"ห้าม [ตาย] ก่อนนะ": เปิดความหวังสมรสเท่าเทียมไทย จากมุมมองคู่รักไทย-ต่างชาติ

BBC
คำบรรยายภาพ, ทำความรู้จักพวกเขาและเส้นทางความรัก ไทย-ญี่ปุ่น และ ไทย-สิงคโปร์
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

กฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 23 ม.ค. นี้ เปิดโอกาสให้คู่รักเพศเดียวกัน โดยเฉพาะคู่รักชาวไทยกับชาวต่างชาติ ที่อาจมาจากประเทศที่ยังไม่รองรับกฎหมายนี้ ได้จดทะเบียนสมรสในไทย บีบีซีไทยขอนำเสนอเรื่องราวของคู่รักสองคู่ หนึ่งคือคู่ชาวไทยกับอดีตตำรวจหญิงญี่ปุ่นที่เผชิญแรงกดดันทางสังคมในประเทศบ้านเกิด และอีกคู่คือ เจ้าของธุรกิจเกย์เฟสติวัลระดับเอเชีย 'Gcircuit' ที่ละทิ้งโอกาสอาชีพนักการเงินในนิวยอร์ก

ย้อนภาพกลับไปเมื่อปี 2014 ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อะคิ อูริว พร้อมกับพี่ชายและแม่เดินทางมาถึงประเทศไทยในเวลาเช้าตรู่ ราว 5 นาฬิกา

แม้ว่าครอบครัวชาวญี่ปุ่นครอบครัวนี้จะคุ้นเคยกับประเทศไทยเป็นอย่างดี แม้แต่ตัวอะคิเองก็เคยอยู่ไทยเป็นเวลา 5 ปี ตอนที่อายุ 5-10 ขวบ แต่ครั้งนี้พวกเขากลับเหยียบสนามบินแห่งชาตินี้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป ไม่แน่ใจว่าเป็นความว่างเปล่าหรือเป็นความโศกเศร้ามากกว่ากัน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด

"ตอนนั้นคุณพ่อเสียชีวิตแล้ว ผมกับแม่ กับพี่ชายก็รีบบินมาเลย" อะคิเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

และนั่นเป็นครั้งแรกที่อะคิ กำลังจะได้พบกับว่าที่คู่ชีวิตของตัวเอง

วารินทร์ ขวัญพิกุล หรือกุ้ง ก็อยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันนั้น เวลานั้นเช่นเดียวกัน

ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะวารินทร์ไปรอรับครอบครัวที่เพิ่งสูญเสียพ่อและสามีผู้เป็นที่รักอยู่จริง ๆ ในฐานะเลขานุการของผู้ล่วงลับ

"เราเป็นเลขามา 3 ปี แต่ไม่เคยเจอกันมาก่อนค่ะ รู้แค่ว่า เขามีลูกชายหนึ่ง ลูกสาวหนึ่ง แต่ไม่เคยเห็น ตอนแรกที่มาถึงเราก็ไม่รู้ว่าคนนี้ [อะคิ] คือใคร ทำไมร้องไห้เยอะจัง" กุ้งเล่าผ่านมุมมองของเธอ

ตลอดระยะเวลาราวสัปดาห์กว่า ๆ ที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันเพื่อจัดการทั้งธุระเรื่องการชันสูตรพลิกศพและจัดงานศพในประเทศไทย 'ความชอบ' เกิดขึ้นตอนไหนอะคิเองก็ไม่แน่ใจ เขารู้แค่ว่า "เขาดูแลดีมาก ไม่ใช่แต่ผม แม่หรือพี่ชายผมเขาก็ดูแลตลอด ก็เห็นว่าเป็นคนดี ช่วยเหลือเรา"

ส่วนกุ้งนั้นตอบแบบติดตลก แบบไม่อ้อมค้อมใด ๆ ว่า "ชอบเลย ชอบตั้งแต่เห็นครั้งแรก หล่อมากเลย เท่มาก ใส่เชิ้ตสีขาว ผูกเนคไทสีดำมา เข้าใจว่ายังเศร้าอยู่ แต่เราก็แบบประทับใจจังเลย แต่ไม่ได้เข้าไปทักหรือเข้าไปจู่โจมอะไร เพราะว่าอยู่ในพาร์ทการทำงานด้วย และต้องให้พื้นที่ของกันและกัน เขาก็เสียใจ เราก็ทำงาน ก็เลยต้องเก็บเอาไว้ก่อน"

อะคิ อูริว

ที่มาของภาพ, อะคิ อูริว

คำบรรยายภาพ, ภาพของอะคิและกุ้งระหว่างงานศพพ่อของอะคิ

หลังจากจัดงานศพและธุระต่าง ๆ เสร็จสิ้น อะคิก็เดินทางกลับญี่ปุ่นและกลับไปทำงานในฐานะตำรวจที่จังหวัดไซตามะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตัวเองด้วย ขณะที่กุ้งก็ใช้ชีวิตของเธอที่ไทยต่อไปเพื่อหาเลี้ยงลูกชาย 2 คน

ทว่าความห่างไกลที่ทำให้ทั้งคู่ห่างกันและไม่คิดว่าจะสามารถสานต่อกันได้ กลับไม่ได้ทำให้การติดต่อของทั้งคู่ขาดจากกัน พวกเขายังคงคุยกันอยู่ และ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งต่อจากนั้น ความรักของคู่รักไทย-ญี่ปุ่น คู่นี้ก็ค่อย ๆ ถือกำเนิดขึ้น

ขณะที่อะคิและกุ้งพบกันในปี 2014 หากเราย้อนกลับไปทศวรรษก่อนหน้า 2004 เป็นปีที่ ทอม-ตัน เซียงเกี๊ยบ ตัดสินใจทิ้งโอกาสการทำงานในบริษัทการเงินหรือธนาคารเพื่อการลงทุนในมหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เพื่อมาเริ่มต้นใช้ชีวิตกับสุเมธ ศรีเมือง หรืออุ้ย

จุดเริ่มต้นของความรักของพวกเขานั้น เกิดขึ้น ณ บาร์แห่งหนึ่งซึ่งปิดกิจการไปแล้ว ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 1999 ตอนที่ทอมตัดสินใจตอบรับคำเชิญของเพื่อนให้มาเที่ยวประเทศไทย และนั่นเป็นคืนสุดท้ายของทริป ก่อนที่เขาจะต้องกลับเป็นเยี่ยมครอบครัวที่สิงคโปร์

ทอม ตัน/สุเมธ ศรีเมือง

ที่มาของภาพ, ทอม ตัน/สุเมธ ศรีเมือง

คำบรรยายภาพ, อุ้ย (ซ้าย) และ ทอม (ขวา) พบกันครั้งแรกในปี 1999 ตอนที่ทอมมาเที่ยวพักผ่อนในประเทศไทย

"ผมเดินเข้าไป แล้วเห็นเขานั่งอยู่ด้านบน แล้วผมก็แบบ 'โอ้พระเจ้า ไม่อยากจะเชื่อว่าจะพูดสิ่งนี้ แต่มันคือรักแรกพบ'" ทอมเริ่มต้นเล่า

ปัญหาสำคัญคือหลังจากแนะนำตัวกันในคืนนั้น ทอมต้องบินกลับบ้านในวันถัดมา

อุ้ย ที่รู้สึกดีกับทอมเช่นเดียวกัน ก็รู้สึกว่า "คนนี้คือคนที่ใช่ และเราจะต้องติดต่อกันไว้" เลยตัดสินใจบินไปเยี่ยมทอมที่สิงคโปร์ ทว่าปัญหาก็ยังไม่จบที่ตรงนั้น เนื่องจากในเวลาดังกล่าวทอมยังเรียนปริญญาตรีอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่อุ้ยนั้นทำธุรกิจส่วนตัวกับที่บ้านแล้ว

"จริง ๆ ตอนแรกก็ตัดสินใจยากอยู่ เพราะพี่ก็ทำงานอยู่ที่บ้าน แล้วเขาต้องกลับไปเรียนที่นิวยอร์ก 2 ปี ตอนแรกเราคิดแค่ไปเยี่ยมเฉย ๆ แต่ทำไปทำมาตัดสินใจว่าไปอยู่ที่นั่นเลย" อุ้ยเล่า

ความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีก็เกิดสะดุดตอนเทอมสุดท้ายก่อนที่ทอมจะเรียนจบ เมื่ออุ้ยหันมาคิดถึงอนาคตของการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง เขารู้ดีว่าสุดท้ายตัวเองไม่สามารถอยู่ที่นิวยอร์กตลอดไปได้ ขณะที่ทอมซึ่งทำผลการเรียนได้ดีก็เริ่มมีบริษัทการเงินหรือธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกมาจ่อซื้อตัวเพื่อให้ทำงานต่อที่นิวยอร์กแล้ว

"ถ้าพี่อยู่ที่นั่นต่อไป พี่ก็ไม่มีอนาคต แล้วจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง พี่ก็เลยตัดสินใจหักดิบเลย เลิก ขอเลิก เพราะเราจะอยู่ด้วยกันมันยาก พี่ยังรักอยู่ แต่คือรักอนาคตของเขามากกว่า" อุ้ยเล่าให้เราฟัง

ไม่เพียงแต่ยุติความสัมพันธ์เท่านั้น อุ้ยยังหักดิบด้วยการเดินทางกลับไทยทันที ขณะที่ทอมนั้นยังเหลืออีก 6 เดือน ก่อนจะจบการศึกษา

พอกลับมาที่สิงคโปร์ ทอมเล่าให้เราฟังว่า "พ่อแม่และก็ครอบครัวของผมแอบไปประชุมกัน เพราะสภาพผมดูไม่ได้เลย จนวันหนึ่งพี่สาวผมเดินเข้ามา แล้วถามผมว่าผมโอเคไหม และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมบอกครอบครัวว่าเกิดอะไรขึ้น และผมเป็นเกย์"

ทอม ตัน/สุเมธ ศรีเมือง

ที่มาของภาพ, ทอม ตัน/สุเมธ ศรีเมือง

คำบรรยายภาพ, แม้เวลาช่วงเทอมสุดท้ายจะยากลำบากสำหรับทอม แต่เขาก็จบการศึกษามาด้วยคะแนนเกียรตินิยมเหรียญทอง และสุดท้ายในวันที่รับปริญญา อุ้ยก็กลับมาแสดงความยินดีกับเขา

"เขาจะบอกว่า 'คนนี้บ้านะ'": ความกดดันและการยอมรับในสังคมญี่ปุ่น

กลับมาที่เรื่องราวของอะคิและกุ้ง หลังจากพบกันครั้งแรกและเริ่มสานสัมพันธ์ ทั้งคู่ได้เข้าสู่ความสัมพันธ์ระยะไกล ซึ่งกินเวลาอยู่ราว 3-4 ปี

เมื่อความสัมพันธ์เดินต่อไปข้างหน้า เช่นเดียวกับความรักที่มีให้กันและกัน การตัดสินใจครั้งสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า 'ใครต้องย้ายประเทศ'

บีบีซีไทยถามทั้งคู่ว่าก่อนจะตัดสินใจย้ายมาอยู่ไทยเคยคิดจะสร้างชีวิตกันที่ญี่ปุ่นหรือไม่

"สามารถตอบพร้อมกันได้เลยว่า… ไม่" กุ้งเริ่มก่อน

ขณะที่อะคิค่อย ๆ อธิบายให้เราฟังว่า ในพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่อย่างเมืองไซตามะนั้น เวลาที่กุ้งไปเยี่ยม ทั้งคู่ไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคู่รักทั่ว ๆ ไป เช่นการเดินจับมือหรือแสดงออกอย่างอื่นได้

"อยู่ที่นั่นมันลำบากมาก" อะคิเริ่ม ก่อนจะเล่าต่อไปว่าเขาไม่เคยเปิดเผยเรื่องเพศสภาพของตนเอง "เพราะถ้าพูด เขาจะบอกว่า 'คนนี้บ้านะ'"

และเพราะอะคิใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดไซตามะมาตลอด ผู้คนทั้งที่เป็นตำรวจและไม่ใช่ตำรวจต่างก็รู้จักเขาทั้งสิ้น

อะคิ อูริว

ที่มาของภาพ, อะคิ อูริว

คำบรรยายภาพ, อะคิเรียนจบโรงเรียนตำรวจ และเริ่มทำงานเป็นตำรวจมาตั้งแต่อายุ 23 ปี

"ตำรวจที่รู้จักกัน ทำงานด้วยกัน ก็อยู่ทุกที่แหละ สถานีรถไฟก็ต้องมี ถ้าเห็นหน้าผม ถ้าสมมติว่าจับมือกับผู้หญิง ไม่ได้เลย" อะคิเล่า

เราถามต่อว่าคำว่า "ไม่ได้เลย" หมายถึงอะไร

กุ้งหันมาช่วยตอบว่านั่นอาจหมายถึงการไม่ได้เลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน "เหมือนมันเป็นเรื่องค่อนข้างรับได้ยากในสังคมของตำรวจ [ญี่ปุ่น]"

"ตำรวจเหมือนคล้าย ๆ ทหาร เข้มงวดมาก มีกฎเกณฑ์เยอะมาก ห้ามทุกอย่างเลย" อะคิ เสริม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าในตอนนั้นก่อนที่จะย้ายมาไทย คนที่อายุมากแล้วอาจจะไม่ได้เปิดรับกับความหลากหลายทางเพศอย่างปัจจุบัน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้คนร่วมเดินขบวนและโบกมือทักทายผู้คนริมทางระหว่างพาเหรดไพรด์ในโตเกียว เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2024

เมื่อปี 2023 บริษัทเดนท์สุ (Dentsu) ของญี่ปุ่นจัดทำรายงานเกี่ยวกับมุมมองของสังคมที่มีต่อชาว LGBTQ+ ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรายงานที่ทำต่อเนื่องมาแล้วทุกสองปีตั้งแต่ปี 2012

จากแบบสำรวจที่มีผู้ร่วมตอบคำถามจำนวน 57,500 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-59 ปี ที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น พบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุเพศสภาพอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศราว 9.7% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนเล็กน้อย โดยเดนท์สุให้เหตุผลว่าที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็นเพราะ "ผู้คนเริ่มตระหนักถึงอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศของตนเองมากขึ้น เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้คนในชุมชน LGBTQ+ เพิ่มขึ้น"

อย่างไรก็ดี ผลสำรวจฉบับนี้ยังสะท้อนว่า แม้ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 84.6% จะระบุว่าพวกเขาพร้อมที่จะยอมรับตัวตน หากเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานแสดงตนว่าอยู่ในกลุ่ม LGBTQ+ แต่เมื่อไปดูที่การกระทำจริงกลับพบช่วงว่างระหว่างการตระหนักรู้กับความเป็นจริง อาทิ มีเพียง 17.1% ที่พยายามใช้คำที่เป็นกลางทางเพศ เช่น "คู่รัก" แทน "แฟนหนุ่ม/แฟนสาว" หรือ 31.1% ที่พยายามหาข้อมูลและรับฟังปัญหา LGBTQ+ อย่างจริงจัง ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นแต่ยังขาดการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน

ในผลสำรวจปี 2024 เกี่ยวกับพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในกลุ่ม LGBTQ+ และไม่มีลูกอยู่ในกลุ่มนี้ พบว่า 56.5% ของพ่อแม่ที่มีลูกเป็น LGBTQ+ ระบุว่าพวกเขา "รู้สึกว่าการใช้ชีวิตในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่เป็นเรื่องยากสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ" ขณะที่ 40.3% ของผู้ที่เป็น LGBTQ+ ระบุว่าพวกเขา "รู้สึกว่าการใช้ชีวิตในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่เป็นเรื่องยากสำหรับ LGBTQ+ และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอื่น ๆ"

"ก่อนที่จะย้ายมา ไม่คิดเลยว่าจะให้เขามาที่ญี่ปุ่นแล้วอยู่ด้วยกัน อันนั้นมันยาก และมีอีกอย่าง คือมีคนว่า ด่าเราก็มี มันไม่ควรจะอยู่ญี่ปุ่นด้วยกัน" อะคิเล่า

ปัจจุบันญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างในประเทศไทย

ความโชคดีของการมีครอบครัวที่สนับสนุน

สังคมสิงคโปร์ไม่ได้เปิดกว้างเท่ากับคนไทยในมุมมองของทอม เขาไม่เคยบอกเพื่อนร่วมชั้น หรือแม้กระทั่งตอนที่ถูกเกณฑ์ทหาร ก็ไม่มีใครรู้อัตลักษณ์ทางเพศของทอม

"มันไม่ใช่เรื่องที่ผมแอบเสียมิดชิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาไปพูดตรง ๆ กับครอบครัวเช่นกัน แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดี ๆ คนในครอบครัวจะมาถามผมด้วย พวกเขาห่วงกับเรื่องโรงเรียน เกรด และก็แผนในอนาคตของผมมากกว่า" ทอมบรรยาย

ทว่าแม้ไม่ได้เปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศออกไปให้คนรอบตัวรู้ แต่ทอมก็บอกว่าเขาไม่เคยรู้สึกมีปัญหากับเพศวิถีของตัวเอง

สำหรับอุ้ยนั้น เขาเล่าว่าตัวเองโชคดี "ที่บ้านรู้ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ต้น ๆ เพราะพี่ก็มีแฟนเป็นผู้ชายมาตั้งแต่ต้น ๆ ที่บ้านไม่ว่าเลยแล้วก็คอยสนับสนุนด้วย"

แม้มี "เอกสิทธิ์" ก็ไม่ได้ปราศจาก "ปัญหา"

BBC
คำบรรยายภาพ, ทอมอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยวีซ่าทำงานตั้งแต่ปี 2004 ที่เขาตัดสินใจย้ายมาเริ่มต้นชีวิตที่นี่ เขาบอกเราอย่างติดตลกว่า ตอนที่รู้ข่าวเรื่องกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว เขารีบถามทนายโดยทันทีว่า "ปีหน้าไม่ต้องต่อวีซ่าแล้วใช่ไหม"

"ตลกมาก เพราะครอบครัวของเราทั้งสองคนทำกิจการขนส่งสินค้าเหมือนกัน ดังนั้น ผมคิดว่าพวกเราโชคดีมากเพราะว่าเราเติบโตมาค่อนข้างสบาย" ทอมเล่า

อย่างไรก็ดี ในวันที่เขาตัดสินใจทิ้งอนาคตที่นิวยอร์กมาเริ่มนับศูนย์ใหม่ที่กรุงเทพฯ นอกจากกำลังใจจากครอบครัวเขาก็ไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างอื่น ๆ จากที่บ้าน เช่นเดียวกับ "บัตรเครดิตทั้งหมดที่ถูกยึด"

ขณะเดียวกัน เมื่อต้องมาย้ายมาอยู่ไทย แม้จะโชคดีมาก ๆ ที่อุ้ยมีบริษัทของที่บ้านซึ่งสามารถจ้างทอมเข้ามาเป็นพนักงานได้ แต่ในช่วงแรกก็ยุ่งเหยิงอยู่พอสมควร เพราะบริษัทของอุ้ยตอนนั้นเองก็ไม่ได้พร้อมที่จะรองรับพนักงานต่างชาติ

ทอมใช้เงินเก็บที่มี "ทั้งชีวิต" ในตอนนั้น มาลงทุนเปิดร้านอาหาร แต่เปิดไปได้เพียงหนึ่งปีก็ต้องปิดตัวลง

"เราผ่านอะไรมามากมายเพื่อพยายามหาหนทางให้ทุกอย่างลงตัวที่นี่ เราถือว่าพวกเราโชคดีเสมอเพราะมีธุรกิจของครอบครัวเขาเป็นที่พึ่งพิงได้ แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เขาอยากทำจริง ๆ ธุรกิจร้านอาหารดำเนินไปได้ประมาณหนึ่งปี จากนั้นก็ไม่เป็นไปตามที่หวัง หลังจากนั้น เราเลยบังเอิญคิดไอเดียเกี่ยวกับการทำจีเซอร์กิต (GCIRCUIT) ขึ้นมา และมันได้ผลดี นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรามีธุรกิจที่นี่และทำทุกอย่างให้ลงตัว แต่ช่วงก่อนที่จะเริ่มจีเซอร์กิต (GCIRCUIT) นั้น เป็นช่วงที่ลำบากที่สุดในชีวิตของเรา" ทอมเล่า

GCIRCUIT

ที่มาของภาพ, GCIRCUIT

คำบรรยายภาพ, ภาพทีม GCIRCUIT ขณะร่วมงานไพรด์พาเหรดเมื่อปี 2024

แม้ธุรกิจไปได้สวยและสังคมไทยเองก็โอบรับกับความหลากหลาย แต่ทอมกล่าวว่าย้อนกลับไปในช่วงต้น ๆ ของปี 2000 การได้รับการสนับสนุนธุรกิจปาร์ตี้เกย์อย่างเป็นทางการเป็นเรื่องยากมาก

"แม้ว่าประเทศไทยโดยรวมจะเปิดกว้าง แต่ในแง่ของงาน LGBTQ+ พวกเขายังคงลังเลที่จะสนับสนุนอย่างเปิดเผย แต่นั่นคือเมื่อ 19 ปีที่แล้ว แน่นอนว่าตอนนี้สิ่งต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปแล้ว แต่ในช่วงเริ่มต้น มันเป็นเรื่องที่ยากมาก"

ความยากในสมัยของทอมกับอุ้ยก่อนที่จะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมยังรวมไปถึงเรื่องส่วนตัวด้วย

"ตอนที่เราตัดสินใจที่จะสร้างชีวิตร่วมกัน เราอยากซื้อคอนโดและสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะนั้นร่วมกัน แต่มันเป็นเรื่องยาก เพราะพวกเขาบอกว่าเราไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย…​ มีปัญหาและอุปสรรคมากมาย ไม่ใช่แค่เพราะเราเป็นคู่รักเพศเดียวกันเท่านั้น แต่เพราะผมเป็นชาวต่างชาติด้วย กฎหมายในตอนนั้นไม่ได้รองรับหรือยอมรับความสัมพันธ์แบบนี้เลย"

สุดท้ายทั้งคู่ก็จัดงานหมั้นและงานแต่งงานขึ้นมาเมื่อปี 2019

ทอม ตัน/สุเมธ ศรีเมือง

ที่มาของภาพ, ทอม ตัน/สุเมธ ศรีเมือง

คำบรรยายภาพ, ทั้งคู่บอกกับบีบีซีไทยว่าหากกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านก่อนหน้านี้ ในวันที่พวกเขาแต่งงานกัน ทั้งคู่อยากจะตัดสินใจอุปการะเด็กเป็นลูกบุญธรรม แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็มองว่าตัวเองอาจจะไม่พร้อมที่จะเลี้ยงอุปการะบุตรอีกต่อไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ทั้งคู่อยากจะรอให้มีกฎหมายก่อน และอุ้ยเองก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ก็ถูกปัดตกไปในช่วงระหว่างปี 2563-2566

ตอนนั้นร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมที่พรรคก้าวไกลในตอนนั้นเป็นผู้เสนอจะได้รับการบรรจุไว้ในวาระแรก ในปี 2563 และมาผ่านมาระที่ 1 ในปี 2565 แต่เมื่อเกิดเหตุสภาล่มบ่อย สุดท้ายก็ไม่สามารถพิจารณาได้ครบ 3 วาระ และถูกปัดตกไปในที่สุด

"ผมอยากจะจัดงานแต่งงานมาก ๆ เพราะมันเป็นปีครบรอบ 20 ปี ของเรา เราไม่เด็กแล้ว เดี๋ยวก็จะไปแล้ว"

"เหตุผลหลักที่ผมแต่งงานคือผมรู้สึกว่ามีหลายสิ่งที่เราไม่ได้รับการคุ้มครอง เช่น ถ้าคนใดคนหนึ่งของเราต้องเข้าโรงพยาบาล เราจะไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคู่สมรสหรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัว ทำให้เราไม่สามารถตัดสินใจหรือทำอะไรได้เลย ผมจึงกังวลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มาก รวมถึงการยื่นขอสินเชื่อและการมีทรัพย์สินร่วมกัน" ทอมกล่าว

อุ้ยเสริมว่า ในงานหมั้นของทั้งคู่ ทั้งสองคนเชิญทนายมาบันทึกและทำพินัยกรรมร่วมกัน โดยมีพ่อแม่ทั้งสองฝั่งเซ็นรับรู้ว่า "สมบัติของเราทั้งสองคน ครึ่งหนึ่งเป็นของพี่ อีกครึ่งหนึ่งเป็นของทอม เกิดอะไรขึ้นไม่ต้องกังวล…​เงินที่เราหามาด้วยกันกี่ปีแล้ว สมบัติของเรา เราสร้างชีวิตมาด้วยกัน แต่กลายเป็นว่าเขาไม่ได้รับอะไรเลย อันนี้ก็เลยตกลงกันชัดเจนว่าบอกทางพ่อแม่ทั้งสองฝั่งว่าเราจะทำพินัยกรรมให้กันและกันนะ"

"แต่ไม่ใช่ว่าคู่เกย์ทุกคู่จะสามารถทำแบบนี้ได้ มันเป็นอะไรที่น้อยมาก ในทางหนึ่ง เราโชคดีนะครับ ที่เราสามารถทำตรงนี้ขึ้นมาก่อนที่ตัวกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะออกมา ซึ่งตอนนี้มันดีสำหรับทุกคนแล้ว ไม่ต้องกังวลแล้ว" อุ้ยกล่าว

ทอมเสริมว่า "ตอนกฎหมายสมรสเพศเดียวกันผ่าน ผมรู้สึกมีความสุขมาก และคำถามแรกของผมคือ มันครอบคลุมถึงชาวต่างชาติหรือเปล่า"

หนทางสู่บั้นปลายในไทยยังไม่ชัดเจน

สำหรับคู่ของอะคิและกุ้งที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ใน จ.ฉะเชิงเทรา เป็นหลัก โดยอะคิจะเข้ามาทำงานในฐานะผู้จัดการอาวุโสของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่งแถวลาดกระบังทุกวัน ขณะที่กุ้งอยู่บ้านดูแลพ่อแม่ของเธอ และหมาอีกสองตัวนั้น ปัจจุบันทั้งคู่กำลังเตรียมเอกสาร เพื่อนำไปยื่นจดทะเบียนสมรสในวันที่ 23 ม.ค. นี้เช่นเดียวกัน

"ตอนนี้เหลือแค่ทำของเรื่องที่กงสุลไทยให้เสร็จเท่านั้นเองค่ะ ของเอกสารญี่ปุ่นเดินเรียบร้อยแล้ว ได้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ส่งไปแปลเป็นภาษาไทย รอตอบกลับมา"

ทั้งคู่จัดงานแต่งงานไปแล้วเช่นเดียวกันเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2024 ซึ่งเป็นอะคิที่เลือกวันนี้ เนื่องจากเป็นวันครบรอบ 10 ปีที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกที่สนามบินในวันนั้น

พอมาวันนี้ที่กฎหมายกำลังจะมีผล แม้ว่าทั้งคู่จะ "ดีใจว่าจะมีสมรสเท่าเทียมแล้ว ที่เราเคยวาดฝันกันมานาน แล้วก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นในชีวิตเรา" ทว่าความกังวลยังคงมีอยู่

BBC
คำบรรยายภาพ, ระหว่างการจัดงานแต่งงานกุ้งยังได้ใส่ชุดกิโมโนตัวเดียวกับที่อะคิเคยใส่เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งเธอพูดอย่างติดตลกว่าเธอ "สวยสู้ [อะคิ] ไม่ได้"

"ในเรื่องของกฎหมาย สิ่งที่มันจะได้หลังจากนี้เรายังไม่เห็น แต่เท่าที่เราจะสัมผัสได้ คืออนาคตเราจะมั่นคงกันมากขึ้น ไม่ว่าในเรื่องของสวัสดิการ หรือเรื่องภาษีก็แล้วแต่ ที่เราอาจจะมีสิทธิที่จะได้เข้าไปใช้หลังจากที่เราเสียไปเยอะแล้ว เราก็อาจจะได้ใช้สิทธิตัวนี้มากขึ้น หรือว่าในเรื่องของอนาคตนานไปอีกก็เรื่องของวีซ่า ที่จะสามารถใช้วีซ่าแต่งงานได้หรือไม่ อะไรอย่างนี้ค่ะ คือในข้อย่อย ๆ อย่างนี้ เราต้องดูหลังจดทะเบียนไปอีกทีว่าเขาจะมีรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มอีกไหม" กุ้งกล่าวในภาพรวม

BBC
คำบรรยายภาพ, ภาพของกุ้งและอะคิที่บ้านพักใน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งสร้างอยู่ติดกับบ้านของพ่อแม่ของกุ้ง

สำหรับอะคิสิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือเรื่องวีซ่าการพำนักในประเทศไทยระยะยาวหรือการขอการมีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย

อะคิเล่าว่า ปัจจุบันนี้เขาอยู่ไทยด้วยวีซ่าทำงาน และเมื่อเตรียมเอกสารเรื่องการจดทะเบียนต่าง ๆ แล้ว ก็อยากจะยื่นเป็นวีซ่าแต่งงานเพิ่ม รวมถึงการหาช่องทางเพื่อให้อยู่ไทยได้อย่างถาวร

ปัจจุบันชาวต่างชาติที่แต่งงานกับคนไทย สามารถขอวีซ่าอยู่อาศัยชั่วคราว ประเภท Non-Immigrant Visa (o)ได้ แต่ต้องมีสถานะสมรสถูกต้อง อย่างไรก็ดี วีซ่าประเภทนี้อยู่ได้ครั้งละ 1 ปี และไม่สามารถใช้ทำงานได้ ต้องมีวีซ่าทำงานแยกต่างหาก

ส่วนการขอการมีถิ่นที่อยู่ถาวรนั้น ตามข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ปี 2566 พบว่าเปิดรับที่อัตรา 100 คน "สำหรับคนต่างด้าวที่มีสัญชาติของแต่ละประเทศ และ 50 คน สำหรับคนต่างด้าวไร้สัญชาติ"

"อันนี้ผมก็คิดอยู่ อนาคตต้องมีตัวนี้ [สิทธิการมีถิ่นที่อยู่ถาวรในไทย] ด้วย ไม่ใช่วีซ่า… คือเหมือนผมเข้าใจอย่างนี้ ถ้าเป็นวีซ่าแต่งงาน ถ้าวันนี้เขา [กุ้ง] เสียชีวิต ผมไม่มีสิทธิอยู่ที่ไทยต่อนะ"

"ผมก็บอกอยู่ว่า… ห้ามตายก่อนนะ แต่มันไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงนะ" อะคิ ทิ้งท้าย