ติ๊กต๊อกสายซื้อของเข้าบ้านบริหารเงินอย่างไรในวิกฤตเงินเฟ้อ
โดย วัชชิรานนท์ ทองเทพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา บรรดาพ่อบ้านแม่บ้านต้องพบกับข่าวร้ายจากการปรับเพิ่มราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากต้นทุนการผลิต และราคาพลังงานที่แพงขึ้น
แนวโน้มนี้ยังจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ปรับเพิ่มประมาณการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย (เงินเฟ้อ) ปี 2565 จากเดือน มี.ค.จากเดิมที่กำหนดกรอบระหว่าง 4-5% เป็นกรอบ 5.5-6.5%
ขณะที่วันที่ 10 ส.ค. คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายจากเดิม 0.50% เพิ่มเป็น 0.75% ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรดาลูกหนี้ที่ต้องแบกรับภาระเพิ่มหากธนาคารพาณิชย์ขยับอัตราดอกเบี้ยตาม ธปท.
ในแง่การปรับตัวของครัวเรือนก็พยายามหาวิธีการแก้ปัญหาปวดหัวดังกล่าว หลายคนลองค้นหาวิธีใหม่ ๆ ในการบริหารเงินในประเป๋าให้ใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่าที่สุด และยังคงมีเงินเหลือสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินหรือการลงทุนใหม่ ๆ
สื่อออนไลน์กลายเป็นหนึ่งในช่องทางค้นหาข้อมูล และหนึ่งในนั้นคือ "ติ๊กต๊อก" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมาก
ในบรรดาคำค้นยอดนิยมและการเป็นเทรนด์ในยุคข้าวยากหมากแพง คือ #ซื้อของเข้าบ้าน #วางแผนการเงิน #ครัวtiktok #อาหารทำเอง ซึ่งคำเหล่านี้ทำให้บีบีซีไทยได้รู้จักผู้ใช้งาน TikTok สองคนที่มียอดสะสมล้านไลก์ และชวนพวกเขามาเล่าเรื่องราวและเคล็ดลับเกี่ยวกับการประหยัดเงิน รวมทั้งการบริหารจัดการอาหารเพื่อให้สู้ชีวิตในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองได้ แบบไม่ให้ชีวิตสู้กลับ
แบ่งปันเรื่องราวของคุณ : ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกับคุณอย่างไร
ใช้เงิน 4,000 บาทซื้อของเข้าบ้านกินได้ทั้งเดือน
"สิ้นเดือนก็เหมือนสิ้นใจ รับบทเป็นพ่อบ้านซื้อของให้แฟนหนึ่งเดือน ของที่เราซื้อไปเราจะแบ่งกินให้ได้ 30 วัน" เป็นประโยคที่ผู้ใช้งานติ๊กต๊อกในชื่อบัญชี "ท็อปไดมอนด์" หรือ ภัทรเดช ลือชัย เริ่มต้นคลิปที่ทำให้บรรดาผู้ติดตามกว่า 1.7 แสนคน (29 ม.ค.) คุ้นเคยและติดตามมาดูมาสอบถามว่าทำอย่างไรจึงบริหารเงิน และซื้ออาหารสดเก็บไว้เพื่อประกอบอาหารได้ทั้งเดือน จนให้แต่ละคลิปมียอดผู้ชมหลายแสนครั้งจนถึงหลักล้าน

ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC Thai
พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งย่านสมุทรปราการวัย 32 ปี บอกบีบีซีไทยว่า แรงฮึดสู้ที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาจากประสบการณ์ในอดีตเขาเคยตกงาน 15 วัน และจำต้องประทังชีพด้วยการรับประทานมาม่า 10 ห่อ และไม่อยากอยู่ที่จุดนั้นแล้ว
ชีวิตของภัทรเดชก็ไม่แตกต่างจากพนักงานบริษัททั่วไปที่เริ่มต้นด้วยเงินเดือนหลักหมื่น ใช้ชีวิตกินมีเที่ยว ซื้ออาหารรับประทานในที่ทำงานรวมทั้งเสียเงินกับไปกับการดื่มกาแฟจำนวนไม่น้อย แต่พอมาถึงจุดหนึ่งเขาเริ่มตระหนักว่าเงินที่เขาเก็บเข้าบัญชีแต่ละเดือนเพียง 2,000 บาท อาจจะไม่เพียงพอสำหรับอนาคต เขาจึงเริ่มลองมาศึกษาการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
จุดเริ่มต้นคือ การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย
เขาบอกว่า ความจริงของชีวิตปรากฏขึ้นเมื่อเขาเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อตรวจสอบว่าในแต่ละวันเขาเสียเงินไปกับเรื่องอะไรบ้าง ผลปรากฎว่า เขาเสียเงินไปกับการกินและดื่มเพียงอย่างเดียวเดือนนั้นเป็นเงินกว่า 19,000 บาท คิดเป็นค่ากาแฟราว 5,000 บาท และส่วนเรื่องอาหารการกินอีก 10,000 บาท แล้วก็เป็นค่าท่องเที่ยวอีก 4,000 บาท
"ถ้าเราลองซื้อของเข้าตู้เย็นจะเป็นอย่างไร จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในแต่ละวันได้หรือไม่ จึงลองทำดู แต่ได้เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น ก็ไม่รอด เพราะของที่ซื้อมาไม่ได้อยากกินเลย ก็ทำให้ต้องไปเข้าเซเว่นฯ โลตัสเหมือนเดิม" เขาอธิบาย

ที่มาของภาพ, TikTok/Topdiamond
การซื้ออาหารต่าง ๆ เข้าเก็บในตู้เย็นสองเดือนโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทำให้เขาเสียเงินไปเป็นจำนวนถึง 8,000 บาท ทำให้เขารู้สึกอายตัวเองที่เคยตั้งใจไว้ แต่ยังไม่สำเร็จ
จากวันนั้นเขาก็เริ่มกลับมาทำบัญชีรายรับรายจ่ายเหมือนเคย พร้อมกับความตั้งใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม ซื้อของกินของใช้ในวงเงินรวม 4,000 บาท และก็พยายามตื่นเช้าเพื่อทำอาหาร 3 มื้อไว้รับประทานระหว่างวัน แต่ก็แบ่งเงินบางส่วนไว้สำหรับวันที่ต้องการรับประทานอาหารนอกบ้านอีก 2,000 บาท และค่าใช้จ่ายจิปาถะอีก 1,000 บาท รวมเป็นทั้งหมด 7,000 บาท
"พอนั่งทำบัญชี ทำให้ผมรู้สึกตกใจว่า จากเดิมที่เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ 19,000 บาทในขณะนั้น ลดลงเหลือ 7,000 บาท มันลดลงได้จริง ๆ นี่หน่า"
"ตกผลึกความคิด"
ผลลัพธ์จากการทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างต่อเนื่องทำให้ภัทรเดชเข้าใจว่า การเปลี่ยนวิธีซื้อสินค้าหรืออาหารบางอย่างสามารถช่วยประหยัดเงินได้จำนวนไม่น้อย เช่น การซื้อไก่เป็นตัวแล้วนำมาชำแหละชิ้นส่วนเอง จ่ายเงินน้อยกว่าการซื้อแยกชิ้นส่วนที่ชำแหละแล้ว แต่ได้ปริมาณเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น

ที่มาของภาพ, TikTok/Topdiamond
"ผมก็ลองคำนวณดูว่า ระหว่างการซื้ออกไก่ น่องไก่ สะโพกไก่ที่ขายแยกส่วนเปรียบเทียบกับการซื้อไก่เป็นตัวพบว่า การซื้อไก่แยกส่วนผมจะเสียเงินราว 1,200-1,300 บาท แต่หากซื้อไก่เป็นตัว 3-4 ตัว จะเสียค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 600-700 บาท เงินเฟ้อเท่าไหร่ไม่สน แต่ให้เรารู้วิธีการซื้อของอย่างไรให้ได้คุ้มค่าที่สุด"
สำหรับวิธีการ เขาพบด้วยตัวเองในเวลาเข้าไปซื้อของในแต่ละเดือนคือ การวางแผนการซื้อของโดยไม่วอกแวกกับสิ่งที่เห็นในศูนย์การค้า เพราะรายชื่ออาหารของใช้ได้ถูกจดไว้แล้วก่อนเดินทางถึงศูนย์การค้า

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/Phattaradej Luechai
เมื่อถึงซุเปอร์มาร์เก็ตแล้วอย่าพึ่งหยิบของ ควรใช้เวลาเดินสำรวจอย่างน้อยหนึ่งรอบ เพื่อเราอาจจะเห็นสินค้าที่ต้องการอยู่ในช่วงโปรโมชันหรือลดราคา แต่อาจจะถูกวางไว้ด้านในของชั้นสินค้าก็ได้
ไม่เพียงเท่านั้น จากการสำรวจราคาในซุเปอร์มาร์เก็ต หรือ ร้านค้าสะดวกซื้อแล้ว ตลาดสดยังคงเป็นแหล่งอาหารที่ราคาย่อมเยาด้วย ติ๊กต๊อกเกอร์ผู้นี้จึงพยายามเปรียบเทียบว่า สินค้าเดียวกันในซูเปอร์มาร์เก็ตกับตลาดสดใกล้บ้าน ต่างกันหรือไม่แล้วค่อยวางแผนว่าจะไปซื้อสินค้าตัวไหนที่ใด เพื่อความคุ้มค่า
การจัดเก็บอาหารที่ถูกต้อง คือ หัวใจหลัก

ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC Thai
"เตย" ผู้ใช้ติ๊กต๊อกบัญชีชื่อ "ทำอาหารให้แฟน" ที่มีผู้ติดตามกว่า 5.6 แสนคน (29 ม.ค.) เป็นอีกคนที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วย ไม่ใช่เพียงเพราะอาหารที่เธอทำน่ารับประทาน แต่ยังรวมไปถึงวิธีการวางแผนซื้อวัตตุดิบที่น่าสนใจ และจัดเก็บอาหารเพื่อให้ใช้รับประทานได้นานเป็นเดือน
"สำหรับเนื้อสัตว์ จะนำมาแพ็ก (จัดเก็บ) ใส่ถุงซิปล็อก การหั่นเนื้อสัตว์ต้องจัดเก็บให้เหมาะสมกับกับเมนูที่เราต้องการทำ เช่น การหั่นเป็นลูกเต๋า เอาไว้ทำเมนูอบหรือตุ๋น หรือว่าจะหั่นเป็นชิ้นใหญ่ไว้ทำสเต็ก แต่ต้องไล่อากาศออกจากถุงให้หมด" เธอเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

ที่มาของภาพ, TikTok/durunee_toei
สำหรับวิธีการจัดเก็บผักให้สดอยู่ได้นาน ๆ นั้น เธอได้แนะนำผ่านติ๊กต๊อกว่า เมื่อล้างผักเรียบร้อยแล้วให้นำผักที่สะเด็ดน้ำเข้าเก็บในถุงซิปล็อกโดยนำเอากระดาษอเนกประสงค์มารองผักไว้ เผื่อเวลาน้ำที่ระเหยออกจากผักจะได้ถูกดูดซับไว้และทำให้ผักไม่เน่าเร็ว แช่ในช่องธรรมดา ส่วนพริกสดเธอแนะนำว่าให้เก็บไว้ในช่องแช่แข็งจะทำให้เก็บไว้นานเป็นเดือน
ทั้งภัทรเดชและเตย ต่างใช้รูปแบบการวางแผนการซื้ออาหารและข้าวของเข้าบ้านคล้ายคลึงกันและมีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน แม้ว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตจะแตกต่างก็ตาม ส่วนสิ่งที่คล้ายคลึงกันในการรักษาอาหารสดและผักผลไม้คือ ทั้งสองคนใช้ตู้เย็นแบบสองประตู ที่จะทำให้อาหารในห้องแช่แข็งสามารถรักษาคุณภาพอาหารได้อย่างยาวนานกว่า

ที่มาของภาพ, TikTok/darunee_toei
เตยขอสงวนชื่อและนามสกุลจริงเพราะเหตุผลส่วนตัว โดยเธอบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอจัดระเบียบการใช้เงิน และซื้อของมาได้ 4 ปีกว่า ตั้งแต่คบกับแฟนชาวต่างชาติที่รับประทานอาหารไทยไม่ค่อยได้ ปัญหาที่พบคือ เมื่อต้องรับประทานอาหารฝรั่งข้างนอกบ้าน ก็มีราคาค่อนข้างสูงจึงทำให้เธอตัดสินใจวางแผน การกินการใช้ การซื้อของในแต่ละเดือน
"เตยเป็นคนที่ชอบทำอาหารมาก ๆ ตอนเด็กอยู่กับครอบครัวก็ทำให้ครอบครัวทาน พอโตมา มีแฟน ก็ทำอาหาร ให้แฟนและตัวเองทาน เทคนิคต่าง ๆ ส่วนใหญ่ได้มาจากคุณแม่ค่ะ" เธอเล่าให้ฟัง
เธอยอมรับว่า ก็มีขี้เกียจบ้างแต่ด้วยความชอบส่วนตัวในการได้ทำอาหารให้คนที่เธอรักจึงทำให้เธอสามารถบริหารจัดการได้
"ส่วนใหญ่อาหารทำวันต่อวัน ทั้ง 3 มื้อ เมนูที่ทำ จะ เป็นอาหาร ไทย และ อีสาน สำหรับตัวเตยทานเอง ส่วนแฟนที่เป็นต่างชาติ ไม่ทานอาหารไทย ก็จำเป็นต้องทำ อาหารฝรั่ง ยุโรป ญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น ใน 1วัน ทำทั้งหมด 3 มื้อ รวม 5-6 เมนูด้วยกัน ส่วนใหญ่ก็เลยไม่เบื่อค่ะ”
“ส่วนใหญ่ถ้าออกไปทานอาหารข้างนอกมักจะอาหารที่ทำไม่ได้หรือไม่ก็รู้สึกเบื่อ ๆ เช่น ไปทานบุฟเฟต์ ค่ะ"
สู่วงการติ๊กต๊อกแบ่งปันความรู้ พร้อมสร้างรายได้เพิ่ม
ภัทรเดชเริ่มต้นการเป็นนักสร้างคอนเทนต์ในแอปพลิเคชันติ๊กต๊อกเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว คลิปวิดีโอแรกที่เขาโพสต์ก็เป็นการแบ่งปันเรื่องราวการซื้อของเข้าบ้านด้วยงบประมาณที่เขาเคยใช้ในชีวิตประจำวัน คลิปนั้นมีผู้ชมกว่า 1.7 ล้านครั้ง จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเริ่มทำคลิปแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการใช้เงิน การทำบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน การเลือกซื้อสินค้า รวมทั้งการสาธิตการทำอาหารจากของที่เขาซื้อมา
จากวันนั้นที่เริ่มต้นด้วยผู้ติดตามเป็นศูนย์ วันนี้มีผู้สนใจติดตามเนื้อหาของเขาเป็นกว่า 7.8 หมื่นคนแล้ว และที่สำคัญเขาบอกว่า รายได้จากการที่เขารับรีวิวสินค้าและผู้สนับสนุนในขณะนี้สามารถช่วยให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC Thai
"หากพิจารณาคร่าว ๆ แล้ว ณ ตอนนี้ รายได้ที่เกิดจากติ๊กต๊อกคิดเป็นกว่า 65% ของรายได้ทังหมด ในขณะที่รายได้จากงานประจำคิดเป็น 35% ซึ่งทำให้มีเงินเพียงพอที่จะเก็บออมและลงทุนในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อสร้างรายได้อีกด้วย" เขาเล่า
นอกจากนี้ เขายังได้มีโอกาสพบกับผู้คนใหม่ ๆ ที่เข้ามาขอแลกเปลี่ยนความรู้กันผ่านช่องทางติ๊กต๊อก
ส่วนเตยเล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกที่มีคนมารู้จัก มาจากคลิปวิดีโอพาไปซื้อของเข้าบ้าน ต่อมามีคอนเมนท์หนึ่งบอกว่า ซื้อของเยอะเหมือนร้านอาหารเลย เตยก็ได้ตอบกลับเป็นวิดิโอ บอกทุกคนว่าชอบทำอาหารมาก ๆ แล้วก็เริ่มมีคนมาขอสูตร
“เราก็เลยทำเป็นช่วง มีช่วงซื้อของเข้าบ้าน ช่วงทำอาหารให้แฟน พอเริ่มมีผู้ติดตาม ก็มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงซื้อของเข้าบ้านจะมีเดือนละครั้ง สปอนเซอร์หลาย ๆรายก็เข้ามาจองเพื่อที่จะลงโฆษณาในช่วงนี้ คิวยาวเลยค่ะ”

ที่มาของภาพ, Instagram/frommykitchen
“ก่อนหน้านี้ทำงานร้านอาหารทั่วไป ได้เงินเดือน 10,000-15,000 บาท แต่พอได้รับงานรีวิว เดือนไหนมีงานเยอะก็ได้เงิน เกือบหลักแสนเลย พลิกชีวิตเรามาก ๆ
“ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ และทำทุกคลิป ทุกงาน ตัดต่อ ถ่ายทำ วิดีโอวันหนึ่งมากกว่า 2 ชิ้น โดย ไม่มีทีมงาน ทำเองทุกอย่าง เหนื่อยบ้าง แต่ทำแล้วมีความสุข ได้มีเงินเก็บและใช้จ่ายด้วยค่ะ” เธอทิ้งท้าย









