เปิดปฏิบัติการทางอากาศที่นำไปสู่การยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน

ที่มาของภาพ, Danny Mason handout
- Author, เคที พริคเคตต์
- Role, บีบีซี นิวส์, เอสเซ็กซ์
ปฏิบัติการวาร์ซิตี (Operation Varsity) "เป็นการต่อสู้ที่ยุติ" สงครามโลกครั้งที่สองในยุโรป แต่คนส่วนใหญ่มักไม่รู้จัก ยกเว้นแต่ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์การทหารเท่านั้น
กองกำลังอังกฤษ แคนาดา และอเมริกาส่วนใหญ่ขึ้นบินจากสนามบินเอสเซกซ์เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 1945 และถูกปล่อยลงสู่แนวรบของเยอรมันที่แม่น้ำไรน์โดยตรง
ทหารพลร่มและเครื่องร่อนที่บรรทุกกำลังพลจำนวนมากได้ลงสู่จุดที่การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ซึ่งส่งผลให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะมีการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก ราว 6 สัปดาห์ต่อมา ฝ่ายสัมพันธมิตรของชาติตะวันตกได้เผชิญหน้ากับฝ่ายรัสเซียในกรุงเบอร์ลิน ก่อนที่จะมีการประกาศชัยชนะในยุโรป
คริส บูลล็อก ได้จัดงานรำลึกขึ้นที่สนามบินริเวนฮอลล์ของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร (RAF Rivenhall) เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต และเขาได้พูดถึง "เรื่องราวที่ไม่เคยเล่ามาก่อน"
"เมื่อคุณดูวิดีโอเกี่ยวกับคนในริเวนฮอลล์ (Rivenhall) ขณะที่พวกเขากำลังต้มเบียร์เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับชูนิ้วโป้งและสัญลักษณ์ตัววี (V) แทนชัยชนะก่อนที่จะขึ้นเครื่องร่อน และคุณรู้ดีว่าบางคนจะไม่ได้กลับบ้าน เพราะหลังจากนั้นสามชั่วโมงกลับพบว่าพวกเขาเสียชีวิต นี่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องบอกเล่าเรื่องราวนั้น" เขากล่าว

ปีเตอร์ เดวีส์ วัย 102 ปี เคยขึ้นบินจากฐานทัพอากาศวู้ดบริดจ์ในซัฟโฟล์คด้วยเครื่องบินดาโกตา พร้อมด้วย "ปืนขนาด 17 ปอนด์ รถลากจูง และหน่วยปืนพร้อมกำลังพลอีก 8 นาย"
เขาอาสาเข้าร่วมกองทหารนักบินเครื่องร่อน (Glider Pilot Regiment) ในปี 1942 เพราะเขาคิดว่ามัน "น่าตื่นเต้น" มากกว่าตอนที่เขาเป็นพลทหารในกองทัพบกที่ประจำการหน่วยต่อต้านอากาศยานปืนใหญ่
"มันเหมือนกับการบินด้วยเครื่องบินใหญ่ที่มีกำลังไม่เพียงพอ มีทางเดียวคือต้องร่อนลง" เดวีส์ จากโบลลิงตัน เชสเชียร์ กล่าว โดยบรรยายความรู้สึกในตอนที่เครื่องร่อนหลุดออกไป
"เกิดการโจมตีอย่างหนัก เราสูญเสียการควบคุม และเนื่องจากปีกข้างหนึ่งเสียหายไปมาก เราจึงบินเข้าไปในพื้นที่ของศัตรูมากขึ้นเรื่อย ๆ
"เมื่อเราตกพื้น – และผมหมายถึงตกจริง ๆ – เราอยู่ผิดที่ผิดทางท่ามกลางฝูงทหารเยอรมันที่โกรธแค้นอย่างหนัก และเกิดความโกลาหลวุ่นวาย"
เครื่องร่อนของอเมริกาเครื่องหนึ่งตกห่างจากเขาไปเพียง 50 เมตร "และไม่มีคนรอดสักคน เพราะมีทหารเยอรมันอยู่ที่นั่นด้วย"
แต่ด้วยนักบินผู้ช่วยเบิร์ต โบว์แมน เขาสามารถข้ามสนามรบไปยังจุดทิ้งระเบิดที่พวกเขาตั้งใจจะทิ้งได้แล้วก็ได้เดินทางกลับอังกฤษได้สำเร็จ

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ลงจอดเหนือกองทัพเยอรมันโดยตรง และเครื่องร่อนจำนวนมากถูกยิงตก และทหารพลร่มจำนวนมากถูกยิงในท้องฟ้าเช่นกัน เฉพาะทหารอากาศริเวนฮอลล์ (RAF Rivenhall) หน่วยเดียว 80 นายก็เสียชีวิตทั้งหมด" บูลล็อก วัย 56 ปี ซึ่งเคยประจำการในกองพันที่ 3 กรมพลร่มมาเป็นเวลา 25 ปี กล่าว
ปฏิบัติการวาร์ซิตี (Operation Varsity) เป็นปฏิบัติการทางอากาศครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีทหารมากกว่า 16,000 นายถูกส่งลงมาจากอากาศไปยังดินแดนของเยอรมนีตะวันตกในวันเดียวกัน
เป้าหมายคือสร้างสะพานข้ามแม่น้ำไรน์เพื่อให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถรุกคืบเข้าสู่เยอรมนี เพื่อให้เข้าใกล้กองกำลังรัสเซีย ซึ่งกำลังเดินทางมาจากทางตะวันออกอย่างรวดเร็ว
ส่วนแรกคือ ปฏิบัติการพลันเดอร์ (Operation Plunder) ซึ่งเป็นการรุกคืบภาคพื้นดิน "โดยข้ามแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และดำเนินการโดยกองกำลังอังกฤษและแคนาดา" บูลล็อก กล่าว
จุดประสงค์ในครั้งนั้นก็คือ การเปิดให้กองทหารสะเทินน้ำสะเทินบกทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไรน์เข้าร่วมกับทหารพลร่มที่ถูกส่งลงสู่พื้นที่ทางตะวันออก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงห้าเดือนหลังจากยุทธการที่อาร์เนมอันเลวร้ายซึ่งส่งผลให้หน่วยกองบินนักบินเครื่องร่อนสูญเสียชีวิตกว่า 90%
นักบินของกองทัพอากาศ เช่น ไบรอัน เลธาม ซึ่งถูกส่งไปเท็กซัสเพื่อเรียนรู้การบินเครื่องบินขับไล่ เป็นหนึ่งในนักบินหลายร้อยคนที่ "อาสา" เข้าเป็นหน่วยขับเครื่องร่อน
"หากเราไม่อาสา เราก็ถูกบอกว่าจะไม่มีวันได้บินอีกแล้ว และจะต้องเข้าร่วมกองทหารราบหรือไม่ก็ต้องตกไปในทุ่นระเบิด" เลธาม วัย 101 ปี จากลลานดุดโน คอนเวย์ แห่งเวลส์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักว่าการเป็นนักบินเครื่องร่อนเป็น "ชนชั้นสูง เช่นเดียวกับหน่วยคอมมานโด"
"พวกเราไม่ใช่คนแข็งแกร่ง และพวกเขาทำให้เราเป็นคนแข็งแกร่ง ผมกลายเป็นทหารราบที่ผ่านการฝึกฝนแล้วคนหนึ่ง" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
เลธามบินจากฐานทัพอากาศกอสฟิลด์ (RAF Gosfield) ใกล้กับเบรนทรี (Braintree) มณฑลเอสเซกซ์ โดยบรรทุกปืนครก ที่มาพร้อมกับรถจีป และรถพ่วง และต่อมาเขาต้องถูกปล่อยลงไปในกลุ่มควัน ที่มีการยิงต่อสู้อากาศยานอย่างหนัก
"เราพุ่งเข้าไปในกลุ่มควันและมันน่าตื่นเต้นมาก และเราร่อนลงจอดตรงจุดที่ควรจะลงจอดที่ฮัมมินเคล์น (Hamminkeln)" เขากล่าว
"ตอนนั้นเราอยู่ใกล้สะพานที่ยึดไว้โดยกองทหารไรเฟิลของอังกฤษ (Royal Ulster Rifles) ซึ่งถูกรถถังเยอรมันโจมตีจนกระทั่งกองทัพที่ 2 ของอังกฤษเข้ามา [โดยข้ามแม่น้ำไรน์]"
ในที่สุด เขาก็ถูกส่งตัวกลับสหราชอาณาจักร แต่เขารู้สึกขอบคุณที่ไม่ได้กลับไปที่ฐานทัพอากาศบรอดเวลล์ (RAF Broadwell) บ้านเกิดของเขาในอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ เพราะ "เราสูญเสียผู้คนไปมากเกินไป"
จากจำนวนเจ้าหน้าที่ 890 นายของกรมนักบินเครื่องร่อนที่เข้าร่วมในวาร์ซิตี มีกำลังพลมากกว่า 20% เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ

ที่มาของภาพ, Danny Mason handout
"พวกเราถูกปล่อยลงไปอยู่ท่ามกลางชาวเยอรมัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเรารู้ว่ามันเป็นการปล่อยลงไปแบบฆ่าตัวตาย" แดนนี เมสัน ซึ่งผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมกองพลร่มเมื่อตอนมีอายุได้ 19 ปี กล่าว
"แต่พวกเราไม่ได้กังวลอะไร พวกเรายังเด็กและกระตือรือร้น และคิดว่า 'พวกเราจะไม่เป็นไร เราจะไม่เป็นไร'"
ปัจจุบันเมสันอายุ 98 ปี และอาศัยอยู่ที่เมืองลัดโลว์ ชรอปเชียร์ เขากล่าวเสริมว่า "พวกเรายังคิดว่าเยอรมนีกำลังแพ้และไม่ได้อยู่ในสภาวะการต่อสู้ที่ดี และนี่ควรจะเป็นเรื่องง่าย แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เรามีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงมาก"

ที่มาของภาพ, Ashley Mason
ทหารจากกองพลส่งทางอากาศที่ 17 ของสหรัฐฯ และกองพลส่งทางอากาศที่ 6 ของอังกฤษ ซึ่งรวมถึงทหารแคนาดา เสียชีวิตอย่างน้อย 1,070 นาย และบาดเจ็บอีกหลายพันนาย
"แต่ภายในเวลา 4 หรือ 5 ชั่วโมง เราก็ทำสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้" เมสันกล่าว
เขาต้องเดินรุกคืบไปกว่า 965 กิโลเมตร ผ่านเยอรมนีภายในเวลาสองสัปดาห์ จนกระทั่งเขาได้รับบาดเจ็บ
"การสู้รบครั้งนี้เป็นเหตุให้สงครามโลกครั้งที่สองยุติลง แต่ไม่มีใครสนใจเลย" เขากล่าว
"ผมถามผู้บังคับบัญชาคนเก่า ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และเขาบอกว่าเป็นเพราะทุกคนเบื่อหน่ายแล้ว สงครามยาวนานถึง 6 ปี และเมื่อถึงวันแห่งชัยชนะในยุโรป ถือเป็นความโล่งใจอย่างใหญ่หลวง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
บูลล็อกได้ให้ข้อมูลแวดล้อมบางอย่างเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้น ดังนี้
"สามสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ที่วาร์ซิตี ค่ายกักกันเบลเซนได้รับการปลดปล่อย สองสัปดาห์หลังจากนั้น ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตาย และหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น เยอรมนีก็ยอมจำนน ซึ่งคงไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้มากนักเพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นเอง"
ปัจจุบันเขาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยการปฏิบัติการระหว่างประเทศให้กับบีบีซี เขาอาศัยอยู่ใกล้กับฐานทัพอากาศริเวนฮอลล์ของกองทัทอากาศของสหราชอาณาจักร และเริ่มค้นคว้าเรื่องราวของฐานทัพดังกล่าวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
เครื่องร่อน 60 ลำ ซึ่งบินลากโดยฝูงบินกองทัพอากาศอังกฤษสองฝูง ได้ออกเดินทางจากสนามบินเมื่อเวลา 07.00 น. ของวันที่ 24 มี.ค. 1945 โดยบรรทุกส่วนหนึ่งของกองพลส่งทางอากาศที่ 6
แต่ประวัติศาสตร์บางส่วนนั้นยังคงสูญหายไป
"ไม่มีหลักฐานใด ๆ เหลืออยู่ว่า ใครบินด้วยเครื่องร่อนรุ่นใดและเกิดอะไรขึ้นกับแต่ละคน มีเพียงหลักฐานเชิงประจักษ์และเรื่องราวส่วนตัวที่ผมติดตามพบเท่านั้น" เขากล่าว
เขาได้รับมอบหมายให้สร้างอนุสรณ์สถานเพื่อ "รำลึกถึงผู้ที่บินจากริเวนฮอลล์และเสียชีวิตในวันนั้น"
อนุสรณ์สถานนี้จะเปิดตัวในงานวันที่ 23 มี.ค. โดยมียานเกราะ แท่นประจำที่ การแสดงจำลอง การนำเสนอ และการบินผ่านโดยเครื่องบินดาโกตา
พิธีรำลึกจะจัดขึ้นในวันถัดไป เวลา 07.00 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สมาคมกองทหารนักบินเครื่องร่อนและสมาคมทหารพลร่ม












