่าให้ฟัง

"ฉันแต่งหน้าซ้ำ ๆ แล้วล้างมันออกไป แล้วก็แต่งหน้าใหม่อีก ทำสลับกันไปมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อทำให้ดูสมมาตรและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เป็นไปได้"

ชาร์ลอตต์บอกว่าเธอเริ่มแยกตัวออกมา จนกระทั่งเธอไม่สามารถแม้แต่จะไปเรียนที่วิทยาลัยได้นอกจากสอบ เธอไม่ได้ไปงานพรอมเพราะเธอไม่กล้าที่จะถูกถ่ายรูป

ในที่สุดเธอก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเองหรือบอดี ดิสมอฟิก ดิสออร์เดอร์ (Body Dysmorphic Disorder-BDD)

ภาวะไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเองเป็นคำที่ถูกใช้บ่อยครั้งในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสะท้อนถึงความไม่พึงพอใจของผู้คนต่อร่างกายของพวกเขา แต่โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเองจะเกิดขึ้นเมื่อความรู้สึกกังวลเกี่ยวกับรูปร่างของตนเองเข้ามามีส่วนแทรกแซงการใช้ชีวิตประจำวัน วิเรน สวามี ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยแองเกลียรัสกิน กล่าว

สวามีอธิบายในรายการ "คอมเพล็กซ์" รายการพอดแคสต์ของบีบีซี ว่าอาการดังกล่าวเป็นหนึ่งในภาวะความหมกหมุ่นในบางแง่มุมต่อรูปร่างที่คนอื่น ๆ กลับเห็นว่าปกติ แต่สำหรับบุคคลที่มีภาวะดังกล่าวจะทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นสิ่งผิดปกติโดยสิ้นเชิง

บุคลิกลักษณะของผู้เป็นโรคดังกล่าว ประกอบด้วย ความทุกข์ทางอารมณ์ การใช้เวลาครุ่นคิดมากเกินไป และรู้สึกไม่สามารถควบคุมความคิดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกได้

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงพฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ เช่น การมองกระจกเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย หรือ การสัมผัสซ้ำ ๆ ไปที่บางส่วนของร่างกายที่รู้สึกว่ามีความบกพร่อง

"โลกทั้งใบของพวกเขาดูเหมือนจะแคบลงไปตามมุมมองต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวก็ดูจะหดหายไปจากความคิดของพวกเขา" เขาอธิบาย

สวามีบอกว่า เรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิงที่มักจะรู้สึกไม่พึงพอใจในรูปร่าง แต่สำหรับโรคนี้ ไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเพศ

ชาร์ลอตต์เริ่มเข้ารับการรักษาโรคนี้ที่ศูนย์ให้บริการสุขภาพจิตในท้องถิ่นก่อนที่จะเข้ารับการรักษาตัวในหน่วยที่พักอาศัยสำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางวิตกกังวลแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน

"ตอนที่ฉันเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ฉันทำกิจกรรมบำบัด เช่น งานศิลปะ การปั้นดินเผา และการแต่งเพลง และนั่นเป็นวิธีที่ทำให้ฉันกลับมาเล่นดนตรีได้อีกครั้ง"

"สิ่งนี้ช่วยให้ฉันพัฒนาความสมบูรณ์แบบ ช่วยให้ฉันออกจากจุดที่มืดดำ มาสู่แสงสว่างและช่วยขจัดความอับอายนั้นออกไป"

เมื่อรู้สึกปลดล็อกได้แล้ว เธอจึงเริ่มแบ่งปันเรื่องราวของเธอทางสื่อสังคมออนไลน์โดยหวังว่าเรื่องราวนี้จะสามารถช่วยเหลือบุคคลอื่น ๆ ได้

สวามีแนะนำว่า ผู้ที่อาจจะประสบปัญหาดังกล่าวให้ไปพบแพทย์ประจำตัว (GP) เพื่อรับการช่วยเหลือเบื้องต้น นอกจากนี้หากคิดว่ามีคนที่คุณรู้จักเป็นโรคนี้ เขาย้ำว่าคนใกล้ชิดจำเป็นต้องอดทนอดกลั้นและเห็นอกเห็นใจ เขาอธิบายว่าเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะแสวงหาการยืนยันความคิดของตนเองเป็นประจำทุกวัน

"ก่อนที่ปิดจบบทสนทนาเหล่านี้ลงและเริ่มรู้สึกโกรธหรือไม่ก็หงุดหงิดกับปัญหาดังกล่าว ให้พึงตระหนักว่าโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเองเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มันจะไม่หายไปได้เอง และการไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านนี้ อาการอาจจะเลวร้ายลง"

"ฉันอยากขอโทษที่ฉันดูไม่สวย"

A woman with brown curly hair wearing a dark blue cap and a white shirt.

ที่มาของภาพ, Tilly Kaye

คำบรรยายภาพ, ตอนนี้ทิลลี่รู้สึกว่าโรค BDD หรือโรคไม่ใช่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (Body Dysmorphic Disorder) ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตเธอเหมือนเมื่อแต่ก่อนอีกแล้ว

ทิลลี่เริ่มมีภาวะบีดีดีหรือไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (Body Dysmorphic Disorder-ฺBDD) ในช่วงวัยรุ่นตอนต้น

"ฉันรู้สึกเหมือนอยากขอโทษคนที่เดินผ่านไปมาว่าฉันน่าเกลียดแค่ไหน" เธอกล่าว

"ฉันไม่เคยมองตัวเองในกระจกสาธารณะได้เลย" เธอหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่รัดรูป และรู้สึกว่าการแต่งตัวไปงานเทศกาลและงานปาร์ตี้เป็นเรื่อง "ทรมาน"

"มันจะกระตุ้นวังวนแห่งความรู้สึกด้านลบที่ฉันไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันเวลา" ในตอนแรก เธอคิดว่าสิ่งที่เธอเป็นคือภาวะเห็นคุณค่าในตนเองต่ำและภาวะซึมเศร้า

"ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งนี้จะมีความเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์ต่าง ๆ ที่จริง ๆ แล้วล้วนเกี่ยวข้องกับรูปลักษณ์ของฉัน" เธอกล่าว อาการ BDD ของเธอเริ่มแย่ลงเมื่อเธอไปเรียนออกแบบแฟชั่นที่มหาวิทยาลัย เพราะเธอเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมนี้

สิ่งนี้ทำให้เกิดความคิดด้านลบและความทุกข์ใจเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของเธอ รวมถึงความรู้สึกไร้ค่าอย่างต่อเนื่อง ทิลลี่เคยไปพบนักบำบัดหลายคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครเชี่ยวชาญด้านภาพลักษณ์ของร่างกายเลย

เธอเริ่มเข้ารับการรักษาจากนักจิตบำบัดของระบบบริการสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (National Health Service - NHS) ซึ่งวินิจฉัยว่าเธอเป็นโรค BDD

ทิลลี่กล่าวว่าเธอเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนกับมูลนิธิ BDD และทำงานร่วมกับนักบำบัดส่วนตัวเพื่อช่วยบรรเทาอาการของเธอ

เธอแนะนำให้ทุกคนที่ประสบกับอาการ BDD ศึกษาเกี่ยวกับภาวะนี้ก่อนที่จะพูดคุยเกี่ยวกับความกังวลของตัวเองกับแพทย์ "นั่นอาจหมายความว่าผู้คนสามารถขอความช่วยเหลือที่ถูกต้องได้อย่างมั่นใจมากขึ้น" เธอกล่าวเสริม

ตอนนี้ทิลลี่สามารถควบคุมความคิดของตัวเองได้มากขึ้น

"ถ้าฉันมองกระจกเพื่อเตรียมตัว แล้วไม่ชอบสิ่งที่เห็น หรือแม้กระทั่งรู้สึกว่ากำลังจะเกิดความตื่นตระหนก ฉันก็สามารถหยุดมันได้ทันที" เธอกล่าว

"วิธีที่ฉันมองตัวเอง ขึ้นอยู่กับอารมณ์และวันแต่ละวัน ไม่ใช่แบบที่คนอื่นมองฉัน พวกเขาแค่เห็นฉันในฐานะทิลลี่"

เธอบอกว่าเธอเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในความคิดของเธอ

"ฉันพบความสุขในชีวิตอีกครั้ง และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วัยเด็กที่ฉันรู้สึกรักตัวเอง"

ส่วนชาร์ลอตต์บอกว่า เธออยากให้ผู้คนรู้ว่า "ยังมีหวังอยู่ คุณสามารถฟื้นตัวได้"

"ฉันรู้สึกเติมเต็ม มีความสุข และสงบสุขมาก และฉันรักชีวิตของฉันในตอนนี้จริง ๆ และฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะมาถึงจุดนี้ได้"เธอกล่าวทิ้งท้าย

หากว่าคุณหรือคนที่คุณรู้จักมีปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากประเด็นต่าง ๆ อย่างในบทความนี้ สามารถติดต่อ บีบีซี แอคชัน ไลน์ (BBC Action Line) เพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากองค์กรที่สามารถช่วยคุณได้