วุฒิสภาผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว ส่งไทยเป็นชาติแรกในอาเซียนมี กม. แต่งงานบุคคลเพศเดียวกัน

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, กลุ่มบุคคลเพศหลากหลายหรือ LGBTQ+ ร่วมติดตามการพิจารณาร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่รัฐสภา

ที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่...) พ.ศ. .... หรือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม วาระที่ 2-3 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 130 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 เสียง และงดออกเสียง 18 เสียง

การลงมติครั้งนี้ส่งผลให้ไทยกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกฎหมายแต่งงานของบุคคลเพศเดียวกัน

ในระหว่างการพิจารณา มีการเสนอแปรญัตติของ สว. บางส่วนใน 3 ประเด็น ได้แก่ การเสนอให้กฎหมายมีผลใช้ได้ทันทีหลังประกาศลงราชกิจจานุเบกษา การปรับอายุเพื่อการสมรสขึ้นมาเป็น 20 ปี และการเรียกร้องให้นำคำว่า “สามี-ภรรยา” กลับมา “เพื่อรักษาสิทธิให้กับเพศชายและเพศหญิง” โดยการแปรญัตติเหล่านี้ถูกปัดตกไปทั้งสิ้น

หลังจากนี้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งจะมีการทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไทย หลังจากนั้นกฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริง 120 วัน นับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ทั้งนี้ ในที่ประชุมวุฒิสภามีการแปรญัตติ 3 ประการดังต่อไปนี้

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

สว. เสนอเปลี่ยน “คู่สมรส” เป็น “คู่ชีวิต” - เติมคำว่า “สามี-ภรรยา” กลับมา

ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่มีการพิจารณานี้ มีการใช้คำว่า “คู่สมรส” แทนคำว่า “คู่สามีและภริยา” ในกฎหมายเดิม ในหลายมาตรา ซึ่ง พ.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร และ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ต่างก็ขอสงวนการแปรญัตติไว้ในหลายมาตรา

พล.ต.ท.ศานิตย์ อภิปรายเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนคำว่า “คู่สมรส” เป็นคำว่า “คู่ชีวิต” แทน โดยให้เหตุผลว่า หลังจากได้พูดคุยกับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวนหนึ่งพบว่า การใช้คำว่า “คู่ชีวิต” ถือว่าสื่อสารได้ดีกว่า

เขายกเอาคำอธิบายจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ซึ่งระบุว่า “คู่สมรส (น.) แปลว่า ชายและหญิงที่สมรสกัน” ส่วน “ คู่ชีวิต (น.) แปลว่า ผู้ร่วมเป็นร่วมตาย ผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข สามีหรือภรรยา” ซึ่งเขาชี้ว่า การใช้คำว่าคู่สมรสอาจทำให้เกิดความสับสนในอนาคต “เพราะขัดแย้งในตัวเอง”

ในประเด็นนี้ จิตรพรต พัฒนสิน กรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายของวุฒิสภา ชี้แจงว่า การพิจารณาอ้างอิงอยู่บนกฎหมายหลายฉบับซึ่งมีการใช้คำว่า “คู่สมรส” อยู่ก่อนแล้ว และตั้งอยู่บนรัฐธรรมนูญมาตรา 27 ซึ่งระบุว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน”

เขาเสริมว่า เมื่อลองนำคำว่า “คู่ชีวิต” กลับไปเทียบเคียงกับในสมัยที่มีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต มีการอธิบายว่า “คู่ชีวิต หมายถึง บุคคลสองคนซึ่งเป็นเพศเดียวกันโดยกำเนิด และได้จดทะเบียนคู่ชีวิตตาม พ.ร.บ. นี้” ซึ่งก็แตกต่างอยู่ดีกับความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554

ด้วยเหตุนี้ทางคณะกรรมาธิการจึงเลือกใช้คำว่า “คู่สมรส” เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางการปฏิบัติ

ในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร แปรญัตติไว้ โดยขอให้เพิ่มคำว่า “สามีและภริยา” เข้าไปพร้อมกับคำว่า “คู่สมรส” โดยให้เหตุผลว่า การแก้กฎหมายโดยตัดคำว่าสามีและภริยาออกไป เป็นการ “เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันครอบครัวอย่างรุนแรงที่สุด”

"การแก้กฎหมายนี้ไม่ได้เป็นการยกระดับแอลจีบีทีคิว (LGBTQ) ให้ขึ้นมาเท่าเทียมกับเพศชาย เพศหญิง แต่เป็นการกดเพศชาย เพศหญิง ลงไปให้เท่ากับแอลจีบีทีคิว" พล.อ.วรพงษ์ กล่าว

สว.ผู้นี้อธิบายเพิ่มว่า หากคำว่าสามีภริยาหายไปจากกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการสะเทือนไปถึงโครงสร้างทางสังคม และก่อให้เกิดประโยชน์กับคนแค่กลุ่มเดียว “ซึ่งมีแค่ 10% แต่คนส่วนใหญ่ 90% เสียประโยชน์”

“กฎหมายฉบับนี้ คนร่างกฎหมายอาจจะสับสน การให้มีสิทธิเท่าเทียมกันทางเพศ ก็หมายความว่าให้มีสิทธิเท่าเทียมกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง ไม่ใช่แอลจีทีบีคิวที่ไม่ใช่เพศ ไม่เกี่ยวกัน”

ในประเด็นนี้ ณชเล บุญญาภิสมภาร กรรมาธิการจากสัดส่วนภาคประชาชนผู้เสนอกฎหมาย ให้คำอธิบายว่า การระบุคำที่เป็นกลางทางเพศไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย พร้อมยกตัวอย่างพลวัตหรือความเปลี่ยนแปลงของคำไทย อาทิ จากบุรุษไปรษณีย์ เป็นคำว่าเจ้าพนักงานไปรษณีย์ เป็นต้น

เธอเสริมว่า การใช้ถ้อยคำในร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม “เป็นการโอบรับทางภาษา รวมทุกคนในทุกอัตลักษณ์ทางเพศไว้แล้ว สังคมไทยก้าวหน้ามาก และภาษาทางกฎหมายก็เปลี่ยนไปตามสังคม คำว่าคู่สมรส ได้รวมคนทุกเพศไว้แล้ว” อีกทั้ง “การใช้คำว่าคู่สมรส ไม่ได้ลดคุณค่าของผู้ชายและผู้หญิง แต่คำว่าคู่สมรสนั้น นำมาใช้เพื่อเน้นย้ำเจตนารมณ์เรื่องความเท่าเทียม และเน้นย้ำในหลักการในรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ที่บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย”

ท้ายที่สุดในประเด็นนี้ ที่ประชุม สว. ด้วยกับแนวทางของคณะกรรมาธิการ ด้วยมติเห็นด้วย 98 เสียง ไม่เห็นด้วย 44 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง

ขอกฎหมายใช้ได้ทันที เพราะ “เขารอมาตั้งนาน”

พล.ต.ท.ศานิตย์ ในมาตรา 2 ของร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งระบุว่า “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป”

พล.ต.ท.ศานิตย์ อภิปรายเสนอให้เปลี่ยนจากการรอให้กฎหมายมีผลบังคับใช้จริง 120 วัน เป็น “ตั้งแต่วันถัดไป” หลังจากที่มีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา พร้อมให้เหตุผลว่า ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่ได้มีกฎหมายลูกอื่น ๆ ที่ตามมา จึงเป็นเหตุสมควรให้ที่ประชุมวุฒิสภาควรปรับลดวันเวลาการประกาศใช้กฎหมายให้ใช้ได้ทันที

“เขารอมาตั้งนาน ผมจึงอยากเรียกร้องขอความเห็นใจกับน้อง ๆ ที่รอมานาน ขอให้มันเร็วกว่านี้ได้ไหม”

ด้านจิตรพรต พัฒนสิน กรรมาธิการ ชี้แจงว่า การระบุให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ 120 วัน หลังจากการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เป็นไปเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับหน่วยงานของรัฐ พร้อมเสริมว่า แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะไม่มีกฎหมายลำดับรอง แต่มีกฎหมายจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง อาทิ กฎหมายคำนำหน้านาม

ขณะที่ปิยฉัฏฐ์ วันเฉลิม กรรมาธิการอีกคนหนึ่ง ระบุว่า การทิ้งเวลาไว้ 120 วัน เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้มีความเชื่อมโยงกับหน่วยราชการทั้งหมด

หลังการแปรญัตติข้อนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับแนวทางเดิมของคณะกรรมาธิการ คือให้ร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้หลังการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา 120 วัน ด้วยมติเห็นด้วย 137 เสียง ไม่เห็นด้วย 9 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ศานิตย์เสนอปรับอายุสมรสจาก 18 เป็น 20 ปี

พล.ต.ท.ศานิตย์ ยังแปรญัตติในมาตรา 13 ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา 1448 โดยมีเนื้อหาระบุว่า “การสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์แล้ว… ” โดยขอให้แก้ไขเป็น 20 ปีแทน เพื่อ “รักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน”

อย่างไรก็ดี จิตรพรต กรรมาธิการได้ชี้แจงว่า การกำหนดให้อายุที่สามารถสมรสได้อยู่ที่ 18 ปี สอดคล้องกับกฎหมายหลายฉบับของไทย อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่ระบุว่า “เด็ก หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส”

จิตรพรตยังอ้างถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีการกำหนดบุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าเป็นผู้ที่ “มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง”

ในระดับสากลนั้น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ระบุว่า “เด็ก คือ บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี”

เมื่อฝั่งกรรมาธิการออกมาอภิปรายหลักเหตุและผลของการคงไว้ซึ่งหลักเกณฑ์อายุสมรส 18 ปี พล.ต.ท.ศานิตย์ จึงไม่ติดใจและยอมถอนการแปรญัตติทำให้ไม่ต้องมีการลงคะแนน

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ทูตต่างชาติในไทยร่วมยินดี

หลังวุฒิสภาลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม และไทยกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทูตจากหลายชาติที่ประจำประเทศไทยได้ออกมาร่วมแสดงความยินดี

นายมาร์ก กูดดิง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดี โดยระบุว่า “ผมขอแสดงความยินดีที่รัฐสภาไทยผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม” พร้อมย้ำว่านี่เป็นกฎหมายที่สำคัญสำหรับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม

เขายังกล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวของตนเองและสามี ที่ได้เปลี่ยนสถานะจากคู่ชีวิตมาเป็น “คู่สมรส” หลังจากที่สหราชอาณาจักรผ่านกฎหมายเดียวกันนี้เมื่อ 10 ปีก่อนด้วย

ข้าม Facebook โพสต์ , 1
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Facebook

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Facebook เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Facebook และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

สิ้นสุด Facebook โพสต์, 1

นอกจากนี้ สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก US Embassy Bangkok ว่าสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ขอแสดงความยินดีอย่างสุดซึ้งกับชาวไทยในโอกาสที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสู่ความเท่าเทียม

แม้ว่านี่จะยังไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย แต่ก็นับว่าเป็นหมุดหมายสำคัญไปสู่การยอมรับและยกย่องความรักในทุก ๆ รูปแบบ เราขอเดินเคียงข้างประเทศไทยบนเส้นทางสู่ความก้าวหน้าและการไม่แบ่งแยก

ข้าม Facebook โพสต์ , 2
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Facebook

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Facebook เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Facebook และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

สิ้นสุด Facebook โพสต์, 2

สิทธิที่จะได้จากสมรสเท่าเทียม

  • การแต่งงานจดทะเบียนเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย - การหย่า
  • การจัดการทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือดูแลผลประโยชน์จากทรัพย์สิน
  • สิทธิได้รับประโยชน์และสวัสดิการจากรัฐในฐานะคู่สมรส
  • การให้ความยินยอมต่อการรักษาพยาบาล

ส่วนการรับบุตรบุญธรรมนั้น ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม เคยระบุกับบีบีซีไทยว่า “คู่สมรสตามกฎหมายสมรสเท่าเทียมก็สามารถตั้งครอบครัวและรับบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมายการรับบุตรบุญธรรมที่มีอยู่ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกหมวดหนึ่ง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการสมรสเท่าเทียม”