สำรวจ “ระเบียงมนุษยธรรม” ชายแดนไทย-เมียนมา ท่ามกลางการประท้วง

ที่มาของภาพ, BBC/GETTY IMAGES
- Author, ฮนิง โม
- Role, บีบีซี แผนกภาษาพม่า
ประเทศไทย มีผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาหลายแสนคนหลั่งไหลเข้ามา ถึงแม้ทางการไทยพยายามเดินหน้าจัดตั้ง “ระเบียงมนุษยธรรม” ใน จ.ตาก ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. แต่พวกเขากำลังเผชิญกับการเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา
เหตุผลก็คือ สภากาชาดของทั้ง 2 ประเทศกำลังร่วมมือกันดำเนินการ ทว่าสภากาชาดเมียนมามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสภาทหาร (Military Council) ซึ่งได้รับอำนาจจากคณะรัฐประหาร 1 ก.พ. 2021
ไม่เพียงแต่รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government - NUG) เท่านั้น แต่กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์และกลุ่มประชาสังคมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโครงการนี้ถูกต่อต้าน
เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ พื้นที่ที่กลุ่มผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่พักพิงอยู่ถูกควบคุมโดยกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ซึ่งอยู่ไกลเกินกว่ากาชาดเมียนมาจะเข้าถึง จึงเป็นเหตุผลว่า มีการสันนิษฐานว่า ความช่วยเหลือไม่สามารถไปถึงกลุ่มผู้ที่ต้องการได้
ซอว์ แค ลี รองผู้อำนวยการคณะกรรมการเพื่อช่วยกะเหรี่ยงผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (The Committee of Internally Displaced Karen People - CIDKP) ซึ่งทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยข้ามพรมแดนมานาน 26 ปี กล่าวว่า "มันจะได้ผลถ้าเราและทางการไทยร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม (CDOs/CSOs) ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิผล ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นโดยไม่มีประสบการณ์อาจไม่เข้าใจสถานการณ์และไม่สามารถทำให้บรรลุผลได้”
เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มให้ความช่วยเหลือได้ในสัปดาห์แรกของเดือน มี.ค.
ความช่วยเหลือข้ามพรมแดนที่ใช้เวลากว่า 3 ปีหลังรัฐประหาร
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้ศึกษาประเด็นไทย-เมียนมา กล่าวว่า ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมข้ามพรมแดนที่องค์กรภาคประชาสังคมเมียนมาเรียกร้องมาตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อกว่า 3 ปีก่อน
"เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ปฏิบัติการ 1027 ถือเป็นสัญญาณเตือนชาติสมาชิกอาเซียน ดังนั้น เราจำเป็นต้องเร่งช่วยเหลือชาวเมียนมาโดยเร็ว”
ในมุมมองของ รศ.ดร.ปณิธาน นี่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี และเชื่อว่า "ความช่วยเหลืออาจสายไปนิด แต่ก็ดีกว่าไม่ช่วยเลย"
สำหรับปฏิบัติการ 1027 เป็นการผนึกกำลังของแนวร่วมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตรสามภราดรภาพ” ประกอบด้วย กองทัพโกก้าง (MNDAA) กองทัพตะอาง (TNLA) และกองทัพอาระกัน (AA) ที่เปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นของทหารเมียนมารอบเมืองเล่าก์ก่าย เมืองเอกในเขตปกครองตนเองโกก้าง ในรัฐฉานของเมียนมา เมื่อ 27 ต.ค. 2023 กลายเป็นที่มาของรหัสเรียกขาน “ปฏิบัติการ 1027” หลังจากนั้น กองทัพเมียนมาก็เผชิญการถูกโจมตีอย่างดุเดือดจากกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในหลายพื้นที่ทั้งในรัฐฉาน รัฐยะไข่ รัฐชิน รัฐมอญ รัฐคะฉิ่น และรัฐกะเหรี่ยง ส่งผลให้ชาวเมียนมาหลายแสนคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นบางส่วนอพยพหนีภัยสู้รบเข้าไปยังชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน
รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่เริ่มรัฐประหารในเมียนมาเมื่อ ก.พ. 2021 รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พยายามให้ความช่วยเหลือข้ามพรมแดน แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน
“รัฐบาลปัจจุบันสามารถเจรจาได้มากขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และหารือเกี่ยวกับแผนเหล่านี้" เขากล่าว
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
รัฐบาลของไทยชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้หารือกับลาวในฐานะประธานอาเซียน รวมถึงสหรัฐฯ และจีนเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเมียนมาแล้ว
ไทยยังเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้ง “ระเบียงมนุษยธรรม” (Humanitarian Corridor) ยกระดับการให้ความช่วยเหลือมนุษยธรรมแก่ประชาชนเมียนมาตามแนวชายแดน โดยที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อปลายเดือน ม.ค. ได้เห็นพ้อง และให้มีการดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอนต่าง ๆ
ต่อมา นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ระหว่าง 8-9 ก.พ. ที่ผ่านมาเพื่อสำรวจพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดตั้ง “ระเบียงมนุษยธรรม”
ความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญหลังจากนี้คืออะไร
สภากาชาดไทยจะใช้เวลา 30 วันนับจากเดือน ก.พ. ในการรวบรวมสิ่งของต่าง ๆ สำหรับ "โครงการนำร่องด้านมนุษยธรรม" เช่น อาหารแห้ง และสิ่งของสำหรับการพักพิงชั่วคราว เพื่อส่งไปยังสภากาชาดเมียนมา โดยมีการรักษาความปลอดภัยและการตรวจสอบที่ด่านศุลกากรแม่สอดแห่งที่ 2 อ.แม่สอด จ.ตาก ก่อนกระจายไปยัง เมืองนำร่อง 3 แห่ง
ศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance on Disaster Management - AHA Centre) จะเข้าร่วมสังเกตการณ์และติดตามกิจกรรมของสมาคมกาชาดทั้ง 2 ประเทศด้วย
“มีความกังวลเกี่ยวกับวิธีการที่เมียนมาจะจัดการกับความช่วยเหลือหากเดินทางไปยังเมียนมา” นายปานปรีย์ รมว.ต่างประเทศไทย กล่าวกับไทยพีบีเอส
นี่เป็นหนึ่งในข้อกังวลที่ใหญ่ที่สุดไม่เฉพาะกับรัฐบาลไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์กรภาคประชาสังคมของเมียนมาด้วย โดยพวกเขาตั้งคำถามว่าความช่วยเหลือจะสามารถไปถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลือได้จริงหรือไม่ หลังองค์การสหประชาชาติออกมาเปิดเผยในเดือนนี้ (ก.พ.) ว่า มีผู้คนจำนวน 18 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเมียนมา

ที่มาของภาพ, AHA CENTER
ในจำนวนนี้มีรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ติดกับ จ.ตาก ของไทย และเป็นพื้นที่โครงการนำร่อง มีผู้อพยพมากกว่า 760,000 คน พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตควบคุมของกองพลน้อยของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดของชาวกะเหรี่ยง
นอกจากนี้ ยังมีประชาชนประมาณ 100,000 คนที่ต้องการความช่วยเหลือในพื้นที่รอบ ๆ อ.แม่สอด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ตามข้อมูลของสหพันธ์อิระวดีโพ้นทะเล (Overseas Irrawaddy Association - OIA) ประกอบด้วย
- ผู้เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement - CDM), นักการเมืองที่กำลังหลบหนีเนื่องจากมีหมายจับที่ออกโดยสภาทหาร ถูกกำหนดให้เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defenders - HRD) และประชาชนประมาณ 55,000 คน
- ผู้ลี้ภัยสงครามมากกว่า 20,000 คน ที่อพยพไปยังชายแดนเนื่องจากการสู้รบภายในประเทศ
- ผู้ลี้ภัยสงครามในท้องถิ่นมากกว่า 20,000 คน ที่ลี้ภัยใกล้ชายแดนของทั้งสองประเทศ
จากสถิติเห็นได้ชัดเจนว่า ประชากรเมียนมา 1 ใน 3 เป็นผู้ลี้ภัยที่หนีสงคราม
บีบีซี แผนกภาษาพม่า ติดต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทย เพื่อสอบถามว่าใครจะได้รับการชวยเหลือเป็นกลุ่มแรก ๆ
“หลังจากเริ่มต้น ขั้นตอนต่อไปคือ การดำเนินการตามรายละเอียดเหล่านี้” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตอบ
ตามแผนเบื้องต้นของรัฐบาลไทย ตั้งเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมากกว่า 20,000 คนบริเวณชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศ
สภากาชาดของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานหลักของโครงการนี้ ยังไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานะของแผนการดำเนินการ แต่สภากาชาดเมียนมากล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซี แผนกภาษาพม่าสั้น ๆ ว่า “สภากาชาดของทั้ง 2 ประเทศมีแผนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจา”
ดังนั้นการแจกจ่ายความช่วยเหลือจึงกลายเป็นความท้าทายสำคัญในประการที่ 2 สำหรับรัฐบาลไทย
“เมื่อพูดถึงวิกฤตภายในของไทย ปัญหาชายแดนถูกผูกขาดโดยกองทัพไทย ระหว่างนั้น ต้องใช้การพูดคุยกันมากมายระหว่างฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน” อู ออง ทือ เนียง นักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา และผู้อำนวยการสถาบันศึกษายุทธศาสตร์และนโยบาย (ISP Myanmar) กล่าว
“กระทรวงการต่างประเทศต้องการทำเช่นนั้น แต่การสนับสนุนและได้รับอนุญาตจากกองทัพไทย ยังคงมีความสำคัญมาก” เขากล่าว
ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า รัฐบาลพลเรือนของไทยไม่มีความประสงค์ที่จะให้กองทัพไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลไทยกังวลว่า ผู้สังเกตการณ์นานาชาติอาจจะมีกังวลต่อความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยและสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมา
มีความท้าทายทางฝ่ายไทยในการส่งความช่วยเหลือข้ามชายแดนไทยเข้าสู่ประเทศเมียนมา และยังมีความท้าทายทางฝ่ายเมียนมาในการร่วมมือกับทุกกลุ่ม

ที่มาของภาพ, MYANMAR RED CROSS SOCIETY
ในโครงการนำร่องปัจจุบัน ทางการไทยระบุว่า พวกเขากำลังทำงานร่วมกับกลุ่มพลเรือนบางกลุ่มและสภาทหาร แต่ไม่ได้เปิดเผยว่ารายละเอียดว่า กำลังประสานงานกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) และกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ข้ามชายแดนด้วยหรือไม่
“ถ้าเราทำงานร่วมกับสภากาชาดเมียนมา ผู้คนที่หนีสงครามซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมโดย NUG และกลุ่มต่อต้านชาติพันธุ์ ก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือ”
“ประสบการณ์ในอดีตหลายต่อหลายครั้งพิสูจน์ให้เห็นว่า ความช่วยเหลือจะไปไม่ถึงประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ภายใต้ระบอบการปกครองนี้” โฆษกรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (NUG) กล่าว
สำหรับ NUG เป็นรัฐบาลเงาที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักการเมืองพลเรือนที่ถูกยึดอำนาจเมื่อ 3 ปีก่อน บรรดาคนรุ่นใหม่และนักศึกษาที่ลุกขึ้นจับอาวุธได้ร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และกลุ่มติดอาวุธในท้องถิ่นยึดครองพื้นที่ในเขตชนบทของเมียนมา
ทางการไทยกำลังเจรจากับกองกำลังปฏิวัติหรือไม่?
กองกำลังปฏิวัติทั้งในและต่างประเทศของเมียนมาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกลุ่มประสานงานที่มีกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ (Ethnic Armed Organization - EAO) ร่วมด้วยเพื่อให้ความช่วยเหลือเมียนมาจากชายแดนไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ NUG
จากการตรวจสอบของบีบีซี แผนกภาษาพม่า พบว่า จะมีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และ พรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี (KNPP) ว่าด้วยการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมข้ามแดนผ่านองค์กรตัวกลาง
“มันไม่ใช่เส้นทางอย่างเป็นทางการ ในระหว่างนี้ มีความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถพูดคุยหารือกันได้” คูปาลุล เลขาธิการทั่วไปของ KNPP กล่าว
ที่ชายแดนไทย-รัฐกะเหรี่ยง มีผู้คนมากกว่า 10,000 คน หนีภัยสงครามจากฝั่งกะเรนนีเพียงฝั่งเดียว

ที่มาของภาพ, AFP
ก่อนตัวเลขผู้หลบหนีภัยสงครามจะเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการรัฐประหาร สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU), พรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี (KNPP) และกองทัพแนวร่วมแห่งชาติชิน (Chin National Front หรือ CNF) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมต่อประชาคมระหว่างประเทศเพื่อประกาศโครงการระเบียงมนุษยธรรมที่ผ่านการเจรจากันแล้ว (Negotiated Humanitarian Corridor) และกลุ่มบรรเทาทุกข์จะเข้าไปยังพื้นที่สำคัญที่ต้องการรับความช่วยเหลือ
ถึงแม้ว่าจะมีความช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนบ้านที่ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาเดินทางเข้ามาพึ่งพิงหลังเกิดสงคราม ซึ่งดำเนินการร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมและศูนย์ AHA ในบางพื้นที่ แต่ 3 ปีที่ผ่านมาหลังจากการรัฐประหาร ก็มีโครงการนำร่องที่นำโดยประเทศเพื่อนบ้านและได้รับการสนับสนุนจากอาเซียนได้ดำเนินการอยู่แล้ว
“นั่นคือสิ่งที่เราร้องขอ.. แต่ไม่มีใครฟัง ผมไม่ได้รับคำตอบจากใครเลย ในขณะนี้ สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีการดำเนินการแล้ว แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา” พะโด ซอ ตอนี โฆษกสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU กล่าวโดยเปรียบเทียบสถานการณ์จริงในพื้นที่
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยกองกำลังปฏิวัติ และ KNU อ้างว่า การดำเนินการร่วมกับสภาทหารเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ลี้ภัยอยู่ในพื้นที่และต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินนั้นไม่ถูกต้อง
“ประชาชนของเรากำลังต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด เราต้องการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการทำเช่นนั้น เราต้องพูดคุยอย่างรอบคอบ” โฆษก KNU กล่าว
แม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างแรง แต่สภาทหารซึ่งร่วมมือกับทางการไทยในโครงการนำร่อง ยังคงนิ่งเงียบ และไม่ตอบคำถามของบีบีซี แผนกภาษาพม่า จนกระทั่งวันที่ 25 ก.พ.
ความหวังของประเทศไทยต่อความสำเร็จของโครงการนำร่อง
เจ้าหน้าที่อาวุโส กระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวกับบีบีซี แผนกภาษาพม่า ว่า รัฐบาลพลเรือนไทยหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม หากโครงการนำร่องประสบความสำเร็จ
“ในเดือน ม.ค. หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน เดินทางมาเยือนไทย และหารือกับเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ในเวลานั้นเขาเรียกร้องให้ประเทศไทยสนับสนุนแผนของเขา”
“และเมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ พบกัน ความพยายามของประเทศไทยในการขายโครงการนี้ก็รวดเร็วมาก” อู ออง ทือ เนียง ผู้อำนวยการสถาบัน ISP เมียนมา ให้ความเห็น

ที่มาของภาพ, MINISTRY OF FOREIGN AFFAIRS (THAILAND)
ในระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ของนายปานปรีย์ ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ก.พ. เขาได้เข้าพบ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ นอกจากปัญหาสำคัญระดับโลกอย่างสงครามในยูเครนแล้ว ยังมีการหยิบยกแผนการช่วยเหลือเมียนมาขึ้นหารือกันด้วย
กระทรวงการต่างประเทศไทยประกาศเมื่อ 12 ก.พ. ถึงภารกิจระดับภูมิภาคและระดับโลกที่ไทยจะทำ ซึ่งรวมถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อเมียนมา นั่นอาจมีส่วนทำให้สหรัฐฯ สนับสนุนไทยในเสนอชื่อเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำปี 2025-2027
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในภูมิภาคอีกด้วย โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ในเมียนมา ด้านสหรัฐฯ ยินดีที่จะให้ทางการไทยใช้ความพยายามในการช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ในเมียนมา อย่างเช่น โครงการริเริ่มด้านมนุษยธรรม การหารือดังกล่าวยังมีเนื้อหาครอบคลุมไปยังการพัฒนาด้านต่าง ๆ ในภูมิภาคอื่น ๆ อย่างเช่น สถานการณ์ในอิสราเอลและยูเครน รวมทั้งความพยายามในการช่วยเหลือให้ปล่อยตัวประกันคนไทยที่เหลือในเขตกาซา
ขณะที่สหรัฐฯ ต้องตั้งงบประมาณแยกออกมาอีกเพื่อโครงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำหรับผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่เดินทางผ่านชายแดนไทยและอินเดีย ในจำนวนนั้นยังรวมถึง การผ่านกฎหมาย Burma Act ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Defense Authorization Act หรือ NDAA) ของสหรัฐฯ สำหรับปีงบประมาณ 2023 โดยกฎหมายดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ สามารถปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหารเมียนมาได้
ดังนั้น จึงมีคำถามอยู่บ้างว่า ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอเมริกาสามารถหลั่งไหลผ่านประเทศไทยได้หรือไม่ คำตอบจากกระทรวงการต่างประเทศของไทยคือ "สหรัฐฯ กำลังให้การสนับสนุน แต่ยังไม่ไปถึงขั้นการสนับสนุนทางการเงิน"
เขากล่าวว่า การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโครงการแรกได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลไทย
ขณะที่ ทางการไทยต้องดำเนินการในด้านความมั่นคงปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตลอดชายแดนไทย-เมียนมาที่มีความยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร จากการสู้รบกันอย่างรุนแรงภายในประเทศของเมียนมา ขณะเดียวกันก็ต้องมีความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อกลุ่มผู้ลี้ภัยจากเมียนมาด้วย
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยินดีกับความพยายามของรัฐบาลพลเรือนไทย แต่คำตอบของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ ในเมียนมาไม่ได้คาดหวังสูงว่าในทางปฏิบัติ ความช่วยเหลือจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
“มีคนทุกข์ทรมานในประเทศของเรามากเกินไปแล้ว ถ้าเราช่วยได้แม้เพียงน้อยนิด ก็ต้องบอกว่ามันไม่แย่” อู ออง ทือ เนียง กล่าว
“แต่ในความเป็นจริง ผมไม่คิดว่าเราจะทำอะไรได้มากกว่านี้” เขากล่าวทิ้งท้าย











