เปิดปฏิบัติการทางอากาศที่นำไปสู่การยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน

A grainy black-and-white photograph from a newspaper showing paratroopers gathered in a group drinking tea. They are wearing berets. It shows a moment just before they got into planes to be dropped over German lines at the River Rhine in Operation Varsity, March 1945.

ที่มาของภาพ, Danny Mason handout

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายหนังสือพิมพ์แสดงภาพพลร่มที่กำลังดื่มชาในช่วงเช้าของวันที่ 24 มี.ค. 1945 ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปกระโดดร่มเหนือน่านฟ้าเยอรมนี
    • Author, เคที พริคเคตต์
    • Role, บีบีซี นิวส์, เอสเซ็กซ์

ปฏิบัติการวาร์ซิตี (Operation Varsity) "เป็นการต่อสู้ที่ยุติ" สงครามโลกครั้งที่สองในยุโรป แต่คนส่วนใหญ่มักไม่รู้จัก ยกเว้นแต่ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์การทหารเท่านั้น

กองกำลังอังกฤษ แคนาดา และอเมริกาส่วนใหญ่ขึ้นบินจากสนามบินเอสเซกซ์เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 1945 และถูกปล่อยลงสู่แนวรบของเยอรมันที่แม่น้ำไรน์โดยตรง

ทหารพลร่มและเครื่องร่อนที่บรรทุกกำลังพลจำนวนมากได้ลงสู่จุดที่การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ซึ่งส่งผลให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะมีการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก ราว 6 สัปดาห์ต่อมา ฝ่ายสัมพันธมิตรของชาติตะวันตกได้เผชิญหน้ากับฝ่ายรัสเซียในกรุงเบอร์ลิน ก่อนที่จะมีการประกาศชัยชนะในยุโรป

คริส บูลล็อก ได้จัดงานรำลึกขึ้นที่สนามบินริเวนฮอลล์ของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร (RAF Rivenhall) เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต และเขาได้พูดถึง "เรื่องราวที่ไม่เคยเล่ามาก่อน"

"เมื่อคุณดูวิดีโอเกี่ยวกับคนในริเวนฮอลล์ (Rivenhall) ขณะที่พวกเขากำลังต้มเบียร์เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับชูนิ้วโป้งและสัญลักษณ์ตัววี (V) แทนชัยชนะก่อนที่จะขึ้นเครื่องร่อน และคุณรู้ดีว่าบางคนจะไม่ได้กลับบ้าน เพราะหลังจากนั้นสามชั่วโมงกลับพบว่าพวกเขาเสียชีวิต นี่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องบอกเล่าเรื่องราวนั้น" เขากล่าว

Peter Davies at 100 sitting in an armchair. He has white hair and large glasses and is smiling. He is wearing a blue blazer over a white shirt and a striped tie. On his left lapel is a British Empire Medal.
คำบรรยายภาพ, ปีเตอร์ เดวีส์ กลับมาร่วมงานกองทัพอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยรับตำแหน่งกัปตันกองทหารปืนใหญ่ ปัจจุบันเขาเป็นผู้ช่วยในห้องเรียนที่ "สอนเด็ก ๆ ให้รู้จักอ่านหนังสือและสนุกกับการอ่านหนังสือ"

ปีเตอร์ เดวีส์ วัย 102 ปี เคยขึ้นบินจากฐานทัพอากาศวู้ดบริดจ์ในซัฟโฟล์คด้วยเครื่องบินดาโกตา พร้อมด้วย "ปืนขนาด 17 ปอนด์ รถลากจูง และหน่วยปืนพร้อมกำลังพลอีก 8 นาย"

เขาอาสาเข้าร่วมกองทหารนักบินเครื่องร่อน (Glider Pilot Regiment) ในปี 1942 เพราะเขาคิดว่ามัน "น่าตื่นเต้น" มากกว่าตอนที่เขาเป็นพลทหารในกองทัพบกที่ประจำการหน่วยต่อต้านอากาศยานปืนใหญ่

"มันเหมือนกับการบินด้วยเครื่องบินใหญ่ที่มีกำลังไม่เพียงพอ มีทางเดียวคือต้องร่อนลง" เดวีส์ จากโบลลิงตัน เชสเชียร์ กล่าว โดยบรรยายความรู้สึกในตอนที่เครื่องร่อนหลุดออกไป

"เกิดการโจมตีอย่างหนัก เราสูญเสียการควบคุม และเนื่องจากปีกข้างหนึ่งเสียหายไปมาก เราจึงบินเข้าไปในพื้นที่ของศัตรูมากขึ้นเรื่อย ๆ

"เมื่อเราตกพื้น – และผมหมายถึงตกจริง ๆ – เราอยู่ผิดที่ผิดทางท่ามกลางฝูงทหารเยอรมันที่โกรธแค้นอย่างหนัก และเกิดความโกลาหลวุ่นวาย"

เครื่องร่อนของอเมริกาเครื่องหนึ่งตกห่างจากเขาไปเพียง 50 เมตร "และไม่มีคนรอดสักคน เพราะมีทหารเยอรมันอยู่ที่นั่นด้วย"

แต่ด้วยนักบินผู้ช่วยเบิร์ต โบว์แมน เขาสามารถข้ามสนามรบไปยังจุดทิ้งระเบิดที่พวกเขาตั้งใจจะทิ้งได้แล้วก็ได้เดินทางกลับอังกฤษได้สำเร็จ

An avenue of Hamilcar gliders (right) and RAF Halifax towing aircraft (left) on 24 March 1945. The black and white image shows three aircrew with their hands in their pockets looking towards the gliders.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เครื่องร่อนแบบฮามิลคาร์ขนาดใหญ่ (ขวา) ซึ่งใช้ในการขนส่งปืนใหญ่และรถถัง ถูกปล่อยออกไปหลังจากที่เครื่องบินฮาลิแฟกซ์ (ซ้าย) ลากไปยังเขตทิ้งระเบิด

"ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ลงจอดเหนือกองทัพเยอรมันโดยตรง และเครื่องร่อนจำนวนมากถูกยิงตก และทหารพลร่มจำนวนมากถูกยิงในท้องฟ้าเช่นกัน เฉพาะทหารอากาศริเวนฮอลล์ (RAF Rivenhall) หน่วยเดียว 80 นายก็เสียชีวิตทั้งหมด" บูลล็อก วัย 56 ปี ซึ่งเคยประจำการในกองพันที่ 3 กรมพลร่มมาเป็นเวลา 25 ปี กล่าว

ปฏิบัติการวาร์ซิตี (Operation Varsity) เป็นปฏิบัติการทางอากาศครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีทหารมากกว่า 16,000 นายถูกส่งลงมาจากอากาศไปยังดินแดนของเยอรมนีตะวันตกในวันเดียวกัน

เป้าหมายคือสร้างสะพานข้ามแม่น้ำไรน์เพื่อให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถรุกคืบเข้าสู่เยอรมนี เพื่อให้เข้าใกล้กองกำลังรัสเซีย ซึ่งกำลังเดินทางมาจากทางตะวันออกอย่างรวดเร็ว

ส่วนแรกคือ ปฏิบัติการพลันเดอร์ (Operation Plunder) ซึ่งเป็นการรุกคืบภาคพื้นดิน "โดยข้ามแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และดำเนินการโดยกองกำลังอังกฤษและแคนาดา" บูลล็อก กล่าว

จุดประสงค์ในครั้งนั้นก็คือ การเปิดให้กองทหารสะเทินน้ำสะเทินบกทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไรน์เข้าร่วมกับทหารพลร่มที่ถูกส่งลงสู่พื้นที่ทางตะวันออก

Allied planes fly over a shattered German town on their way to drop paratroopers over the Rhine in March 1945. The black and white images shows planes in the sky. Below are roofs with their struts showing, and on the right is a heap of roof struts exposed to the sky. On both sides are leafless tree branches.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทหารสหรัฐฯ มากกว่า 9,000 นาย และทหารอังกฤษและแคนาดาอีก 8,000 นาย สามารถ "บรรลุวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการวาร์ซิตีครั้งนี้ในระยะเวลาสามชั่วโมง แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล" คริส บูลล็อก กล่าว

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงห้าเดือนหลังจากยุทธการที่อาร์เนมอันเลวร้ายซึ่งส่งผลให้หน่วยกองบินนักบินเครื่องร่อนสูญเสียชีวิตกว่า 90%

นักบินของกองทัพอากาศ เช่น ไบรอัน เลธาม ซึ่งถูกส่งไปเท็กซัสเพื่อเรียนรู้การบินเครื่องบินขับไล่ เป็นหนึ่งในนักบินหลายร้อยคนที่ "อาสา" เข้าเป็นหน่วยขับเครื่องร่อน

"หากเราไม่อาสา เราก็ถูกบอกว่าจะไม่มีวันได้บินอีกแล้ว และจะต้องเข้าร่วมกองทหารราบหรือไม่ก็ต้องตกไปในทุ่นระเบิด" เลธาม วัย 101 ปี จากลลานดุดโน คอนเวย์ แห่งเวลส์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักว่าการเป็นนักบินเครื่องร่อนเป็น "ชนชั้นสูง เช่นเดียวกับหน่วยคอมมานโด"

"พวกเราไม่ใช่คนแข็งแกร่ง และพวกเขาทำให้เราเป็นคนแข็งแกร่ง ผมกลายเป็นทหารราบที่ผ่านการฝึกฝนแล้วคนหนึ่ง" เขากล่าว

The glider landing area, across the Rhine at Wesel near the Dutch border, on 24 March 1945. In the foreground of the black and white picture is a cow and two horses. Behind are fence posts and troops milling around. Behind them are several gliders.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไบรอัน เลธาม ซึ่งกลับเข้าร่วมกองทัพอากาศอีกครั้งหลังสงครามและอยู่จนถึงปี 1964 กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากที่เห็น "กองกำลังของเราถูกแบ่งแยกออกจากกันในการสู้รบ" ที่วาร์ซิตี

เลธามบินจากฐานทัพอากาศกอสฟิลด์ (RAF Gosfield) ใกล้กับเบรนทรี (Braintree) มณฑลเอสเซกซ์ โดยบรรทุกปืนครก ที่มาพร้อมกับรถจีป และรถพ่วง และต่อมาเขาต้องถูกปล่อยลงไปในกลุ่มควัน ที่มีการยิงต่อสู้อากาศยานอย่างหนัก

"เราพุ่งเข้าไปในกลุ่มควันและมันน่าตื่นเต้นมาก และเราร่อนลงจอดตรงจุดที่ควรจะลงจอดที่ฮัมมินเคล์น (Hamminkeln)" เขากล่าว

"ตอนนั้นเราอยู่ใกล้สะพานที่ยึดไว้โดยกองทหารไรเฟิลของอังกฤษ (Royal Ulster Rifles) ซึ่งถูกรถถังเยอรมันโจมตีจนกระทั่งกองทัพที่ 2 ของอังกฤษเข้ามา [โดยข้ามแม่น้ำไรน์]"

ในที่สุด เขาก็ถูกส่งตัวกลับสหราชอาณาจักร แต่เขารู้สึกขอบคุณที่ไม่ได้กลับไปที่ฐานทัพอากาศบรอดเวลล์ (RAF Broadwell) บ้านเกิดของเขาในอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ เพราะ "เราสูญเสียผู้คนไปมากเกินไป"

จากจำนวนเจ้าหน้าที่ 890 นายของกรมนักบินเครื่องร่อนที่เข้าร่วมในวาร์ซิตี มีกำลังพลมากกว่า 20% เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ

A black and white photograph of Danny Mason just after World War Two. He is in his Parachute Regiment uniform. He is wearing a hard helmet and a parachute harness over his uniform and is holding a gun. He is standing in what appears to be a hangar or a shed.

ที่มาของภาพ, Danny Mason handout

คำบรรยายภาพ, "มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมและน่าตื่นเต้นมาก เราอายุยังไม่มากพอที่จะเข้าใจสถานการณ์ และผมก็ไม่ได้เสียใจเลย" แดนนี เมสันกล่าว และเสริมว่า "สงครามเป็นเรื่องโง่เขลา แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว"

"พวกเราถูกปล่อยลงไปอยู่ท่ามกลางชาวเยอรมัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเรารู้ว่ามันเป็นการปล่อยลงไปแบบฆ่าตัวตาย" แดนนี เมสัน ซึ่งผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมกองพลร่มเมื่อตอนมีอายุได้ 19 ปี กล่าว

"แต่พวกเราไม่ได้กังวลอะไร พวกเรายังเด็กและกระตือรือร้น และคิดว่า 'พวกเราจะไม่เป็นไร เราจะไม่เป็นไร'"

ปัจจุบันเมสันอายุ 98 ปี และอาศัยอยู่ที่เมืองลัดโลว์ ชรอปเชียร์ เขากล่าวเสริมว่า "พวกเรายังคิดว่าเยอรมนีกำลังแพ้และไม่ได้อยู่ในสภาวะการต่อสู้ที่ดี และนี่ควรจะเป็นเรื่องง่าย แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เรามีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงมาก"

Danny Mason at the 2024 Varsity dinner organised by The Parachute Regimental Association. He has a white goatee beard and is wearing thin black-framed glasses, a black blazer over a black jumper and a white shirt and maroon tie. He has a maroon regimental beret with wings, and on his left breast are four medals. He is speaking and has his right hand raised with his forefinger extended.

ที่มาของภาพ, Ashley Mason

คำบรรยายภาพ, หลังจากปลดประจำการ แดนนี เมสัน ผ่านงานหลายอย่างก่อนที่จะตัดสินใจเปิดร้านจิปาถะ หรือแบบ DIY ในลุดโลว์กับภรรยาผู้ล่วงลับ เขายังเคยกลับไปเยอรมนีสองครั้งเพื่อไปเยี่ยมหลุมศพของสหายร่วมอุดมการณ์

ทหารจากกองพลส่งทางอากาศที่ 17 ของสหรัฐฯ และกองพลส่งทางอากาศที่ 6 ของอังกฤษ ซึ่งรวมถึงทหารแคนาดา เสียชีวิตอย่างน้อย 1,070 นาย และบาดเจ็บอีกหลายพันนาย

"แต่ภายในเวลา 4 หรือ 5 ชั่วโมง เราก็ทำสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้" เมสันกล่าว

เขาต้องเดินรุกคืบไปกว่า 965 กิโลเมตร ผ่านเยอรมนีภายในเวลาสองสัปดาห์ จนกระทั่งเขาได้รับบาดเจ็บ

"การสู้รบครั้งนี้เป็นเหตุให้สงครามโลกครั้งที่สองยุติลง แต่ไม่มีใครสนใจเลย" เขากล่าว

"ผมถามผู้บังคับบัญชาคนเก่า ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และเขาบอกว่าเป็นเพราะทุกคนเบื่อหน่ายแล้ว สงครามยาวนานถึง 6 ปี และเมื่อถึงวันแห่งชัยชนะในยุโรป ถือเป็นความโล่งใจอย่างใหญ่หลวง"

A black and white picture of five soldiers looking towards the camera, surrounded by military kit. The man on the far left is wearing a top hat. They are resting by the side of the road. A sixth soldier stands on the roof of an amphibious truck in the background.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หน่วยจากกองทัพที่สองของอังกฤษ ถ่ายภาพเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 1945 ขณะข้ามแม่น้ำไรน์พร้อมกับกองทัพแคนาดาที่ 1 และกองทัพที่ 9 ของสหรัฐอเมริกา และเข้าร่วมกับกองกำลังพลร่มของวาร์ซิตี

บูลล็อกได้ให้ข้อมูลแวดล้อมบางอย่างเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้น ดังนี้

"สามสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ที่วาร์ซิตี ค่ายกักกันเบลเซนได้รับการปลดปล่อย สองสัปดาห์หลังจากนั้น ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตาย และหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น เยอรมนีก็ยอมจำนน ซึ่งคงไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้มากนักเพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นเอง"

ปัจจุบันเขาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยการปฏิบัติการระหว่างประเทศให้กับบีบีซี เขาอาศัยอยู่ใกล้กับฐานทัพอากาศริเวนฮอลล์ของกองทัทอากาศของสหราชอาณาจักร และเริ่มค้นคว้าเรื่องราวของฐานทัพดังกล่าวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

เครื่องร่อน 60 ลำ ซึ่งบินลากโดยฝูงบินกองทัพอากาศอังกฤษสองฝูง ได้ออกเดินทางจากสนามบินเมื่อเวลา 07.00 น. ของวันที่ 24 มี.ค. 1945 โดยบรรทุกส่วนหนึ่งของกองพลส่งทางอากาศที่ 6

แต่ประวัติศาสตร์บางส่วนนั้นยังคงสูญหายไป

"ไม่มีหลักฐานใด ๆ เหลืออยู่ว่า ใครบินด้วยเครื่องร่อนรุ่นใดและเกิดอะไรขึ้นกับแต่ละคน มีเพียงหลักฐานเชิงประจักษ์และเรื่องราวส่วนตัวที่ผมติดตามพบเท่านั้น" เขากล่าว

เขาได้รับมอบหมายให้สร้างอนุสรณ์สถานเพื่อ "รำลึกถึงผู้ที่บินจากริเวนฮอลล์และเสียชีวิตในวันนั้น"

อนุสรณ์สถานนี้จะเปิดตัวในงานวันที่ 23 มี.ค. โดยมียานเกราะ แท่นประจำที่ การแสดงจำลอง การนำเสนอ และการบินผ่านโดยเครื่องบินดาโกตา

พิธีรำลึกจะจัดขึ้นในวันถัดไป เวลา 07.00 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สมาคมกองทหารนักบินเครื่องร่อนและสมาคมทหารพลร่ม