สงครามกลางเมืองในเมียนมากำลังบ่อนทำลาย “ระเบียงเศรษฐกิจ” ติดชายแดนจีน

A high, metal fence border fence cuts through fields between China and Myanmar in Ruili

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC

คำบรรยายภาพ, พรมแดนระหว่างจีนและเมียนมาที่เคยเจริญรุ่งเรือง แต่ในปัจจุบันถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
    • Author, ลอรา บิกเกอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน
    • Reporting from, เมืองรุ่ยลี่ของจีน และชายแดนจีน-เมียนมา

“หนึ่งหมู่บ้าน สองประเทศ” เคยเป็นคำขวัญของหมู่บ้านหยินจิ่ง ซึ่งตั้งอยู่ติดชายแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน

ป้ายโฆษณาการท่องเที่ยวที่เก่าคร่ำคร่า อวดอ้างว่าสิ่งขวางกั้นแนวพรมแดนด้านที่ติดต่อกับเมียนมานั้น มีเพียง “รั้วไม้ไผ่, คูน้ำ, และคันดิน” เท่านั้น คำโฆษณานี้จึงเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดแน่นแฟ้นและเรียบง่าย ซึ่งรัฐบาลจีนปรารถนาจะมีกับประเทศเพื่อนบ้าน

แต่ปัจจุบันที่ชายแดนจีน - เมียนมา กลับปรากฏรั้วโลหะสูงกั้นตลอดแนวเขตแดนของอำเภอรุ่ยลี่ในมณฑลยูนนาน โดยมีลวดหนามและกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ด้านบน รั้วโลหะที่แข็งแกร่งนี้ยังตัดผ่านทุ่งนา และขวางกั้นถนนสายที่เคยเชื่อมต่อการคมนาคมระหว่างสองประเทศ

อันที่จริงแล้วการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 เป็นสาเหตุที่บีบให้จีนจำต้องแบ่งแยกแนวพรมแดนอย่างชัดเจนในตอนแรก แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา การปิดกั้นชายแดนยิ่งแน่นหนาขึ้น เพราะสงครามกลางเมืองของเมียนมาที่ลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้ หลังเกิดเหตุรัฐประหารนองเลือดในปี 2021 ตอนนี้รัฐบาลทหารเมียนมากำลังต่อสู้เพื่อเข้าควบคุมดินแดนผืนใหญ่ของประเทศ ซึ่งรวมถึงรัฐฉานที่ตั้งอยู่ติดกับชายแดนจีน โดยที่ผ่านมากองทัพเมียนมาต้องประสบกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่และสูญเสียไปอย่างมากในบริเวณดังกล่าว

ภาวะวิกฤตที่ปากประตู ซึ่งก็คือแนวพรมแดนยาวเกือบ 2,000 กิโลเมตร ที่เป็นทางเข้าบ้านของจีนนี้ กำลังสร้างความเสียหายทางการเงินให้กับจีน ซึ่งได้ลงทุนสร้างระเบียงเศรษฐกิจแห่งสำคัญในเมียนมาไปหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแผนการนี้แต่เดิมมุ่งเชื่อมต่อภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนที่ไม่มีทางออกทะเล เข้ากับชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียโดยเดินทางผ่านเมียนมา แต่ทว่าขณะนี้ระเบียงเศรษฐกิจได้กลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างกองกำลังต่อต้านรัฐบาลทหารกับกองทัพเมียนมาไปเสียแล้ว

A map if the China-Myanmar border with Ruili marked
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงเขตแดนระหว่างเมียนมาและจีนที่ติดกับเมืองรุ่ยลี่ในจีน

ที่ผ่านมาดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนจะแสดงความเห็นใจต่อทั้งสองฝ่าย แต่ในที่สุดข้อตกลงหยุดยิงที่จีนเป็นตัวกลางเข้าช่วยเจรจาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมากลับถูกฉีกทิ้ง ทำให้ตอนนี้จีนหันไปใช้การซ้อมรบที่แนวพรมแดนและออกแถลงการณ์ที่มีถ้อยคำเย็นชากับเมียนมา โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ถือเป็นนักการทูตรายล่าสุดที่เดินทางไปยังกรุงเนปิดอว์ ซึ่งคาดว่าเขาได้ถ่ายทอดคำเตือนจากรัฐบาลจีนให้กับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาด้วย

ความขัดแย้งและการสู้รบนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับรัฐฉานที่มีฐานะยากจน รัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเมียนมาแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตฝิ่นและยาบ้าแหล่งใหญ่ที่สุดของโลก ทั้งยังเป็นบ้านและฐานที่มั่นของกองทัพชนกลุ่มน้อยที่ต่อต้านรัฐบาลทหารมายาวนาน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ระเบียงเศรษฐกิจที่จีนลงทุนสร้างขึ้นยังคงมีการค้าขายที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูเป็นอย่างดี จนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมืองรอบล่าสุดขึ้น

บัดนี้เสียงตามสายที่ฝั่งจีน ประกาศเตือนให้ผู้คนในอำเภอรุ่ยลี่อย่าเข้าใกล้รั้วกั้นพรมแดนมากเกินไป แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดยั้งนักท่องเที่ยวจีน ไม่ให้แอบยื่นมือลอดซี่รั้วของประตูด่านชายแดนเข้าไปถ่ายรูปเซลฟี่ได้ เด็กสาวสองคนที่สวมเสื้อยืดลายการ์ตูนดิสนีย์และกำลังเลียกินไอศครีมสีชมพู ตะโกนข้ามรั้วไปว่า “สวัสดีคุณปู่ มองมาทางนี้หน่อย” ทำให้ชายชราที่เดินเท้าเปล่าอยู่ฝั่งตรงข้ามของรั้วเงยหน้าขึ้นมามองนิดหนึ่ง ก่อนจะหันหนีไปอย่างรวดเร็ว

หลบหนีภัยในรุ่ยลี่

Li Mianzhen in a green t-shirt at the market where she runs a stall

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC

คำบรรยายภาพ, เมืองรุ่ยลี่เป็นความหวังสุดท้ายสำหรับลี่ เมียนเจิน ผู้ที่ไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ในเมียนมาอีกแล้ว

“คนพม่าตอนนี้ใช้ชีวิตเหมือนหมา” ลี่ เมียนเจิน แม่ค้าแผงลอยที่ขายอาหารและเครื่องดื่มจำพวกชานมจากเมียนมากล่าว ร้านตรงหัวมุมถนนของเธออยู่ในตลาดเล็ก ๆ ติดกับจุดตรวจด่านชายแดนแห่งหนึ่งของอำเภอรุ่ยลี่

ลี่ซึ่งดูเหมือนจะอยู่ในวัยราว 60 ปี บอกว่าเคยขายเสื้อผ้าจีนในตลาด “หมู่เจ้” (Muse) ของฝั่งรัฐฉาน ซึ่งเป็นแหล่งการค้าใหญ่ระหว่างเมียนมากับจีน แต่ตอนนี้เธอบอกว่า คนบ้านเดียวกันกับเธอแทบไม่มีใครได้เงินพอเลี้ยงตัว จากการค้าขายข้ามพรมแดนเช่นนั้นอีกแล้ว

กองทัพเมียนมายังคงสามารถควบคุมเมืองหมู่เจ้เอาไว้ได้ โดยเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสุดท้ายไม่กี่แห่งของพวกเขาในรัฐฉาน อย่างไรก็ตาม กองกำลังต่อต้านรัฐบาลได้เข้าควบคุมจุดผ่านแดนอื่น ๆ และเขตการค้าสำคัญบนถนนที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหมู่เจ้ ลี่บอกว่าสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ทำให้ผู้คนสิ้นหวัง คนพม่าบางส่วนที่เธอรู้จักข้ามพรมแดนเข้ามาทำงานในจีน โดยได้เงินกลับไปครั้งละเพียง 10 หยวน หรือไม่ถึง 50 บาทเท่านั้น ซึ่งพวกเขาต้องนำไปใช้เลี้ยงดูครอบครัว

A scene fromt he Ruili market

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC

คำบรรยายภาพ, ผู้คนที่ได้รับอนุญาตให้ข้ามแดนมาสามารถค้าขายสินค้าต่าง ๆ ได้

สงครามกลางเมืองในปัจจุบันทำให้การเดินทางเข้าออกเมียนมาเป็นเรื่องลำบาก ข่าวสารต่าง ๆ ส่วนใหญ่จึงมาจากปากคำของคนที่อพยพหนีภัยมา หรือผู้ที่มีหนทางผ่านข้ามแดนได้สะดวกอย่างเช่นลี่

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ครอบครัวที่มีเชื้อสายพม่าของลี่ยังคงติดอยู่ที่มัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมา เนื่องจากไม่สามารถขอใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวเพื่ออพยพเข้ามาในจีนได้ เรื่องนี้ทำให้เธอวิตกกังวลอย่างยิ่ง เพราะกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเคลื่อนเข้ามาประชิดมัณฑะเลย์มากขึ้นทุกที

“ฉันหวั่นวิตกจนเครียดจะตายอยู่แล้ว” ลี่ตัดพ้อ “สงครามนี้นำเคราะห์ร้ายมาสู่เรามากมายเหลือเกิน เมื่อไหร่ที่ทั้งหมดนี้จะจบสิ้นเสียที”

ซิน อ่อง (นามสมมติ) ชาวพม่าวัย 31 ปี คือหนึ่งในผู้ที่หลบหนีภัยการสู้รบออกมาจากเมียนมาได้ เขาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งชานเมืองรุ่ยลี่ ซึ่งผลิตเสื้อผ้า, ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์, และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกไปทั่วโลก

คนงานพม่าอย่างซิน อ่อง ได้รับการคัดเลือกเป็นกลุ่มใหญ่และถูกพาตัวขึ้นเครื่องบินเดินทางมาจีน โดยบริษัทที่รัฐบาลจีนสนับสนุนและกำลังต้องการแรงงานราคาถูกเป็นผู้จัดหา มีตัวเลขประมาณการว่า พวกเขาได้ค่าแรงราวเดือนละ 2,400 หยวน หรือราว 11,260 บาท ซึ่งน้อยกว่าเพื่อนร่วมงานชาวจีนมาก

A man sells food in front of a block where workers live

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC

คำบรรยายภาพ, สถานที่แห่งนี้ผู้ใช้แรงงานใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันและใช้พักผ่อนหลังรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน

“สงครามทำให้เราไม่มีงานทำที่เมียนมา” ซิน อ่อง กล่าว “ทุกอย่างแพงไปหมด ทั้งข้าวและน้ำมันปรุงอาหาร มีการสู้รบกันอย่างหนักไปทุกหนแห่ง ทุกคนต้องหนีภัย”

แต่พ่อและแม่ที่ชรามากแล้วของซิน อ่อง ไม่อาจอพยพหลบหนีออกมาได้ เขาจึงต้องเป็นคนที่หนีไปต่างประเทศ เพื่อทำงานและพยายามส่งเงินกลับบ้านทุกครั้งที่มีโอกาส

คนงานพม่าเหล่านี้ทำงานและใช้ชีวิตต่างแดน โดยอาศัยอยู่แต่ในพื้นที่ไม่กี่ตารางกิโลเมตรของอำเภอรุ่ยลี่ ซึ่งมีกลุ่มอาคารที่รัฐบาลจีนควบคุมดูแลตั้งอยู่ ซิน อ่อง บอกว่าที่นี่เปรียบเสมือนกับแหล่งพักพิงชั้นเลิศ เมื่อเทียบกับสถานที่ที่เขาจากมา “สถานการณ์ในเมียนมาไม่สู้ดีนัก เราเลยต้องมาหลบภัยอยู่ที่นี่”

นอกจากจะหนีภัยการสู้รบแล้ว ชายฉกรรจ์อย่างซิน อ่อง ยังสามารถรอดพ้นจากการถูกบังคับเกณฑ์ทหารโดยกองทัพเมียนมา ซึ่งกำลังต้องการกำลังพลเพิ่มเติม เพื่อชดเชยความสูญเสียจากทหารหนีทัพและผู้ที่เสียชีวิตในสนามรบ

ยามเย็นของวันหนึ่ง ซิน อ่อง วิ่งเท้าเปล่าลุยโคลนลงสนามที่เปียกแฉะไปด้วยน้ำฝน เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่สมรภูมิอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือศึกการแข่งขันฟุตบอลระหว่างเพื่อนร่วมโรงงาน เสียงเชียร์จากบรรดาผู้ชมข้างสนามมีทั้งภาษาพม่า, จีนกลาง, และสำเนียงจีนท้องถิ่นของยูนนานปะปนกัน และนี่คือวิถีชีวิตประจำวันในบ้านหลังใหม่ซึ่งเป็นที่พักอาศัยชั่วคราว และเป็นการผ่อนคลายปลดปล่อยของเหล่าคนงาน หลังต้องเข้าประจำหน้าที่อยู่ในสายการผลิตถึง 12 ชั่วโมงติดต่อกัน

คนงานจำนวนไม่น้อยมาจากเมืองล่าเสี้ยว เมืองใหญ่ที่สุดของรัฐฉาน รวมทั้งมาจากเมืองเล่าก์ก่าย ฐานที่มั่นของตระกูลใหญ่หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมที่รัฐบาลทหารเมียนมาหนุนหลัง ซึ่งเมืองแห่งนี้ตกไปอยู่ในครอบครองของกองทัพฝ่ายต่อต้านตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่เมืองล่าเสี้ยวเองก็กำลังถูกล้อม การบุกโจมตีอย่างหนักครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของสงครามกลางเมือง รวมทั้งการมีส่วนได้เสียของจีนในสงครามครั้งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

Workers from the factories in Ruili watch while other workers play a game of football

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC

คำบรรยายภาพ, การเล่นกีฬาเป็นกิจกรรมผ่อนคลายสำหรับพวกเขาทุกวันที่นี่ โดยพวกเราขอปกปิดตัวตน

สถานการณ์ลำบากของจีนในวิกฤตเมียนมา

ทั้งเมืองล่าเสี้ยวและเล่าก์ก่ายต่างอยู่ในเขตระเบียงเศรษฐกิจที่จีนลงทุนสร้างด้วยมูลค่าสูง ส่วนข้อตกลงหยุดยิงที่จีนช่วยเจรจาก็ทำให้เมืองล่าเสี้ยวอยู่ในอาณัติของรัฐบาลทหารต่อไปได้ระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังฝ่ายต่อต้านสามารถบุกเข้าเมืองล่าเสี้ยวได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นล่าสุด แม้ว่ากองทัพเมียนมาจะตอบโต้ด้วยการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดและโดรนโจมตี รวมทั้งตัดการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยก็ตาม

ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องประเทศเมียนมาขององค์กร International Crisis Group บอกว่า “การที่เมืองล่าเสี้ยวถูกตีแตก ถือเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทัพเมียนมา แต่เหตุที่กองกำลังฝ่ายต่อต้านไม่บุกเข้ายึดเมืองหมู่เจ้ น่าจะเป็นเพราะเกรงใจจีนที่หวังจะฟื้นฟูการค้าการลงทุนที่นั่นมานานหลายเดือน ซึ่งการสู้รบจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเสียหายได้ ตอนนี้กองทัพเมียนมาเสียพื้นที่ของตนในรัฐฉานไปจนเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงแถบเมืองหมู่เจ้ซึ่งอยู่ติดกับอำเภอรุ่ยลี่ของจีนเท่านั้น”

ทั้งอำเภอรุ่ยลี่และเมืองหมู่เจ้ถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเส้นทางการค้า 1,700 กิโลเมตร ที่จีนลงทุนในชื่อของ “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา” (CMEC) เส้นทางการค้านี้ยังสนับสนุนการลงทุนของจีนในภาคการพลังงาน, โครงสร้างพื้นฐาน, และการทำเหมืองขุดเจาะแร่ธาตุหายากซึ่งจำเป็นต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหัวใจสำคัญของระเบียงเศรษฐกิจนี้อยู่ที่เส้นทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างคุนหมิง - เจ้าก์ผิ่ว หรือระหว่างเมืองเอกของมณฑลยูนนานกับท่าเรือน้ำลึกที่จีนสร้างขึ้นในรัฐยะไข่ บนชายฝั่งด้านตะวันตกของเมียนมา

A map of the China-Myanmar Economic Corridor
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงระเบียงเศรษฐกิจระหว่างจีนและเมียนมา

ท่าเรือน้ำลึกในอ่าวเบงกอลนี้ จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมของจีนที่มีฐานการผลิตในเมืองรุ่ยลี่และเมืองอื่น ๆ เข้าถึงเส้นทางการค้าในมหาสมุทรอินเดียและนำสินค้าออกสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะขนส่งพลังงานจากอ่าวเบงกอลไปยังจีนผ่านเมียนมาได้

แต่น่าเสียดายว่าแผนการข้างต้นกำลังเสี่ยงจะพังทลายลงทั้งหมด แม้ว่าก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะได้เพียรพยายามบ่มเพาะสายสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอย่างเมียนมานานหลายปี โดยหลังจากที่นางออง ซาน ซู จี ถูกขับออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศ นายสีไม่ยอมกล่าวประณามเหตุรัฐประหารในครั้งนั้น ทั้งยังคงขายอาวุธให้กองทัพเมียนมาอยู่ต่อไป แม้ว่าจีนจะไม่ยอมรับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เป็นประมุขแห่งรัฐของเมียนมาอย่างเป็นทางการ และไม่ออกปากเชิญให้เขาเดินทางเยือนจีนเลยก็ตาม

เหตุรัฐประหารผ่านไปสามปีแล้ว แต่สงครามกลางเมืองยังคงดำเนินอยู่อย่างดุเดือด ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและชาวพม่านับล้านต้องพลัดถิ่นที่อยู่อาศัย โดยไม่มีวี่แววว่าการสู้รบจะยุติลงในเร็ววัน ส่วนกองทัพเมียนมาซึ่งถูกบีบให้ต้องเปิดแนวรบใหม่หลายด้านนั้น ต้องสูญเสียพื้นที่ในครอบครองไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่งหรือถึง 2 ใน 3 ของประเทศ ให้กับกองกำลังพิทักษ์ประชาชนและกองกำลังของชนกลุ่มน้อยที่เป็นฝ่ายต่อต้าน

ฮอร์ซีย์มองว่าสถานการณ์เช่นนี้ทำให้จีนตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และไม่อาจเคลื่อนไหวทำอะไรได้มากนัก “จีนไม่ชอบสถานการณ์เช่นนี้เลย และมองว่าพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย นั้นไร้ความสามารถ สุดท้ายแล้วจีนจึงพยายามผลักดันให้มีการเลือกตั้งในเมียนมา ไม่ใช่เพราะจีนต้องการระบอบประชาธิปไตย แต่เห็นว่านี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ทุกสิ่งกลับคืนสู่ภาวะปกติ”

ด้านรัฐบาลทหารเมียนมานั้นสงสัยว่า จีนกำลังตีสองหน้าโดยทำทีดูเหมือนจะสนับสนุนฝ่ายตน แต่ก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพของชนกลุ่มน้อยในรัฐฉานอยู่ต่อไป นักวิเคราะห์หลายคนยังตั้งข้อสังเกตว่า กองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารหลายกลุ่มใช้อาวุธของจีน และการบุกโจมตีครั้งล่าสุดซึ่งเป็นการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของกองกำลังชนกลุ่มน้อยสามฝ่าย “พันธมิตรแห่งภราดรภาพ” จะเกิดขึ้นไม่ได้หากจีนไม่เปิดไฟเขียวให้ในทางลับ

A border checkpoint in Ruili

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC

คำบรรยายภาพ, ด่านจุดตรวจชายแดนแห่งนี้มีการจำกัดการค้าและแรงงานที่เข้าออกระหว่างเมืองรุ่ยลี่และหมู่เจ้

ชัยชนะของกองกำลังพันธมิตรดังกล่าว ได้โค่นล้มตระกูลมาเฟียที่รู้จักกันดีของเมียนมาลง หลังจากที่แก๊งอาชญากรรมนี้ตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยบังคับกักขังใช้แรงงานคนจีนหลายพันคน ทำให้รัฐบาลจีนที่เฝ้ากลัดกลุ้มกับปัญหาอาชญากรรมตามแนวพรมแดนที่นับวันจะเพิ่มขึ้นทุกที รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งกับผลงานของกองกำลังชนกลุ่มน้อย ซึ่งได้รวบตัวผู้ต้องหานับหมื่นคนส่งให้ทางการจีนด้วย

สำหรับรัฐบาลจีนแล้ว การที่สงครามกลางเมืองในเมียนมาดำเนินไปอย่างยืดเยื้อยาวนานหลายปี คือสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็กลัวว่ารัฐบาลทหารเมียนมาจะถูกโค่นล้ม ซึ่งจะนำไปสู่ความปั่นป่วนและภาวะโกลาหลทางการเมืองมากยิ่งกว่าเดิม จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า จีนจะทำอย่างไรกับความเป็นไปได้ทั้งสองทาง ทั้งยังไม่แน่นอนว่า จีนจะทำอะไรได้มากไปกว่าการกดดันให้ทั้งสองฝ่ายยอมเจรจาสันติภาพ

แผนการที่หยุดชะงัก

สถานการณ์ที่ยากลำบากของจีนปรากฏเป็นหลักฐานที่เห็นได้ชัดในอำเภอรุ่ยลี่ ซึ่งเรียงรายไปด้วยร้านค้าจำนวนมากที่เคยได้รับผลประโยชน์จากการค้าขายข้ามแนวพรมแดน แต่บัดนี้กลับซบเซาหลังโดนผลกระทบจากการล็อกดาวน์ระหว่างการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ซ้ำยังมาพบอุปสรรคจากการปิดพรมแดนในครั้งนี้ ซึ่งทำให้การค้าและการเดินทางระหว่างสองประเทศไม่ฟื้นคืนกลับมาเสียที

นายจ้างชาวจีนที่ต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบอย่างหนักด้วย โดยบริษัทนายหน้าจัดหาแรงงานชาวพม่าหลายแห่งบอกว่า ทางการจีนวางกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นในการจ้างแรงงานต่างด้าว และได้ส่งตัวผู้ลักลอบเข้าเมืองมาเป็นแรงงานอย่างผิดกฎหมายกลับเมียนมาไปหลายร้อยคนแล้ว

A woman walks past closed shops in Ruili
คำบรรยายภาพ, ร้านค้าที่ปิดตัวลงเรียงรายในรุ่ยลี่เป็นสัญญาณอันมืดมนสำหรับอนาคตของเมืองนี้

เจ้าของโรงงานขนาดเล็กชาวจีนที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ บอกกับผู้สื่อข่าวของบีบีซีว่า การส่งตัวแรงงานพม่าที่ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายกลับประเทศ เท่ากับว่าธุรกิจของเขาจะไม่เติบโตและไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที แต่เขาก็ไม่อาจจะทำสิ่งใดเพื่อให้นโยบายนี้เปลี่ยนแปลงได้

จัตุรัสที่อยู่ถัดจากด่านตรวจคนข้ามแดน เต็มไปด้วยแรงงานหนุ่มสาวชาวพม่ารวมถึงแม่ที่อุ้มลูกเล็กเอาไว้ด้วย พวกเขายืนรออยู่ในร่มไม้โดยสองมือถือใบอนุญาตจากทางการจีนเอาไว้ เพื่อให้นายจ้างที่มาเสาะหาแรงงานวางใจและตกลงจ้างงานพวกเขา โดยคนที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานชั่วคราว จะได้ใบผ่านแดนที่อนุญาตให้อยู่ได้นานที่สุด 1 สัปดาห์ แต่บางคนจะต้องผ่านแดนโดยข้ามไปและกลับทุกวันเหมือนอย่างลี่

ลี่กล่าวว่า “ฉันหวังว่าคนดี ๆ จะช่วยบอกให้ทุกฝ่ายหยุดรบกันเสียที หากทั้งโลกไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะช่วยพูดให้เรา มันก็ช่างน่าเศร้าเสียจริง” ลี่ยังบอกว่าคนรอบตัวเธอต่างยืนยันว่า การสู้รบไม่มีทางจะลุกลามมาถึงชายแดนด้านที่ติดกับจีน แต่เธอไม่เชื่อคำกล่าวนี้เลย “ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้”

สำหรับเธอและซิน อ่องแล้ว ตอนนี้อำเภอรุ่ยลี่ของจีนคือทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในการเอาชีวิตรอด พวกเขาเข้าใจดีว่าอนาคตของตนอยู่ในมือของรัฐบาลจีนและชาวจีน เหมือนกับที่นักท่องเที่ยวชาวจีนคนหนึ่ง บอกกับพ่อค้าหยกชาวเมียนมาในตลาดชายแดนขณะต่อรองราคาว่า “ประเทศของคุณกำลังมีสงคราม คุณต้องยอมรับเงินเท่าที่ผมจะให้”