เหตุใดร้องเพลงทุกวันดีต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง ?

A group of people of different ages, standing beside a decorated Christmas tree, wrapped in jackets and hats, with their eyes staring on leaflets at the back of which a Christmas tree picture can be seen

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การร้องเพลงเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความคิด ร่างกาย อารมณ์ และสังคม ตามที่นักวิจัยได้กล่าวไว้
    • Author, เดวิด ค็อกซ์
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

ในที่สุดปี 2025 ก็ได้เดินทางมาถึงช่วงทิ้งท้ายปลายปี ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยเทศกาลรื่นเริง ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลคริสต์มาสหรืองานฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ห้างร้านต่าง ๆ ก็พากันเปิดเพลงประจำเทศกาลกันทุกหนแห่ง

ส่วนที่ยุโรปและอเมริกาก็มีกลุ่มนักร้องประสานเสียงที่ร้องเพลงคริสต์มาส (carol singers) ออกตระเวนไปร้องเพลงสร้างความสุขให้ผู้คนตามที่สาธารณะ และยังเคาะประตูตามบ้านเพื่อร้องเพลงอวยพรให้อีกด้วย นอกจากจะสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความคึกคักรื่นเริงให้กับคนทั่วไปแล้ว เขาและเธอเหล่านี้ยังได้รับประโยชน์ในด้านการส่งเสริมสุขภาพ จากกิจกรรมการร้องเพลงที่ทำอยู่อย่างคาดไม่ถึง

ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์พบว่า การร้องเพลงนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความแข็งแรงของอวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่สมองไปจนถึงหัวใจ และหากสามารถร้องเพลงประสานเสียงเป็นกลุ่มได้ จะยิ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งของภูมิคุ้มกันโรค ลดความเจ็บปวด และช่วยสานสายใยทางสังคมที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นมั่นคงเพิ่มขึ้น

"การร้องเพลงนั้นเป็นทั้งกิจกรรมทางกาย, ทางอารมณ์, ทางสติปัญญา, และทางสังคม" ดร.อเล็กซ์ สตรีต นักวิจัยจากสถาบันเคมบริดจ์เพื่อการบำบัดด้วยดนตรีกล่าว เขาผู้นี้ได้ศึกษาถึงวิธีการใช้ดนตรีเพื่อบำบัดรักษาโรคมานาน โดยมุ่งหมายให้เด็กและผู้ใหญ่ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บทางสมองเป็นสำคัญ

เหล่านักจิตวิทยาต่างก็ทึ่งกับพลังของการร้องเพลงเป็นหมู่คณะมานานแล้ว หลังพบว่าการร้องเพลงช่วยสร้างความสามัคคีกลมเกลียวได้ดียิ่ง แม้แต่นักร้องที่ขี้อายและขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม ยังรู้สึกถึงความสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้นในวงนักร้องประสานเสียงได้ หลังจากที่ร่วมร้องเพลงกับผู้อื่นได้ไม่นาน ผลการวิจัยหนึ่งพบว่า คนแปลกหน้าสามารถสานสัมพันธ์ที่มีความใกล้ชิดเป็นพิเศษกับผู้อื่นได้ หลังจากที่ร่วมร้องเพลงด้วยกันไปเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น

ส่วนประโยชน์ทางกายภาพต่ออวัยวะต่าง ๆ นั้น แน่นอนว่าการร้องเพลงช่วยบริหารปอดและระบบทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี ทำให้มีนักวิจัยทางการแพทย์ที่ใช้การร้องเพลงมาช่วยบำบัดผู้ป่วยโรคปอดด้วย

A picture of women, two of them at the front, one of them in a black top with rings on her ears and nose, another on her left side is wearing a silver top with sparkling designs. They are holding one microphone with faces full of smile. A third woman is visible behind them with her hand raised up. The background is illuminated with orange.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การร่วมร้องเพลงกันเป็นหมู่คณะ ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพกายและจิตดีกว่าการร้องเดี่ยว

การสั่นสะเทือนที่ดีต่อสุขภาพ

การร้องเพลงยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านอื่น ๆ ซึ่งสามารถใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ตรวจวัดผลดีเหล่านี้เพื่อพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่นมีงานวิจัยที่พบว่า การร้องเพลงช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตให้ดีขึ้น การร่วมร้องเพลงด้วยกันเป็นกลุ่มกับเพื่อน ๆ หรือร้องเพลงในวงประสานเสียง ยังช่วยกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานโดยมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในขณะที่การนั่งฟังเพลงเฉย ๆ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ดังกล่าว แม้จะเป็นเพลงเดียวกันก็ตาม

ส่วนคำอธิบายในทางชีววิทยาของปรากฏการณ์ข้างต้น นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะการร้องเพลงจะไปกระตุ้นเส้นประสาทวากัส (vagus nerve) ซึ่งเชื่อมต่อสมองกับเส้นเสียงและกล้ามเนื้อหลังลำคอโดยตรง นอกจากนี้การควบคุมลมหายใจในระหว่างที่ร้องเพลง โดยให้มีการหายใจออกช้า ๆ และยาวนานกว่าปกติ จะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินที่สร้างความรู้สึกเป็นสุขและเพลิดเพลิน ทั้งยังเป็นยาระงับปวดตามธรรมชาติอีกด้วย

การร้องเพลงยังไปกระตุ้นเครือข่ายของเซลล์ประสาทสมองเป็นวงกว้าง โดยจะเกิดการกระตุ้นในสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาพร้อมกัน ทำให้เกิดการรับส่งสัญญาณประสาทในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษา, การเคลื่อนไหว, และอารมณ์เป็นพิเศษ นอกจากนี้การควบคุมลมหายใจระหว่างการร้องเพลง ยังเป็นวิธีที่ช่วยคลายเครียดอย่างได้ผลชะงัดทีเดียว "ความรู้สึกอารมณ์ดีที่เกิดจากการร้องเพลง จะเห็นได้ชัดเมื่อนักร้องเปล่งเสียงสดใสกังวานยิ่งขึ้น การแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางก็ดูคึกคักร่าเริงขึ้นด้วย" ดร.สตรีตกล่าว

นักมานุษยวิทยาเชื่อว่า บรรพบุรุษของมนุษย์ในยุคโบราณ น่าจะเริ่มร้องเพลงได้ก่อนที่จะสามารถพูดเป็นภาษาต่าง ๆ ได้เสียอีก เนื่องจากคนเรามีแนวโน้มที่จะใช้เสียงเลียนแบบสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ หรือใช้เสียงแสดงอารมณ์ออกมาก่อนจะพัฒนาไปใช้คำพูด พฤติกรรมนี้อาจมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของพลวัตทางสังคมที่ซับซ้อน, การแสดงออกทางอารมณ์, และอาจเป็นต้นกำเนิดของพิธีกรรมต่าง ๆ

ดร.สตรีตบอกว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหรือเรื่องบังเอิญ ที่การร้องเพลงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเขาหรือเธอผู้นั้นจะชื่นชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจหรือไม่ เพราะสมองและร่างกายของคนเราถูกปรับจูนมาตั้งแต่เกิด ให้ตอบสนองในทางบวกต่อเสียงเพลงเสมอ

"ผู้ใหญ่ร้องเพลงกล่อมเด็กให้ทารกฟัง ทั้งยังมีการร้องเพลงในงานศพอีกด้วย คนโบราณยังรู้ถึงตารางเวลาประจำวันของตนเองได้ จากการร้องสวดตามโมงยาม เด็กในยุคปัจจุบันยังคงเรียนรู้ตัวอักษรพื้นฐาน อย่างเช่นกอไก่ขอไข่หรือเอบีซี ผ่านการท่องจำเป็นจังหวะหรือใส่ทำนองเพลงลงไป" ดร.สตรีตกล่าวอธิบาย

ร้องเพลงด้วยกันเป็นหมู่คณะ

แต่ใช่ว่าการร้องเพลงทุกรูปแบบจะให้ประโยชน์เท่าเทียมกัน นักวิทยาศาสตร์พบว่า การร่วมร้องเพลงด้วยกันเป็นหมู่คณะ ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของคนเราได้ดีกว่าการเป็นนักร้องแบบฉายเดี่ยวมาก ด้วยเหตุนี้เหล่านักการศึกษาจึงนิยมใช้การร้องเพลง มาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความร่วมมือร่วมใจ, ฝึกฝนการควบคุมอารมณ์, และเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็กวัยเรียน

บุคลากรทางการแพทย์สมัยใหม่ ยังหันมาใช้การร้องเพลงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ผลการวิจัยหลายชิ้นจากทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ป่วยและผู้ดูแลพยาบาลผู้ป่วยที่เข้าร่วมวงนักร้องประสานเสียง ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง, โรคพาร์กินสัน, โรคสมองเสื่อมชนิดต่าง ๆ และผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ต่างได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้ เช่นผู้ป่วยโรคพาร์กินสันสามารถออกเสียงพูดได้ชัดเจนกว่าเดิม ทั้งที่ก่อนหน้านั้นการออกเสียงจะทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออาการของโรครุนแรงขึ้น

การร้องเพลงยังถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีรูปแบบหนึ่ง แต่ผู้คนมักจะมองข้ามไป ทั้งที่มีผลการวิจัยพบว่า การร้องเพลงมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมมากเทียบเท่ากับการเดินเร็วเลยทีเดียว "การร้องเพลงคือกิจกรรมทางกายภาพที่มีประโยชน์พอ ๆ กับการออกกำลังกายแบบอื่น" รศ.ดร.อดัม ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดระบบทางเดินหายใจ จากมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตันกล่าว

ผลการศึกษาหนึ่งพบว่า การร้องเพลงและการฝึกฝนการใช้เสียงอย่างที่นักร้องมืออาชีพทำกันเป็นประจำ เพื่อควบคุมระดับเสียงสูงต่ำและจังหวะท่วงทำนองให้ถูกต้องนั้น เทียบได้กับการออกกำลังหัวใจและปอด ผ่านการเดินด้วยความเร็วปานกลางบนสายพานเลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์ยังได้เน้นถึงประโยชน์ของการร่วมร้องเพลงเป็นหมู่คณะ ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังมาเป็นเวลานาน โดยดร.สตรีตบอกว่า การร้องเพลงช่วยให้ผู้ป่วยมีสมาธิจดจ่อกับปัจจุบัน และสิ่งที่สามารถทำได้ซึ่งอยู่ตรงหน้า มากกว่าจะไปมัวคิดกังวลถึงสิ่งที่ทำไม่ได้หรือปัญหาที่แก้ไม่ตก ทว่าคนทั่วไปกลับมองข้ามคุณประโยชน์มหาศาลที่จะได้จากกิจกรรมนี้

"การร่วมกันร้องเพลงสร้างบรรยากาศของความเท่าเทียมเสมอภาคขึ้นในห้อง ผู้ดูแลพยาบาลผู้ป่วยก็กลายเป็นคนที่ไม่ต้องสวมบทบาทนั้นอีกต่อไป ส่วนบรรดาบุคลากรทางการแพทย์ก็ร่วมร้องเพลงเดียวกัน ด้วยวัตถุประสงค์และวิธีการแบบเดียวกัน แทบจะไม่มีวิธีบำบัดแบบไหนที่ได้ผลเหมือนกับวิธีนี้อีกแล้ว" ดร.สตรีตกล่าว

ทุกลมหายใจที่สูดเข้าไป

หนึ่งในบรรดาคนไข้ที่ได้รับประโยชน์จากการร้องเพลงมากที่สุด คือกลุ่มผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจชนิดเรื้อรัง ซึ่งดร.เคียร์ ฟิลิป อาจารย์แพทย์ระดับคลินิกด้านระบบทางเดินหายใจ จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (ICL) กล่าวเตือนว่า แม้การร้องเพลงจะไม่ช่วยรักษาโรคของคนกลุ่มนี้ให้หายขาด แต่ก็เป็นวิธีดูแลพยาบาลแบบองค์รวมที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถใช้เสริมการบำบัดรักษาโรคของแพทย์แผนปัจจุบันได้

"สำหรับผู้ป่วยบางคน การหายใจติดขัดหรือหายใจลำบาก อาจทำให้พวกเขาเปลี่ยนวิธีการหายใจของตนเองไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งก็คือเกิดการหายใจที่ไม่สม่ำเสมอและไม่มีประสิทธิภาพ" ดร.ฟิลิปกล่าว "ดังนั้นวิธีบำบัดด้วยการร้องเพลงในบางรูปแบบ จะช่วยให้ผู้ป่วยใช้กล้ามเนื้อในระบบทางเดินหายใจมากขึ้น ช่วยควบคุมจังหวะการหายใจและช่วยให้สูดอากาศเข้าปอดได้ลึกขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อาการป่วยของพวกเขาดีขึ้นตามไปด้วย"

หนึ่งในผลการศึกษาที่กล่าวขวัญกันมากที่สุด คือการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (RCT) โดยให้ผู้ป่วยที่มีอาการลองโควิด (long Covid) หรือผู้ที่มีอาการบางอย่างของโรคโควิด-19 ในระยะยาว หลังการติดเชื้อสิ้นสุดลง เข้ารับการฝึกหายใจในหลักสูตรที่แพทย์ร่วมกันพัฒนาขึ้นมากับนักร้องโอเปรามืออาชีพ ประจำคณะอุปรากรแห่งชาติอังกฤษ (English National Opera) ผลปรากฏว่า 6 สัปดาห์หลังจากนั้น ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอาการป่วยบางอย่างที่ทำให้หายใจลำบากก็บรรเทาลง

Picture of a woman with black afro hair, wearing glasses with her mouth wide open. She is in a car, behind the wheel, wearing the a seatbelt that cuts across her white top. Beside her is another woman on the passenger seat wearing a countryman style shirt , her mouth open and forearms slightly raised.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การร้องเพลงช่วยเสริมสุขภาพสมองและดีต่อระบบทางเดินหายใจเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม การร้องเพลงเป็นหมู่คณะก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพบางอย่างแอบแฝงอยู่เช่นกัน เนื่องจากเคยมีรายงานว่า การร้องเพลงประสานเสียงมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่โรคโควิด-19 แพร่ระบาดลุกลามเป็นวงกว้างในช่วงแรกของการระบาดใหญ่ เพราะการเปล่งเสียงร้องเพลงสามารถปลดปล่อยเชื้อไวรัส ให้ออกมาสู่อากาศโดยรอบได้ในปริมาณมาก

ดร.ฟิลิปกล่าวเตือนว่า "หากคุณติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงการร่วมร้องเพลงหรือฝึกร้องประสานเสียงสักหนึ่งสัปดาห์ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นต้องมาเสี่ยงติดเชื้อไปด้วย"

หากกล่าวถึงประโยชน์ระดับสูงสุดที่จะได้จากการร้องเพลง นักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การช่วยซ่อมแซมสมองหลังเกิดความเสียหาย คือคุณประโยชน์อันโดดเด่นของการร้องเพลงที่กิจกรรมอื่น ๆ ไม่อาจเทียบได้ ตัวอย่างเช่นกรณีของนางแกเบรียล กิฟฟอร์ดส์ อดีตสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ซึ่งถูกลอบสังหารด้วยการยิงเข้าที่ศีรษะในปี 2011 แม้เธอรอดชีวิตมาได้ แต่ก็ต้องเข้ารับการบำบัดเพื่อเรียนรู้วิธีการเดิน, การพูด, และการอ่านเขียนใหม่ทั้งหมด ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักบำบัดของกิฟฟอร์ดส์ได้ใช้เพลงที่เธอคุ้นเคยในวัยเด็ก มาช่วยฟื้นทักษะด้านคำศัพท์และการพูดให้คล่องแคล่วเป็นปกติดังเดิม

นักวิจัยทางการแพทย์ยังใช้วิธีเดียวกัน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสามารถฟื้นฟูทักษะการพูด เนื่องจากการฝึกซ้อมร้องเพลงเป็นเวลานานหลายชั่วโมง จะเปิดโอกาสให้สมองสองส่วนที่เสียหายไป สามารถสร้างเครือข่ายการเชื่อมต่อใหม่ถึงกันได้ดีขึ้น นอกจากนี้การร้องเพลงยังกระตุ้นให้สมองมีการปรับตัวยืดหยุ่น (neuroplasticity) ซึ่งเซลล์ประสาทสมองจะเชื่อมต่อกันในรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างเครือข่ายที่เหมาะสมมาชดเชยความเสียหายได้

Picture of a woman wearing a yellow jumper, blond hair thrown at the back with a light bleu headphones. She is holding a microphone in her left hand, her right arm raised with her hand open, her head thrown back and her mouth open. Behind her in background is a light blue wall, a green sofa and cushions, as well as green floors.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, วงการแพทย์เริ่มหันมาใช้การร้องเพลงบำบัดรักษาโรคมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยโรคสมอง และโรคระบบทางเดินหายใจแบบเรื้อรัง

นักประสาทวิทยายังตั้งข้อสันนิษฐานว่า การร้องเพลงอาจช่วยผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม หรือคนชราที่มีความเสื่อมถอยด้านความคิดและความจำได้ เพราะการร้องเพลงกระตุ้นให้สมองต้องทำงานอย่างแข็งขัน โดยนักร้องต้องมีสมาธิจดจ่อในระยะยาว รวมทั้งเรียกใช้ความจำเรื่องคำศัพท์และมีการค้นหาคำศัพท์ในสมองด้วย

ดร.เตปโป ซาการ์โม อาจารย์ผู้สอนด้านประสาทจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิของฟินแลนด์ บอกว่า "ทุกวันนี้เรามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพิสูจน์ว่าการร้องเพลงมีประโยชน์ต่อความคิดและความจำของคนชรา แต่อย่างไรก็ตาม เรายังคงรู้น้อยมากเกี่ยวกับศักยภาพของการร้องเพลง ว่ามันจะช่วยชะลอหรือป้องกันความเสื่อมถอยด้านสติปัญญาได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต้องทำการทดลองขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาติดตามผลนานหลายปี"

ทางด้านของดร.สตรีตเห็นว่า งานวิจัยทั้งหมดที่พิสูจน์ถึงประโยชน์ของการร้องเพลง ไม่ว่าจะเป็นในทางสังคมหรือทางกายภาพในระดับของสารเคมีสื่อประสาท ล้วนชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของดนตรี ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ทุกผู้ทุกคนในระดับสากล อย่างไรก็ตาม ดร.สตรีตมีความกังวลว่า สังคมปัจจุบันที่ผู้คนใช้เวลาส่วนใหญ่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยี มากกว่าจะมุ่งสานสัมพันธ์กับคนรอบข้างผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อย่างการร้องเพลง จะทำให้มีเพียงคนส่วนน้อยที่ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้

ดร.สตรีตกล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า "ยังมีหลายสิ่งที่เรากำลังจะค้นพบอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการใช้เสียงเพลง บำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหายทางสมอง...ตอนนี้เริ่มมีรายงานผลการวิจัยใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ที่แสดงให้เห็นว่าการร้องเพลงนั้นเป็นวิธีบำบัดที่ได้ผล แม้แต่กับผู้ป่วยที่สมองได้รับความเสียหายอย่างหนักก็ตาม เชื่อได้ว่าการร้องเพลงจะให้ประโยชน์มหาศาลแก่ผู้ป่วยเหล่านี้ในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาการร้องเพลงมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ต่อการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชนต่าง ๆ"