เกิดอะไรขึ้นในเมียนมา หลังการสู้รบที่เล้าก์ก่าย

ชนกลุ่มน้อย

ที่มาของภาพ, KNDF

คำบรรยายภาพ, กองกำลังชาติพันธุ์กะเรนนี ซึ่งควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐคะยาของเมียนมาร์ กำลังโจมตีเมืองหลอยก่อ
    • Author, โจนาธาน เฮด
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งในเมียนมาที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ข้อมูลจากยูเอ็นระบุว่า จำนวนผู้พลัดถิ่นเนื่องจากหนีภัยการสู้รบพุ่งขึ้นเป็น 2 ล้านคนแล้ว เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปกป้องผู้ที่ไม่ใช่นักรบ และเปิดให้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้

ความสำเร็จของพันธมิตรกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ 3 กลุ่มในรัฐฉาน ประกอบด้วย กองทัพโกก้าง (MNDAA) กองทัพตะอาง (TNLA) และกองทัพอาระกัน (AA) ในการโจมตีฐานที่มั่นทางทหารรอบเมืองเล้าก์ก่าย และขับไล่ทหารและตำรวจออกจากพื้นที่ขนาดใหญ่ติดกับพรมแดนจีน กระตุ้นให้เกิดความฮึกเหิมแก่บรรดากองกำลังต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ

ในรัฐคะยา ทางตอนใต้ของรัฐฉานซึ่งติดกับชายแดนไทย กลุ่มกบฏชาติพันธุ์กะเรนนีซึ่งควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐ กำลังโจมตีเมืองหลักที่ชื่อหลอยก่อ (Loikaw) และยึดมหาวิทยาลัยบริเวณชานเมืองได้แล้ว

กลุ่มติดอาวุธที่เรียกตัวเองว่า กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People's Defence Forces: PDFs) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยนักเคลื่อนไหวในท้องถิ่นหลังจากเหตุการณ์การปราบปรามการประท้วงอย่างสันติเมื่อปี 2021 ได้เปิดฉากโจมตีเพื่อชิงความได้เปรียบจากความเพลี่ยงพล้ำของกองทัพเมียนมาในรัฐฉาน และรักษาแรงกดดันต่อรัฐบาลเผด็จการทหารเอาไว้

PDFs มีประสบการณ์การรบน้อยกว่าและมีอาวุธน้อยกว่ากองกำลังชาติพันธุ์อื่น ๆ แต่ศักยภาพของพวกเขากำลังพัฒนาขึ้น และ PDFs มักจับมือเป็นพันธมิตรกับทหารกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่มีประสบการณ์มากกว่าซึ่งต่อสู้กับรัฐบาลกลางมานานหลายทศวรรษ

ในภูมิภาคสะกาย (Sagaing) ซึ่งกองกำลัง PDFs ในหมู่บ้านต่าง ๆ ได้ต่อสู้กับกองทัพอย่างสิ้นหวัง แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้พวกเขาได้เข้ายึดเมืองเกาลิน (Kawlin) และกำลังโจมตีเมืองติกเยียง (Tigyaing) ที่อยู่ริมแม่น้ำอิรวดีและมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ กองกำลัง PDFs กำลังเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันรอบ ๆ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเมียนมาอย่างมัณฑะเลย์

รัฐบาลทหารยังสูญเสียการควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของชายแดนด้านที่ติดกับอินเดียด้วย โดยกลุ่มกบฏชาติพันธุ์ชินเพิ่งยึดเมืองชายแดนริกวอดาร์ (Rikhawdar) ได้สำเร็จ

ชนกลุ่มน้อย

ที่มาของภาพ, KNDF

คำบรรยายภาพ, นักรบกะเรนนีภายในห้องเรียนของมหาวิทยาลัยหลอยก่อ

ไกลออกไปทางตอนใต้ กองทัพอาระกัน หนึ่งในกลุ่มติดอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่กองกำลังชาติพันธุ์ ได้ยุติการหยุดยิง และเริ่มโจมตีฐานทัพทหารและตำรวจที่นั่น

กองกำลังชาติพันธุ์ขนาดใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง นั่นคือ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU) ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมาร์ กำลังยกระดับปฏิบัติการต่อต้านที่มั่นทางทหารตามเส้นทางการค้าสำคัญที่มุ่งสู่ชายแดนไทย ขณะนี้มีการโจมตีกองทัพในตะนาวศรี (Tanintharyi) ซึ่งเป็นรัฐทางใต้สุดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กระนั้น กลุ่มติดอาวุธทั้งหมดนี้ก็ยังมีศักยภาพทางการทหารไม่เท่ากองทัพเมียนมา ที่มียุทโธปกรณ์ทางทหารมากมายซึ่งผลิตในรัสเซียและจีน ตั้งแต่เครื่องบินรบ เฮลิคอปเตอร์ และอาวุธหนักต่าง ๆ แต่การขยายวงของการต่อต้านโดยกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธ ก็ทำให้กองทัพเมียนมาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงมืออย่างมาก

ตัวอย่างเช่น กองทัพอากาศมีเฮลิคอปเตอร์ขนส่งอยู่ประมาณ 40 ลำ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่ใช้การได้ กองทัพเมียนมาจึงไม่มีความสามารถจะเคลื่อนย้ายกำลังพลไปทั่วประเทศ เพื่อไปยังพื้นที่ที่เกิดปัญหาล่าสุดได้

มีรายงานด้วยว่า กองทัพกำลังเผชิญกับปัญหาขวัญกำลังใจตกต่ำ และความยากลำบากในการระดมกำลังพลใหม่ ๆ เข้าสู่กองทัพ ในการสู้รบเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีทหารหลายหน่วยเลือกที่จะยอมจำนนหรือหลบหนีไป

ผ่านมา 3 สัปดาห์ ของความล้มเหลวของกองทัพในการตอบโต้การโจมตีในรัฐฉาน สะท้อนให้เห็นว่ากองทัพเมียนมาอาจจะขาดศักยภาพ กล่าวคือกองทัพไม่สามารถเรียกระดมพลได้มากพอที่จะไปยึดพื้นที่ที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้ หรือไม่ก็มีปัญหาที่ผู้มีอำนาจในเมืองหลวงเนปิดอว์ไม่ตระหนักว่าสถานการณ์ที่กองทัพเผชิญอยู่ในขณะนี้เลวร้ายเพียงใด

ไม่มีใครเชื่อว่ารัฐบาลทหารที่ยึดอำนาจเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน จะล่มสลายลงไปได้ รัฐบาลทหารเมียนมายังคงมีหน่วยรบที่เข้มแข็งหลายหน่วย เช่น กองทหารราบเบาที่โด่งดัง (ซึ่งถูกกล่าวหาอยู่บ่อยครั้งว่ากระทำทารุณโหดร้าย) ที่รัฐบาลทหารสามารถสั่งให้เคลื่อนกำลังไปสู้รบได้อีกมากมาย แม้เชื่อกันว่าหน่วยเหล่านี้สูญเสียกองกำลังลงไปอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่การรัฐประหารก็ตาม

แต่หากฝ่ายตรงข้ามสามารถรักษาแรงกดดันเอาไว้ และยกระดับความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มต่อต้านต่าง ๆ ได้ นี่อาจทำให้ปีกต่าง ๆ ภายในรัฐบาลทหารได้ข้อสรุปว่าต้องเริ่มตั้งโต๊ะเจรจากับฝ่ายตรงข้าม แต่นี่คือสิ่งที่ผู้นำการรัฐประหารอย่าง พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ปฏิเสธที่จะพิจารณาจนถึงตอนนี้

ตัวแทนครอบครัวคนไทยกว่า 200 คนในเมืองเล่าก์ก่าย ยื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย 17 พ.ย. เพื่อขอให้ช่วยเหลือคนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานออกมาโดยเร็วที่สุดหลังเกิดสถานการณ์สู้รบในพื้นที่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ตัวแทนครอบครัวคนไทยกว่า 200 คนในเมืองเล้าก์ก่าย ยื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย 17 พ.ย. เพื่อขอให้ช่วยเหลือคนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานออกมาโดยเร็วที่สุดหลังเกิดสถานการณ์สู้รบในพื้นที่